Cover

189

วันอังคารเวียนมาบรรจบอีกครั้ง

“ฮัลโหล? อ้อ ยุนซึง ฉันเอง...”

ฉันยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาคุยสายกับคนรู้จักที่คุ้นเคย

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเรียกได้ว่าสงบสุขสุดๆ

แม้จะมีนักวิจัยลึกลับโผล่มาให้รู้สึกตะขิดตะขวงใจเล่นอยู่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายหลังจากนั้นก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม

‘แถมลองค้นข้อมูลพ่อของหมอนั่นดูก็ไม่เจออะไรเป็นชิ้นเป็นอันด้วย’

ทว่าท่ามกลางความเรียบง่ายนี้ ตารางงานเพียงหนึ่งเดียวของฉันกลับต้องเลื่อนออกไป

เดิมทีเราตกลงกันว่าจะเรียนสัปดาห์ละครั้งในวันหยุดสุดสัปดาห์ และอีกครั้งในวันธรรมดาตามที่จองฮาซองต้องการ

- ฮันเตอร์คิมกิรยอครับ ขอโทษด้วยครับ แต่สัปดาห์นี้ขอเลื่อนตารางวันธรรมดาไปรวมกับวันหยุดสุดสัปดาห์ได้ไหมครับ?

- จะเรียนเสาร์อาทิตย์ติดกันเลยเหรอ?

- ครับ

- ฉันก็ไม่ติดขัดอะไรหรอก แต่ทำไมจู่ๆ ถึงเปลี่ยนล่ะ?

- ความจริงคือเมื่อไม่กี่วันก่อน ผู้ดูแลคุณแม่ลาออกกะทันหันเพราะธุระส่วนตัวครับ สัปดาห์นี้ผมเลยต้องคัดเลือกคนใหม่และสอนงานด้วยตัวเอง คงจะยุ่งพอสมควรครับ

อืม... ก็อย่างที่เห็น เขามีเหตุผลจำเป็นแบบนั้น

ดังนั้นฉันจึงตัดสินใจใช้เวลาว่างระยะยาวที่นานๆ จะมีสักครั้งให้เป็นประโยชน์

ด้วยการลองไปทำกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่สงสัยมานาน

“ยุนซึง โทษทีนะที่รบกวนกะทันหัน แต่ถ้านายพอมีเวลา ช่วยอะไรฉันหน่อยได้ไหม?”

แน่นอนว่าฉันสนใจวัฒนธรรมต่างดาวมาตั้งแต่ก่อนจะมาจุติใหม่แล้ว

แต่เพราะมัวแต่ยุ่งกับการทวงพลังคืนเอย อะไรเอย พูดตามตรงว่าที่ผ่านมาฉันเอาแต่วิ่งวุ่นตามแผนจนไม่ได้เที่ยวเล่นอย่างเต็มที่เลย

ครั้งนี้ฉันเลยตัดใจครั้งใหญ่ ลองไปเยือนสถานที่ที่เรียกว่า ‘อควาเรียม’ ดูสักครั้ง

แต่ช่างน่าเศร้าที่ในสมองของคิมกิรยอไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมพวกนี้เลย

‘ความจริงคือฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องซื้อตั๋วยังไง... ถ้าหน้างานไม่มีขายบัตรจะทำไงดีล่ะ?’

เพื่อให้ความพยายามในรอบนี้ไม่สูญเปล่า ฉันเลยต้องขอความช่วยเหลือจากชาวพื้นเมือง

- จะไปอควาเรียมในวันธรรมดาเหรอครับ?

---

...จึงเป็นที่มาของการมาโผล่ที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งนี้

‘ฟ้าไปหมดเลยแฮะ’

ภาพของสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่จับกลุ่มกันแหวกว่ายอยู่ใต้น้ำสีโคบอลต์บลู

ด้านล่างของระบบนิเวศจำลองถูกเติมเต็มด้วยวัตถุที่ส่งกลิ่นอายของทะเลอย่างปะการังสีชมพูอ่อนและเปลือกหอย

อาจเป็นเพราะภายในอาคารปรับแสงให้มืดสลัว จึงมองเห็นกระแสน้ำที่หมุนวนในตู้กระจกได้อย่างชัดเจน

แสงสะท้อนจากเกล็ดของปลาเขตร้อนที่ว่ายไปมา ช่างดึงดูดสายตาผู้คนเหลือเกิน

“ลูกพี่ครับ! จากที่ผมไปสืบมา อควาเรียมแห่งนี้จะมีการแสดงทุกๆ 30 นาทีตั้งแต่ช่วงบ่ายสองครับ หลักๆ ก็มีการบรรยายวิถีชีวิตเพนกวิน การแสดงธีมนางเงือก อ๊ะ! แล้วก็เห็นว่าเมื่อไม่นานมานี้โซน VR เพิ่งปรับปรุงใหม่ด้วยครับ—”

ว่าแต่ ฉันไม่ได้กะให้ช่วยถึงขนาดนี้นะ...

