วันอังคารเวียนมาบรรจบอีกครั้ง
“ฮัลโหล? อ้อ ยุนซึง ฉันเอง...”
ฉันยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาคุยสายกับคนรู้จักที่คุ้นเคย
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเรียกได้ว่าสงบสุขสุดๆ
แม้จะมีนักวิจัยลึกลับโผล่มาให้รู้สึกตะขิดตะขวงใจเล่นอยู่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายหลังจากนั้นก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม
‘แถมลองค้นข้อมูลพ่อของหมอนั่นดูก็ไม่เจออะไรเป็นชิ้นเป็นอันด้วย’
ทว่าท่ามกลางความเรียบง่ายนี้ ตารางงานเพียงหนึ่งเดียวของฉันกลับต้องเลื่อนออกไป
เดิมทีเราตกลงกันว่าจะเรียนสัปดาห์ละครั้งในวันหยุดสุดสัปดาห์ และอีกครั้งในวันธรรมดาตามที่จองฮาซองต้องการ
- ฮันเตอร์คิมกิรยอครับ ขอโทษด้วยครับ แต่สัปดาห์นี้ขอเลื่อนตารางวันธรรมดาไปรวมกับวันหยุดสุดสัปดาห์ได้ไหมครับ?
- จะเรียนเสาร์อาทิตย์ติดกันเลยเหรอ?
- ครับ
- ฉันก็ไม่ติดขัดอะไรหรอก แต่ทำไมจู่ๆ ถึงเปลี่ยนล่ะ?
- ความจริงคือเมื่อไม่กี่วันก่อน ผู้ดูแลคุณแม่ลาออกกะทันหันเพราะธุระส่วนตัวครับ สัปดาห์นี้ผมเลยต้องคัดเลือกคนใหม่และสอนงานด้วยตัวเอง คงจะยุ่งพอสมควรครับ
อืม... ก็อย่างที่เห็น เขามีเหตุผลจำเป็นแบบนั้น
ดังนั้นฉันจึงตัดสินใจใช้เวลาว่างระยะยาวที่นานๆ จะมีสักครั้งให้เป็นประโยชน์
ด้วยการลองไปทำกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่สงสัยมานาน
“ยุนซึง โทษทีนะที่รบกวนกะทันหัน แต่ถ้านายพอมีเวลา ช่วยอะไรฉันหน่อยได้ไหม?”
แน่นอนว่าฉันสนใจวัฒนธรรมต่างดาวมาตั้งแต่ก่อนจะมาจุติใหม่แล้ว
แต่เพราะมัวแต่ยุ่งกับการทวงพลังคืนเอย อะไรเอย พูดตามตรงว่าที่ผ่านมาฉันเอาแต่วิ่งวุ่นตามแผนจนไม่ได้เที่ยวเล่นอย่างเต็มที่เลย
ครั้งนี้ฉันเลยตัดใจครั้งใหญ่ ลองไปเยือนสถานที่ที่เรียกว่า ‘อควาเรียม’ ดูสักครั้ง
แต่ช่างน่าเศร้าที่ในสมองของคิมกิรยอไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมพวกนี้เลย
‘ความจริงคือฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องซื้อตั๋วยังไง... ถ้าหน้างานไม่มีขายบัตรจะทำไงดีล่ะ?’
เพื่อให้ความพยายามในรอบนี้ไม่สูญเปล่า ฉันเลยต้องขอความช่วยเหลือจากชาวพื้นเมือง
- จะไปอควาเรียมในวันธรรมดาเหรอครับ?