ฉันแค่กะจะให้ช่วยสอนจองตั๋วจะได้ไม่พลาดส่วนลดที่มองไม่เห็นแท้ๆ

แต่ที่ไหนได้ พออันยุนซึงได้ยินว่าฉันเพิ่งเคยมาเที่ยวแบบนี้ครั้งแรกแล้วทำตัวไม่ถูก หมอนั่นก็ตกใจจนตาโต แล้วขันอาสามาเป็นไกด์นำเที่ยวให้ด้วยตัวเองซะงั้น

แถมยังมาพร้อมกับแผนการเที่ยวความยาว 3 หน้ากระดาษ A4

ถ้าเที่ยวตามแผนที่เจ้านี่วางไว้เป๊ะๆ ต้องใช้เวลาปาไป 3 ชั่วโมง 45 นาที

ถึงอย่างนั้นก็เถอะ การมาเบียดเบียนเวลาอันมีค่าของฮันเตอร์ระดับ A แบบนี้มันก็น่าลำบากใจอยู่นะ

“ว่าแต่ยุนซึง... วันนี้ไม่ต้องไปลงดันเจี้ยนหรือทำภารกิจอะไรพวกนั้นเหรอ?”

ฉันเอ่ยถามชาวโลกที่วิ่งแจ้นมารับด้วยความเกรงใจ

ทว่าฮันเตอร์หนุ่มกลับตอบกลับมาทันควันโดยไม่ต้องหยุดหายใจ

“อ๊ะ ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกครับ! พอได้ยินว่าลูกพี่กำลังลำบาก ผมก็ยื่นใบลาพักร้อนทันทีเลย!”

ลาพักร้อน?

ในชาติก่อนฉันไม่เคยใช้สิทธิ์ลาพักร้อนจริงๆ จังๆ เลยไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่เห็นทำหน้าระรื่นขนาดนั้นก็คงไม่เป็นไรมั้ง

“อืม เข้าใจละ ขอบใจนะ”

งั้นก็เอาเถอะ จากนี้ไปทางนี้เองก็จะเที่ยวให้เต็มที่เหมือนกัน

ฉันเริ่มเดินชมอย่างเพลิดเพลินโดยมียุนซึงคอยนำทาง

เริ่มจากตู้ปลาเขตร้อนที่เห็นได้บ่อยๆ ตามสื่อต่างๆ

ต่อด้วยอุโมงค์ใต้น้ำซึ่งเป็นอาณาเขตของฉลาม

และหลังจากผ่านโซนสิ่งมีชีวิตหน้าดินอย่างปลาดาว ในที่สุดก็มาถึงผนังกระจกบานนี้

“ว้าว~ แมงกะพรุนล่ะ”

ถ้าใครจำได้ ฉันมักจะพูดถึงเรื่องนี้บ่อยๆ ความจริงแล้วที่อัลฟาวูรี บ้านเกิดของฉัน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่ใช่สายพันธุ์ที่มีวิวัฒนาการโดดเด่นอะไร

ชนิดของพวกมันก็ไม่ได้หลากหลายเหมือนที่นี่ด้วย

ถ้าจะให้เปรียบเทียบง่ายๆ ความแตกต่างระหว่างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกับฉัน ก็คงระดับเดียวกับชาวโลกและเจ้าปลาพวกนั้นนั่นแหละ

“อควาเรียมนี่คือการขังพวกสัตว์ไว้ทั้งที่ยังมีชีวิตแล้วมายืนดูจริงๆ ด้วยสินะ”

“ก็... ประมาณนั้นมั้งครับ?”

ถ้าอย่างนั้น ต้นกำเนิดของชาวอัลฟาวูรีคือสายพันธุ์ไหนกันแน่?

คำตอบของคำถามนั้น ถูกแทนที่ด้วยตู้กระจกตรงหน้านี้แล้ว

‘ท่านบรรพบุรุษ...’

พริ้วไหว...

ฉันมองเหล่าแมงกะพรุนที่ขยับไหวติงในตู้กระจกยักษ์แล้วจมดิ่งสู่ภวังค์

สิ่งมีชีวิตทางทะเลที่มีร่างกายเป็นวุ้น

ใช่แล้ว

ความจริงถ้านับย้อนกลับไปถึงรากเหง้า ทางนี้ก็มาจากไฟลัมไนดาเรียเหมือนกันนั่นแหละ...

‘ดูยังไงนี่มันก็เหมือนบรรพบุรุษเราชัดๆ’

ระหว่างโลกกับอัลฟาวูรีมีความแตกต่างทางอนุกรมวิธานอยู่มากโข บางทีมองในอีกแง่ ต้นกำเนิดอาจจะนับรวมพวกสัตว์ตระกูลหมึกในไฟลัมมอลลัสกาด้วยก็ได้

ยิ่งไปกว่านั้น ชาวอัลฟาวูรียุคปัจจุบันผ่านการดัดแปลงร่างกายมาสารพัดจนมีโครงสร้างที่ตามธรรมชาติไม่น่าจะมีได้ การเปรียบเทียบแบบนี้เลยอาจจะไม่มีความหมายอะไรเลยก็ได้

‘แต่ยังไงซะ ในสายตาฉัน บรรพบุรุษก็น่าจะพวกแมงกะพรุนหรือไม่ก็ปลาหมึกนี่แหละ’

ฉันยืนมองตู้กระจกที่อัดแน่นไปด้วยสิ่งมีชีวิตรูปร่างดึกดำบรรพ์พลางครุ่นคิด

ว่าแต่ทำไมชาวโลกถึงได้เลือดเย็นขนาดนี้นะ?

การจับสิ่งมีชีวิตมาขังไว้เพื่อเฝ้าสังเกตไม่ใช่เรื่องแปลกในบ้านเกิดฉัน

แต่นั่นมันสำหรับพวกนักวิชาการอย่างฉันหรือทำเพื่อการวิจัย พูดตรงๆ ว่าไอ้การเอาสิ่งมีชีวิตมาจัดแสดงในสวนสนุกของประชาชนแบบโจ่งแจ้งขนาดนี้แทบไม่เคยมีหรอก

‘เอาสิ่งมีชีวิตทะเลมาขังไว้ในที่แคบๆ แบบนี้ มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการป่วยทางจิตนะเนี่ย’

ขวับ

‘แต่กลับมีครอบครัวพาลูกหลานมาดูแล้วหัวเราะชอบใจกันเนี่ยนะ...?’

พอหันไปมองข้างๆ ก็เห็นเด็กน้อยกำลังยิ้มร่าอยู่หน้าตู้ปลาวาฬเบลูกา

ครอบครัวของหนูน้อยต่างพากันถ่ายรูปเจ้าตัวเล็กด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง

ภาพอันแสนอบอุ่นนี้กลับดูน่ากลัวนิดหน่อยในสายตาของสิ่งมีชีวิตที่มีหนวดระยางค์

สำหรับชาวอัลฟาวูรีแล้ว สวนสัตว์หรืออควาเรียมถือเป็นวัฒนธรรมที่ชวนให้รู้สึกสยดสยองพิลึก

‘เจ้าพวกมนุษย์ต่างดาวน่ากลัวเอ๊ย’

แต่ถึงยังไง ทั้งหมดนี้ก็ถือเป็นการเที่ยวชมในแบบที่ฉันต้องการอยู่ดี

ปลาสีใบเมเปิล

ปลาคอนวิกต์ เบลนนี ม้าน้ำ ไปจนถึงพวกสัตว์เลื้อยคลานที่มีเปลือกขรุขระเป็นระเบียบ

สิ่งมีชีวิตที่ได้พบเจอหลังจากข้ามจักรวาลอันไกลโพ้นมา สำหรับผู้มาเยือนต่างถิ่นแล้ว มันให้ความรู้สึกไม่ต่างอะไรกับภาพมายาเลย

ช่างน่าอัศจรรย์

ถึงแม้จะหนีหัวซุกหัวซุนมาด้วยเหตุผลที่ไม่ค่อยดีนัก แต่ผลจากการได้มาเกิดใหม่ทำให้ได้เห็นทิวทัศน์แบบนี้ ก็อดรู้สึกแปลกใหม่ไม่ได้

‘เป็นดาวเคราะห์ที่เจ๋งเป้ง’

นิสัยรักการเรียนรู้ที่มีมาแต่กำเนิดทำให้จิตใจของฉันเริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย

‘ถ้าต้องตายไปโดยที่ยังไม่รู้จักที่แบบนี้ให้ทั่ว คงน่าเสียดายแย่’

ต่างจากอดีตที่เคยคิดว่าตายเมื่อไหร่ก็ได้ ตอนนี้ฉันเริ่มยึดติดกับชีวิตขึ้นมานิดหน่อยแล้วสิ

อย่างน้อยๆ ก็อยากจะสำรวจโลกใบนี้ให้พอหอมปากหอมคอก่อนตายก็ยังดี

ชาตินี้ฉันจะทำสิ่งที่ปรารถนาได้ครบไหมนะ ให้ตายสิ

“ว่าแต่ขอบใจนะที่สละเวลามาวันนี้”

ฉันเลิกคิดฟุ้งซ่านแล้วหันไปพูดกับยุนซึง

“อย่างที่บอกไปในสาย เกิดมาฉันไม่เคยมาที่แบบนี้เลย”

“เห็นบอกว่าไม่เคยเลยสินะครับ”

“เรื่องจองตั๋วก็เหมือนกัน ถ้ามาคนเดียวฉันคงไปไม่เป็นแน่ๆ”

อันยุนซึงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะร่าอย่างที่หาได้ยาก

“พอได้ยินลูกพี่กิรยอบอกว่าทำอะไรไม่เป็นบ้าง ผมก็ตกใจเหมือนกันนะเนี่ย”

“ทำไม?”