---
...จึงเป็นที่มาของการมาโผล่ที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งนี้
‘ฟ้าไปหมดเลยแฮะ’
ภาพของสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่จับกลุ่มกันแหวกว่ายอยู่ใต้น้ำสีโคบอลต์บลู
ด้านล่างของระบบนิเวศจำลองถูกเติมเต็มด้วยวัตถุที่ส่งกลิ่นอายของทะเลอย่างปะการังสีชมพูอ่อนและเปลือกหอย
อาจเป็นเพราะภายในอาคารปรับแสงให้มืดสลัว จึงมองเห็นกระแสน้ำที่หมุนวนในตู้กระจกได้อย่างชัดเจน
แสงสะท้อนจากเกล็ดของปลาเขตร้อนที่ว่ายไปมา ช่างดึงดูดสายตาผู้คนเหลือเกิน
“ลูกพี่ครับ! จากที่ผมไปสืบมา อควาเรียมแห่งนี้จะมีการแสดงทุกๆ 30 นาทีตั้งแต่ช่วงบ่ายสองครับ หลักๆ ก็มีการบรรยายวิถีชีวิตเพนกวิน การแสดงธีมนางเงือก อ๊ะ! แล้วก็เห็นว่าเมื่อไม่นานมานี้โซน VR เพิ่งปรับปรุงใหม่ด้วยครับ—”
ว่าแต่ ฉันไม่ได้กะให้ช่วยถึงขนาดนี้นะ...
ฉันแค่กะจะให้ช่วยสอนจองตั๋วจะได้ไม่พลาดส่วนลดที่มองไม่เห็นแท้ๆ
แต่ที่ไหนได้ พออันยุนซึงได้ยินว่าฉันเพิ่งเคยมาเที่ยวแบบนี้ครั้งแรกแล้วทำตัวไม่ถูก หมอนั่นก็ตกใจจนตาโต แล้วขันอาสามาเป็นไกด์นำเที่ยวให้ด้วยตัวเองซะงั้น
แถมยังมาพร้อมกับแผนการเที่ยวความยาว 3 หน้ากระดาษ A4
ถ้าเที่ยวตามแผนที่เจ้านี่วางไว้เป๊ะๆ ต้องใช้เวลาปาไป 3 ชั่วโมง 45 นาที
ถึงอย่างนั้นก็เถอะ การมาเบียดเบียนเวลาอันมีค่าของฮันเตอร์ระดับ A แบบนี้มันก็น่าลำบากใจอยู่นะ
“ว่าแต่ยุนซึง... วันนี้ไม่ต้องไปลงดันเจี้ยนหรือทำภารกิจอะไรพวกนั้นเหรอ?”
ฉันเอ่ยถามชาวโลกที่วิ่งแจ้นมารับด้วยความเกรงใจ
ทว่าฮันเตอร์หนุ่มกลับตอบกลับมาทันควันโดยไม่ต้องหยุดหายใจ
“อ๊ะ ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกครับ! พอได้ยินว่าลูกพี่กำลังลำบาก ผมก็ยื่นใบลาพักร้อนทันทีเลย!”
ลาพักร้อน?
ในชาติก่อนฉันไม่เคยใช้สิทธิ์ลาพักร้อนจริงๆ จังๆ เลยไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่เห็นทำหน้าระรื่นขนาดนั้นก็คงไม่เป็นไรมั้ง
“อืม เข้าใจละ ขอบใจนะ”
งั้นก็เอาเถอะ จากนี้ไปทางนี้เองก็จะเที่ยวให้เต็มที่เหมือนกัน
ฉันเริ่มเดินชมอย่างเพลิดเพลินโดยมียุนซึงคอยนำทาง
เริ่มจากตู้ปลาเขตร้อนที่เห็นได้บ่อยๆ ตามสื่อต่างๆ
ต่อด้วยอุโมงค์ใต้น้ำซึ่งเป็นอาณาเขตของฉลาม
และหลังจากผ่านโซนสิ่งมีชีวิตหน้าดินอย่างปลาดาว ในที่สุดก็มาถึงผนังกระจกบานนี้
“ว้าว~ แมงกะพรุนล่ะ”
ถ้าใครจำได้ ฉันมักจะพูดถึงเรื่องนี้บ่อยๆ ความจริงแล้วที่อัลฟาวูรี บ้านเกิดของฉัน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่ใช่สายพันธุ์ที่มีวิวัฒนาการโดดเด่นอะไร
ชนิดของพวกมันก็ไม่ได้หลากหลายเหมือนที่นี่ด้วย
ถ้าจะให้เปรียบเทียบง่ายๆ ความแตกต่างระหว่างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกับฉัน ก็คงระดับเดียวกับชาวโลกและเจ้าปลาพวกนั้นนั่นแหละ
“อควาเรียมนี่คือการขังพวกสัตว์ไว้ทั้งที่ยังมีชีวิตแล้วมายืนดูจริงๆ ด้วยสินะ”
“ก็... ประมาณนั้นมั้งครับ?”