“ก็ปกติลูกพี่สุดยอดจะตายไปนี่นา! มันให้ความรู้สึกว่าพี่น่าจะทำได้ทุกอย่างน่ะครับ”

“.......”

“เอาเถอะครับ ยังไงผมก็ดีใจจริงๆ ที่ได้มีโอกาสช่วยลูกพี่แบบนี้ ดังนั้นไม่ต้องเกรงใจนะครับ!”

จากนั้น มนุษย์ต่างดาวผู้แสนดีก็ผายมือบอกทางต่อด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

“งั้นเราไปต่อกันเลยไหมครับ? โซนต่อไปดูเหมือนจะเป็นแพรรีด็อกครับ!”

เราย้ายไปยังที่พำนักของสัตว์หน้าใหม่

“ว่าแต่ผมสงสัยมาตั้งแต่เด็กแล้ว ทำไมแพรรีด็อกถึงมาอยู่ในอควาเรียมได้นะ?”

“มันยืนสองขาได้มั้ง”

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับน้ำล่ะครับ...?”

แชะ

ในระหว่างที่อันยุนซึงหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปสัตว์ตรงหน้า

ฉันหันกลับไปมองรอบๆ ครู่หนึ่ง

ดูเหมือนว่าจำนวนผู้เข้าชมจะน้อยกว่าที่เตรียมใจไว้มาก

‘โล่งขนาดนี้แทบจะเหมารอบเลยไม่ใช่รึไง?’

ต้องขอบคุณเรื่องนั้นที่ทำให้ทั้งคนดังอย่างอันยุนซึงและฉันได้ใช้เวลาในวันธรรมดาอย่างสงบสุขโดยไม่มีปัญหาอะไร

ถือเป็นตอนจบที่ชวนให้รู้สึกโหวงเหวงผิดกับที่เกร็งมาตั้งแต่วันก่อน

คนน้อยขนาดไหนน่ะเหรอ ก็ขนาดที่ว่าในโซนสัตว์ฟันแทะอย่างแพรรีด็อกมีแค่พวกเราอยู่กันตามลำพังนี่ไง

“หืม?”

แต่ในจังหวะนั้นเอง

ฉันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของใครบางคนที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นไกลๆ จากทางอุโมงค์ใต้น้ำ

‘ผู้ตื่นรู้...’

พูดให้ถูกคือฉันรับรู้ถึงพลังเวทในร่างของพวกนั้น

แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร

วันนี้เป็นวันธรรมดา ไม่ใช่วันหยุดราชการ ดังนั้นคนที่จะมาเที่ยวได้ส่วนใหญ่ก็คงเป็นพวกที่จัดสรรเวลางานได้อิสระอย่างฮันเตอร์นั่นแหละ

“ฮึ่ม”

แต่มีจุดที่น่าสังเกตอยู่ไม่กี่อย่าง คือพวกที่กำลังเข้ามาใกล้เป็นคนละเชื้อชาติกับเรา

แถมพอลองดูดีๆ ระดับพลังของพวกนั้นก็ค่อนข้างสูงซะด้วย

‘ระดับ B กับระดับ A’

มีผู้ตื่นรู้มารวมตัวกันในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำมากขนาดนี้ ต่อให้เกิดดันเจี้ยนเบรกขึ้นเดี๋ยวนี้ก็คงไม่ต้องกังวลแล้วมั้ง

“ยุนซึง ว่าแต่เริ่มหิวรึยัง?”

“เอ๊ะ อย่าบอกนะครับว่ายังไม่ได้ทานข้าวเที่ยงมา?”

“ก็กินมาแล้วแหละ แต่เริ่มหิวอีกนิดหน่อยน่ะ”

“อุ๊ย! รับทราบครับ! งั้นเดี๋ยวผมพาไปโซนอาหารเดี๋ยวนี้เลย! พอดีข้างในนี้มีคาเฟ่ธีมทะเลอยู่ด้วยครับ...”

คาเฟ่ธีมทะเล?

‘ไอ้ดาวบ้านนี่ทำไมคาเฟ่มันเยอะแยะนักฟะ?’

ฉันหันกลับไปทางยุนซึงแล้วคุยต่อ

พร้อมกับก้าวเดินตามการนำทางของเขา

กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ถือโอกาสเติมพลังงานที่ขาดไปจะได้มีแรงเดินดูส่วนที่เหลือต่อ

“ฮึ่ม”

แต่ผ่านไปไม่กี่วินาที

ฉันก็ค่อยๆ ลดฝีเท้าที่ก้าวเดินอย่างฉับไวลง

“อันยุนซึง”

“ครับ?”

“จู่ๆ ฉันก็มีเรื่องสงสัยขึ้นมาเรื่องนึง”

“ครับผม”

“ที่นี่... หมายถึงในเกาหลี การใช้เทคนิคควบคุมจิตใจอย่างพวกการล้างสมองใส่คนถือเป็นความผิดร้ายแรงสินะ”

สิ่งที่พูดออกไปค่อนข้างไม่มีปี่มีขลุ่ย

ก็เมื่อกี้เรายังคุยเรื่องสัพเพเหระอย่างร้านน้ำร้านไหนให้หลอดรูปโลมาอยู่เลยนี่นา

“ที่ว่าเป็นความผิดร้ายแรงน่ะเข้าใจ แต่เขาใช้วิธีไหนจับตัวคนที่ใช้สกิลล่ะ?”

“เอ่อ... คือ...”

“หมายถึงวิธีพิสูจน์ตัวผู้กระทำผิดน่ะ”

“ผมก็ไม่ค่อยรู้ละเอียดนะครับ แต่เหมือนเคยเห็นในข่าวเมื่อก่อน... ที่อังกฤษมั้ง? รู้สึกจะบอกว่าใช้ [ยูสติเทีย] จัดการเอานะครับ?”

“ยูสติเทีย?”

“ชื่อไอเทมจากดันเจี้ยนน่ะครับ”

กึก

อันยุนซึงพับแผนที่อควาเรียมในมือแล้วหยุดเดิน เขาถามกลับด้วยสีหน้าฉงน

“ว่าแต่ทำไมจู่ๆ ถึงถามเรื่องนั้นล่ะครับลูกพี่?”

ทำไมถึงถามน่ะเหรอ ก็แหม

“ฉันก็ไม่อยากถามกะทันหันหรอกนะ”

“ครับ?”

“แต่เพราะไอ้พวกที่ใช้สกิลทางจิตมันตามหลังมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”

ฉันพูดจบก็เรียก [ไอเทมบ็อกซ์] มาถือไว้ในมืออย่างเป็นธรรมชาติ

“มันก็ต้องระแวงไว้ก่อนไม่ใช่รึไง”

สมองของคิมกิรยอประมวลผลว่า ผู้ตื่นรู้สองคนที่ให้ความรู้สึกเหมือนพวกฮิสแปนิกคู่นั้น...

พวกมันสะกดรอยตามเรามาตลอดตั้งแต่ตอนที่ฉันสัมผัสพลังเวทได้ครั้งแรกที่อุโมงค์ใต้น้ำจนถึงตรงนี้

ถ้าแค่ตามมาเพราะเห็นฮันเตอร์คนดังก็คงดี แต่น่าเสียดายที่ถ้าเทียบค่าการตื่นรู้แล้ว พวกมันจัดอยู่ในกลุ่มยอดพีระมิด

‘ระดับพรรค์นั้นคงไม่มาเดินสะกดรอยตามเพื่อขอลายเซ็นชาวบ้านหรอกมั้ง’

ฉันประเมินสถานการณ์แล้วกระซิบเสียงเบาที่สุดบอกฮันเตอร์สายป้องกัน

“อันยุนซึง จากนี้ฟังฉันให้ดี ถ้าเรียกไอเทมบ็อกซ์ออกมาแล้ว ให้เตรียมจับอาวุธไว้ที่ปลายนิ้วเลย”

และ...

“ถ้าจวนตัวให้ใช้ [โล่แห่งการปกป้อง] ปิดอุโมงค์ฝั่งโน้น...”

เพียงชั่วพริบตา

ในขณะที่เราเดินมาถึงตู้กระจกยักษ์ใจกลางอาคารที่มีความสูง 8 เมตร เสียงที่น่ากังวลก็ดังมาจากด้านหลังจนได้

- เคร้ง! เพล้ง, แกรก

เจ้าพวกที่สะกดรอยตามฉันคงรู้ตัวว่าความแตก เลยตัดสินใจเปิดฉากโจมตีก่อน

“ยกเลิกคำสั่งเมื่อกี้ กลั้นหายใจแล้ววิ่งหนีไปเดี๋ยวนี้!”

แถมดันเป็นวิธีที่ยุนซึงป้องกันไม่ได้ซะด้วย

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

189

20px

วันอังคารเวียนมาบรรจบอีกครั้ง

“ฮัลโหล? อ้อ ยุนซึง ฉันเอง...”

ฉันยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาคุยสายกับคนรู้จักที่คุ้นเคย

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเรียกได้ว่าสงบสุขสุดๆ

แม้จะมีนักวิจัยลึกลับโผล่มาให้รู้สึกตะขิดตะขวงใจเล่นอยู่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายหลังจากนั้นก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม

‘แถมลองค้นข้อมูลพ่อของหมอนั่นดูก็ไม่เจออะไรเป็นชิ้นเป็นอันด้วย’

ทว่าท่ามกลางความเรียบง่ายนี้ ตารางงานเพียงหนึ่งเดียวของฉันกลับต้องเลื่อนออกไป

เดิมทีเราตกลงกันว่าจะเรียนสัปดาห์ละครั้งในวันหยุดสุดสัปดาห์ และอีกครั้งในวันธรรมดาตามที่จองฮาซองต้องการ

- ฮันเตอร์คิมกิรยอครับ ขอโทษด้วยครับ แต่สัปดาห์นี้ขอเลื่อนตารางวันธรรมดาไปรวมกับวันหยุดสุดสัปดาห์ได้ไหมครับ?