ถ้าอย่างนั้น ต้นกำเนิดของชาวอัลฟาวูรีคือสายพันธุ์ไหนกันแน่?
คำตอบของคำถามนั้น ถูกแทนที่ด้วยตู้กระจกตรงหน้านี้แล้ว
‘ท่านบรรพบุรุษ...’
พริ้วไหว...
ฉันมองเหล่าแมงกะพรุนที่ขยับไหวติงในตู้กระจกยักษ์แล้วจมดิ่งสู่ภวังค์
สิ่งมีชีวิตทางทะเลที่มีร่างกายเป็นวุ้น
ใช่แล้ว
ความจริงถ้านับย้อนกลับไปถึงรากเหง้า ทางนี้ก็มาจากไฟลัมไนดาเรียเหมือนกันนั่นแหละ...
‘ดูยังไงนี่มันก็เหมือนบรรพบุรุษเราชัดๆ’
ระหว่างโลกกับอัลฟาวูรีมีความแตกต่างทางอนุกรมวิธานอยู่มากโข บางทีมองในอีกแง่ ต้นกำเนิดอาจจะนับรวมพวกสัตว์ตระกูลหมึกในไฟลัมมอลลัสกาด้วยก็ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ชาวอัลฟาวูรียุคปัจจุบันผ่านการดัดแปลงร่างกายมาสารพัดจนมีโครงสร้างที่ตามธรรมชาติไม่น่าจะมีได้ การเปรียบเทียบแบบนี้เลยอาจจะไม่มีความหมายอะไรเลยก็ได้
‘แต่ยังไงซะ ในสายตาฉัน บรรพบุรุษก็น่าจะพวกแมงกะพรุนหรือไม่ก็ปลาหมึกนี่แหละ’
ฉันยืนมองตู้กระจกที่อัดแน่นไปด้วยสิ่งมีชีวิตรูปร่างดึกดำบรรพ์พลางครุ่นคิด
ว่าแต่ทำไมชาวโลกถึงได้เลือดเย็นขนาดนี้นะ?
การจับสิ่งมีชีวิตมาขังไว้เพื่อเฝ้าสังเกตไม่ใช่เรื่องแปลกในบ้านเกิดฉัน
แต่นั่นมันสำหรับพวกนักวิชาการอย่างฉันหรือทำเพื่อการวิจัย พูดตรงๆ ว่าไอ้การเอาสิ่งมีชีวิตมาจัดแสดงในสวนสนุกของประชาชนแบบโจ่งแจ้งขนาดนี้แทบไม่เคยมีหรอก
‘เอาสิ่งมีชีวิตทะเลมาขังไว้ในที่แคบๆ แบบนี้ มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการป่วยทางจิตนะเนี่ย’
ขวับ
‘แต่กลับมีครอบครัวพาลูกหลานมาดูแล้วหัวเราะชอบใจกันเนี่ยนะ...?’