- จะเรียนเสาร์อาทิตย์ติดกันเลยเหรอ?

- ครับ

- ฉันก็ไม่ติดขัดอะไรหรอก แต่ทำไมจู่ๆ ถึงเปลี่ยนล่ะ?

- ความจริงคือเมื่อไม่กี่วันก่อน ผู้ดูแลคุณแม่ลาออกกะทันหันเพราะธุระส่วนตัวครับ สัปดาห์นี้ผมเลยต้องคัดเลือกคนใหม่และสอนงานด้วยตัวเอง คงจะยุ่งพอสมควรครับ

อืม... ก็อย่างที่เห็น เขามีเหตุผลจำเป็นแบบนั้น

ดังนั้นฉันจึงตัดสินใจใช้เวลาว่างระยะยาวที่นานๆ จะมีสักครั้งให้เป็นประโยชน์

ด้วยการลองไปทำกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่สงสัยมานาน

“ยุนซึง โทษทีนะที่รบกวนกะทันหัน แต่ถ้านายพอมีเวลา ช่วยอะไรฉันหน่อยได้ไหม?”

แน่นอนว่าฉันสนใจวัฒนธรรมต่างดาวมาตั้งแต่ก่อนจะมาจุติใหม่แล้ว

แต่เพราะมัวแต่ยุ่งกับการทวงพลังคืนเอย อะไรเอย พูดตามตรงว่าที่ผ่านมาฉันเอาแต่วิ่งวุ่นตามแผนจนไม่ได้เที่ยวเล่นอย่างเต็มที่เลย

ครั้งนี้ฉันเลยตัดใจครั้งใหญ่ ลองไปเยือนสถานที่ที่เรียกว่า ‘อควาเรียม’ ดูสักครั้ง

แต่ช่างน่าเศร้าที่ในสมองของคิมกิรยอไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมพวกนี้เลย

‘ความจริงคือฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องซื้อตั๋วยังไง... ถ้าหน้างานไม่มีขายบัตรจะทำไงดีล่ะ?’

เพื่อให้ความพยายามในรอบนี้ไม่สูญเปล่า ฉันเลยต้องขอความช่วยเหลือจากชาวพื้นเมือง

- จะไปอควาเรียมในวันธรรมดาเหรอครับ?

---

...จึงเป็นที่มาของการมาโผล่ที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งนี้

‘ฟ้าไปหมดเลยแฮะ’

ภาพของสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่จับกลุ่มกันแหวกว่ายอยู่ใต้น้ำสีโคบอลต์บลู

ด้านล่างของระบบนิเวศจำลองถูกเติมเต็มด้วยวัตถุที่ส่งกลิ่นอายของทะเลอย่างปะการังสีชมพูอ่อนและเปลือกหอย

อาจเป็นเพราะภายในอาคารปรับแสงให้มืดสลัว จึงมองเห็นกระแสน้ำที่หมุนวนในตู้กระจกได้อย่างชัดเจน

แสงสะท้อนจากเกล็ดของปลาเขตร้อนที่ว่ายไปมา ช่างดึงดูดสายตาผู้คนเหลือเกิน

“ลูกพี่ครับ! จากที่ผมไปสืบมา อควาเรียมแห่งนี้จะมีการแสดงทุกๆ 30 นาทีตั้งแต่ช่วงบ่ายสองครับ หลักๆ ก็มีการบรรยายวิถีชีวิตเพนกวิน การแสดงธีมนางเงือก อ๊ะ! แล้วก็เห็นว่าเมื่อไม่นานมานี้โซน VR เพิ่งปรับปรุงใหม่ด้วยครับ—”

ว่าแต่ ฉันไม่ได้กะให้ช่วยถึงขนาดนี้นะ...

ฉันแค่กะจะให้ช่วยสอนจองตั๋วจะได้ไม่พลาดส่วนลดที่มองไม่เห็นแท้ๆ

แต่ที่ไหนได้ พออันยุนซึงได้ยินว่าฉันเพิ่งเคยมาเที่ยวแบบนี้ครั้งแรกแล้วทำตัวไม่ถูก หมอนั่นก็ตกใจจนตาโต แล้วขันอาสามาเป็นไกด์นำเที่ยวให้ด้วยตัวเองซะงั้น

แถมยังมาพร้อมกับแผนการเที่ยวความยาว 3 หน้ากระดาษ A4

ถ้าเที่ยวตามแผนที่เจ้านี่วางไว้เป๊ะๆ ต้องใช้เวลาปาไป 3 ชั่วโมง 45 นาที

ถึงอย่างนั้นก็เถอะ การมาเบียดเบียนเวลาอันมีค่าของฮันเตอร์ระดับ A แบบนี้มันก็น่าลำบากใจอยู่นะ

“ว่าแต่ยุนซึง... วันนี้ไม่ต้องไปลงดันเจี้ยนหรือทำภารกิจอะไรพวกนั้นเหรอ?”

ฉันเอ่ยถามชาวโลกที่วิ่งแจ้นมารับด้วยความเกรงใจ

ทว่าฮันเตอร์หนุ่มกลับตอบกลับมาทันควันโดยไม่ต้องหยุดหายใจ

“อ๊ะ ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกครับ! พอได้ยินว่าลูกพี่กำลังลำบาก ผมก็ยื่นใบลาพักร้อนทันทีเลย!”

ลาพักร้อน?

ในชาติก่อนฉันไม่เคยใช้สิทธิ์ลาพักร้อนจริงๆ จังๆ เลยไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่เห็นทำหน้าระรื่นขนาดนั้นก็คงไม่เป็นไรมั้ง

“อืม เข้าใจละ ขอบใจนะ”

งั้นก็เอาเถอะ จากนี้ไปทางนี้เองก็จะเที่ยวให้เต็มที่เหมือนกัน

ฉันเริ่มเดินชมอย่างเพลิดเพลินโดยมียุนซึงคอยนำทาง

เริ่มจากตู้ปลาเขตร้อนที่เห็นได้บ่อยๆ ตามสื่อต่างๆ

ต่อด้วยอุโมงค์ใต้น้ำซึ่งเป็นอาณาเขตของฉลาม

และหลังจากผ่านโซนสิ่งมีชีวิตหน้าดินอย่างปลาดาว ในที่สุดก็มาถึงผนังกระจกบานนี้

“ว้าว~ แมงกะพรุนล่ะ”

ถ้าใครจำได้ ฉันมักจะพูดถึงเรื่องนี้บ่อยๆ ความจริงแล้วที่อัลฟาวูรี บ้านเกิดของฉัน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่ใช่สายพันธุ์ที่มีวิวัฒนาการโดดเด่นอะไร

ชนิดของพวกมันก็ไม่ได้หลากหลายเหมือนที่นี่ด้วย

ถ้าจะให้เปรียบเทียบง่ายๆ ความแตกต่างระหว่างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกับฉัน ก็คงระดับเดียวกับชาวโลกและเจ้าปลาพวกนั้นนั่นแหละ

“อควาเรียมนี่คือการขังพวกสัตว์ไว้ทั้งที่ยังมีชีวิตแล้วมายืนดูจริงๆ ด้วยสินะ”

“ก็... ประมาณนั้นมั้งครับ?”

ถ้าอย่างนั้น ต้นกำเนิดของชาวอัลฟาวูรีคือสายพันธุ์ไหนกันแน่?

คำตอบของคำถามนั้น ถูกแทนที่ด้วยตู้กระจกตรงหน้านี้แล้ว

‘ท่านบรรพบุรุษ...’

พริ้วไหว...

ฉันมองเหล่าแมงกะพรุนที่ขยับไหวติงในตู้กระจกยักษ์แล้วจมดิ่งสู่ภวังค์

สิ่งมีชีวิตทางทะเลที่มีร่างกายเป็นวุ้น

ใช่แล้ว

ความจริงถ้านับย้อนกลับไปถึงรากเหง้า ทางนี้ก็มาจากไฟลัมไนดาเรียเหมือนกันนั่นแหละ...

‘ดูยังไงนี่มันก็เหมือนบรรพบุรุษเราชัดๆ’

ระหว่างโลกกับอัลฟาวูรีมีความแตกต่างทางอนุกรมวิธานอยู่มากโข บางทีมองในอีกแง่ ต้นกำเนิดอาจจะนับรวมพวกสัตว์ตระกูลหมึกในไฟลัมมอลลัสกาด้วยก็ได้

ยิ่งไปกว่านั้น ชาวอัลฟาวูรียุคปัจจุบันผ่านการดัดแปลงร่างกายมาสารพัดจนมีโครงสร้างที่ตามธรรมชาติไม่น่าจะมีได้ การเปรียบเทียบแบบนี้เลยอาจจะไม่มีความหมายอะไรเลยก็ได้

‘แต่ยังไงซะ ในสายตาฉัน บรรพบุรุษก็น่าจะพวกแมงกะพรุนหรือไม่ก็ปลาหมึกนี่แหละ’

ฉันยืนมองตู้กระจกที่อัดแน่นไปด้วยสิ่งมีชีวิตรูปร่างดึกดำบรรพ์พลางครุ่นคิด

ว่าแต่ทำไมชาวโลกถึงได้เลือดเย็นขนาดนี้นะ?