พอหันไปมองข้างๆ ก็เห็นเด็กน้อยกำลังยิ้มร่าอยู่หน้าตู้ปลาวาฬเบลูกา
ครอบครัวของหนูน้อยต่างพากันถ่ายรูปเจ้าตัวเล็กด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง
ภาพอันแสนอบอุ่นนี้กลับดูน่ากลัวนิดหน่อยในสายตาของสิ่งมีชีวิตที่มีหนวดระยางค์
สำหรับชาวอัลฟาวูรีแล้ว สวนสัตว์หรืออควาเรียมถือเป็นวัฒนธรรมที่ชวนให้รู้สึกสยดสยองพิลึก
‘เจ้าพวกมนุษย์ต่างดาวน่ากลัวเอ๊ย’
แต่ถึงยังไง ทั้งหมดนี้ก็ถือเป็นการเที่ยวชมในแบบที่ฉันต้องการอยู่ดี
ปลาสีใบเมเปิล
ปลาคอนวิกต์ เบลนนี ม้าน้ำ ไปจนถึงพวกสัตว์เลื้อยคลานที่มีเปลือกขรุขระเป็นระเบียบ
สิ่งมีชีวิตที่ได้พบเจอหลังจากข้ามจักรวาลอันไกลโพ้นมา สำหรับผู้มาเยือนต่างถิ่นแล้ว มันให้ความรู้สึกไม่ต่างอะไรกับภาพมายาเลย
ช่างน่าอัศจรรย์
ถึงแม้จะหนีหัวซุกหัวซุนมาด้วยเหตุผลที่ไม่ค่อยดีนัก แต่ผลจากการได้มาเกิดใหม่ทำให้ได้เห็นทิวทัศน์แบบนี้ ก็อดรู้สึกแปลกใหม่ไม่ได้
‘เป็นดาวเคราะห์ที่เจ๋งเป้ง’
นิสัยรักการเรียนรู้ที่มีมาแต่กำเนิดทำให้จิตใจของฉันเริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย
‘ถ้าต้องตายไปโดยที่ยังไม่รู้จักที่แบบนี้ให้ทั่ว คงน่าเสียดายแย่’
ต่างจากอดีตที่เคยคิดว่าตายเมื่อไหร่ก็ได้ ตอนนี้ฉันเริ่มยึดติดกับชีวิตขึ้นมานิดหน่อยแล้วสิ
อย่างน้อยๆ ก็อยากจะสำรวจโลกใบนี้ให้พอหอมปากหอมคอก่อนตายก็ยังดี
ชาตินี้ฉันจะทำสิ่งที่ปรารถนาได้ครบไหมนะ ให้ตายสิ
“ว่าแต่ขอบใจนะที่สละเวลามาวันนี้”
ฉันเลิกคิดฟุ้งซ่านแล้วหันไปพูดกับยุนซึง
“อย่างที่บอกไปในสาย เกิดมาฉันไม่เคยมาที่แบบนี้เลย”
“เห็นบอกว่าไม่เคยเลยสินะครับ”
“เรื่องจองตั๋วก็เหมือนกัน ถ้ามาคนเดียวฉันคงไปไม่เป็นแน่ๆ”
อันยุนซึงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะร่าอย่างที่หาได้ยาก
“พอได้ยินลูกพี่กิรยอบอกว่าทำอะไรไม่เป็นบ้าง ผมก็ตกใจเหมือนกันนะเนี่ย”
“ทำไม?”
“ก็ปกติลูกพี่สุดยอดจะตายไปนี่นา! มันให้ความรู้สึกว่าพี่น่าจะทำได้ทุกอย่างน่ะครับ”
“.......”
“เอาเถอะครับ ยังไงผมก็ดีใจจริงๆ ที่ได้มีโอกาสช่วยลูกพี่แบบนี้ ดังนั้นไม่ต้องเกรงใจนะครับ!”
จากนั้น มนุษย์ต่างดาวผู้แสนดีก็ผายมือบอกทางต่อด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“งั้นเราไปต่อกันเลยไหมครับ? โซนต่อไปดูเหมือนจะเป็นแพรรีด็อกครับ!”
เราย้ายไปยังที่พำนักของสัตว์หน้าใหม่
“ว่าแต่ผมสงสัยมาตั้งแต่เด็กแล้ว ทำไมแพรรีด็อกถึงมาอยู่ในอควาเรียมได้นะ?”
“มันยืนสองขาได้มั้ง”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับน้ำล่ะครับ...?”
แชะ
ในระหว่างที่อันยุนซึงหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปสัตว์ตรงหน้า
ฉันหันกลับไปมองรอบๆ ครู่หนึ่ง
ดูเหมือนว่าจำนวนผู้เข้าชมจะน้อยกว่าที่เตรียมใจไว้มาก
‘โล่งขนาดนี้แทบจะเหมารอบเลยไม่ใช่รึไง?’
ต้องขอบคุณเรื่องนั้นที่ทำให้ทั้งคนดังอย่างอันยุนซึงและฉันได้ใช้เวลาในวันธรรมดาอย่างสงบสุขโดยไม่มีปัญหาอะไร
ถือเป็นตอนจบที่ชวนให้รู้สึกโหวงเหวงผิดกับที่เกร็งมาตั้งแต่วันก่อน
คนน้อยขนาดไหนน่ะเหรอ ก็ขนาดที่ว่าในโซนสัตว์ฟันแทะอย่างแพรรีด็อกมีแค่พวกเราอยู่กันตามลำพังนี่ไง
“หืม?”
แต่ในจังหวะนั้นเอง
ฉันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของใครบางคนที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นไกลๆ จากทางอุโมงค์ใต้น้ำ
‘ผู้ตื่นรู้...’
พูดให้ถูกคือฉันรับรู้ถึงพลังเวทในร่างของพวกนั้น
แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร
วันนี้เป็นวันธรรมดา ไม่ใช่วันหยุดราชการ ดังนั้นคนที่จะมาเที่ยวได้ส่วนใหญ่ก็คงเป็นพวกที่จัดสรรเวลางานได้อิสระอย่างฮันเตอร์นั่นแหละ
“ฮึ่ม”
แต่มีจุดที่น่าสังเกตอยู่ไม่กี่อย่าง คือพวกที่กำลังเข้ามาใกล้เป็นคนละเชื้อชาติกับเรา
แถมพอลองดูดีๆ ระดับพลังของพวกนั้นก็ค่อนข้างสูงซะด้วย
‘ระดับ B กับระดับ A’
มีผู้ตื่นรู้มารวมตัวกันในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำมากขนาดนี้ ต่อให้เกิดดันเจี้ยนเบรกขึ้นเดี๋ยวนี้ก็คงไม่ต้องกังวลแล้วมั้ง
“ยุนซึง ว่าแต่เริ่มหิวรึยัง?”
“เอ๊ะ อย่าบอกนะครับว่ายังไม่ได้ทานข้าวเที่ยงมา?”
“ก็กินมาแล้วแหละ แต่เริ่มหิวอีกนิดหน่อยน่ะ”
“อุ๊ย! รับทราบครับ! งั้นเดี๋ยวผมพาไปโซนอาหารเดี๋ยวนี้เลย! พอดีข้างในนี้มีคาเฟ่ธีมทะเลอยู่ด้วยครับ...”
คาเฟ่ธีมทะเล?
‘ไอ้ดาวบ้านนี่ทำไมคาเฟ่มันเยอะแยะนักฟะ?’
ฉันหันกลับไปทางยุนซึงแล้วคุยต่อ
พร้อมกับก้าวเดินตามการนำทางของเขา
กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ถือโอกาสเติมพลังงานที่ขาดไปจะได้มีแรงเดินดูส่วนที่เหลือต่อ
“ฮึ่ม”
แต่ผ่านไปไม่กี่วินาที
ฉันก็ค่อยๆ ลดฝีเท้าที่ก้าวเดินอย่างฉับไวลง
“อันยุนซึง”
“ครับ?”
“จู่ๆ ฉันก็มีเรื่องสงสัยขึ้นมาเรื่องนึง”
“ครับผม”
“ที่นี่... หมายถึงในเกาหลี การใช้เทคนิคควบคุมจิตใจอย่างพวกการล้างสมองใส่คนถือเป็นความผิดร้ายแรงสินะ”
สิ่งที่พูดออกไปค่อนข้างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ก็เมื่อกี้เรายังคุยเรื่องสัพเพเหระอย่างร้านน้ำร้านไหนให้หลอดรูปโลมาอยู่เลยนี่นา
“ที่ว่าเป็นความผิดร้ายแรงน่ะเข้าใจ แต่เขาใช้วิธีไหนจับตัวคนที่ใช้สกิลล่ะ?”
“เอ่อ... คือ...”
“หมายถึงวิธีพิสูจน์ตัวผู้กระทำผิดน่ะ”
“ผมก็ไม่ค่อยรู้ละเอียดนะครับ แต่เหมือนเคยเห็นในข่าวเมื่อก่อน... ที่อังกฤษมั้ง? รู้สึกจะบอกว่าใช้ [ยูสติเทีย] จัดการเอานะครับ?”
“ยูสติเทีย?”
“ชื่อไอเทมจากดันเจี้ยนน่ะครับ”
กึก
อันยุนซึงพับแผนที่อควาเรียมในมือแล้วหยุดเดิน เขาถามกลับด้วยสีหน้าฉงน
“ว่าแต่ทำไมจู่ๆ ถึงถามเรื่องนั้นล่ะครับลูกพี่?”
ทำไมถึงถามน่ะเหรอ ก็แหม
“ฉันก็ไม่อยากถามกะทันหันหรอกนะ”
“ครับ?”
“แต่เพราะไอ้พวกที่ใช้สกิลทางจิตมันตามหลังมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”
ฉันพูดจบก็เรียก [ไอเทมบ็อกซ์] มาถือไว้ในมืออย่างเป็นธรรมชาติ
“มันก็ต้องระแวงไว้ก่อนไม่ใช่รึไง”
สมองของคิมกิรยอประมวลผลว่า ผู้ตื่นรู้สองคนที่ให้ความรู้สึกเหมือนพวกฮิสแปนิกคู่นั้น...
พวกมันสะกดรอยตามเรามาตลอดตั้งแต่ตอนที่ฉันสัมผัสพลังเวทได้ครั้งแรกที่อุโมงค์ใต้น้ำจนถึงตรงนี้
ถ้าแค่ตามมาเพราะเห็นฮันเตอร์คนดังก็คงดี แต่น่าเสียดายที่ถ้าเทียบค่าการตื่นรู้แล้ว พวกมันจัดอยู่ในกลุ่มยอดพีระมิด
‘ระดับพรรค์นั้นคงไม่มาเดินสะกดรอยตามเพื่อขอลายเซ็นชาวบ้านหรอกมั้ง’
ฉันประเมินสถานการณ์แล้วกระซิบเสียงเบาที่สุดบอกฮันเตอร์สายป้องกัน
“อันยุนซึง จากนี้ฟังฉันให้ดี ถ้าเรียกไอเทมบ็อกซ์ออกมาแล้ว ให้เตรียมจับอาวุธไว้ที่ปลายนิ้วเลย”
และ...
“ถ้าจวนตัวให้ใช้ [โล่แห่งการปกป้อง] ปิดอุโมงค์ฝั่งโน้น...”
เพียงชั่วพริบตา
ในขณะที่เราเดินมาถึงตู้กระจกยักษ์ใจกลางอาคารที่มีความสูง 8 เมตร เสียงที่น่ากังวลก็ดังมาจากด้านหลังจนได้
- เคร้ง! เพล้ง, แกรก
เจ้าพวกที่สะกดรอยตามฉันคงรู้ตัวว่าความแตก เลยตัดสินใจเปิดฉากโจมตีก่อน
“ยกเลิกคำสั่งเมื่อกี้ กลั้นหายใจแล้ววิ่งหนีไปเดี๋ยวนี้!”
แถมดันเป็นวิธีที่ยุนซึงป้องกันไม่ได้ซะด้วย