การจับสิ่งมีชีวิตมาขังไว้เพื่อเฝ้าสังเกตไม่ใช่เรื่องแปลกในบ้านเกิดฉัน

แต่นั่นมันสำหรับพวกนักวิชาการอย่างฉันหรือทำเพื่อการวิจัย พูดตรงๆ ว่าไอ้การเอาสิ่งมีชีวิตมาจัดแสดงในสวนสนุกของประชาชนแบบโจ่งแจ้งขนาดนี้แทบไม่เคยมีหรอก

‘เอาสิ่งมีชีวิตทะเลมาขังไว้ในที่แคบๆ แบบนี้ มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการป่วยทางจิตนะเนี่ย’

ขวับ

‘แต่กลับมีครอบครัวพาลูกหลานมาดูแล้วหัวเราะชอบใจกันเนี่ยนะ...?’

พอหันไปมองข้างๆ ก็เห็นเด็กน้อยกำลังยิ้มร่าอยู่หน้าตู้ปลาวาฬเบลูกา

ครอบครัวของหนูน้อยต่างพากันถ่ายรูปเจ้าตัวเล็กด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง

ภาพอันแสนอบอุ่นนี้กลับดูน่ากลัวนิดหน่อยในสายตาของสิ่งมีชีวิตที่มีหนวดระยางค์

สำหรับชาวอัลฟาวูรีแล้ว สวนสัตว์หรืออควาเรียมถือเป็นวัฒนธรรมที่ชวนให้รู้สึกสยดสยองพิลึก

‘เจ้าพวกมนุษย์ต่างดาวน่ากลัวเอ๊ย’

แต่ถึงยังไง ทั้งหมดนี้ก็ถือเป็นการเที่ยวชมในแบบที่ฉันต้องการอยู่ดี

ปลาสีใบเมเปิล

ปลาคอนวิกต์ เบลนนี ม้าน้ำ ไปจนถึงพวกสัตว์เลื้อยคลานที่มีเปลือกขรุขระเป็นระเบียบ

สิ่งมีชีวิตที่ได้พบเจอหลังจากข้ามจักรวาลอันไกลโพ้นมา สำหรับผู้มาเยือนต่างถิ่นแล้ว มันให้ความรู้สึกไม่ต่างอะไรกับภาพมายาเลย

ช่างน่าอัศจรรย์

ถึงแม้จะหนีหัวซุกหัวซุนมาด้วยเหตุผลที่ไม่ค่อยดีนัก แต่ผลจากการได้มาเกิดใหม่ทำให้ได้เห็นทิวทัศน์แบบนี้ ก็อดรู้สึกแปลกใหม่ไม่ได้

‘เป็นดาวเคราะห์ที่เจ๋งเป้ง’

นิสัยรักการเรียนรู้ที่มีมาแต่กำเนิดทำให้จิตใจของฉันเริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย

‘ถ้าต้องตายไปโดยที่ยังไม่รู้จักที่แบบนี้ให้ทั่ว คงน่าเสียดายแย่’

ต่างจากอดีตที่เคยคิดว่าตายเมื่อไหร่ก็ได้ ตอนนี้ฉันเริ่มยึดติดกับชีวิตขึ้นมานิดหน่อยแล้วสิ

อย่างน้อยๆ ก็อยากจะสำรวจโลกใบนี้ให้พอหอมปากหอมคอก่อนตายก็ยังดี

ชาตินี้ฉันจะทำสิ่งที่ปรารถนาได้ครบไหมนะ ให้ตายสิ

“ว่าแต่ขอบใจนะที่สละเวลามาวันนี้”

ฉันเลิกคิดฟุ้งซ่านแล้วหันไปพูดกับยุนซึง

“อย่างที่บอกไปในสาย เกิดมาฉันไม่เคยมาที่แบบนี้เลย”

“เห็นบอกว่าไม่เคยเลยสินะครับ”

“เรื่องจองตั๋วก็เหมือนกัน ถ้ามาคนเดียวฉันคงไปไม่เป็นแน่ๆ”

อันยุนซึงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะร่าอย่างที่หาได้ยาก

“พอได้ยินลูกพี่กิรยอบอกว่าทำอะไรไม่เป็นบ้าง ผมก็ตกใจเหมือนกันนะเนี่ย”

“ทำไม?”

“ก็ปกติลูกพี่สุดยอดจะตายไปนี่นา! มันให้ความรู้สึกว่าพี่น่าจะทำได้ทุกอย่างน่ะครับ”

“.......”

“เอาเถอะครับ ยังไงผมก็ดีใจจริงๆ ที่ได้มีโอกาสช่วยลูกพี่แบบนี้ ดังนั้นไม่ต้องเกรงใจนะครับ!”

จากนั้น มนุษย์ต่างดาวผู้แสนดีก็ผายมือบอกทางต่อด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

“งั้นเราไปต่อกันเลยไหมครับ? โซนต่อไปดูเหมือนจะเป็นแพรรีด็อกครับ!”

เราย้ายไปยังที่พำนักของสัตว์หน้าใหม่

“ว่าแต่ผมสงสัยมาตั้งแต่เด็กแล้ว ทำไมแพรรีด็อกถึงมาอยู่ในอควาเรียมได้นะ?”

“มันยืนสองขาได้มั้ง”

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับน้ำล่ะครับ...?”

แชะ

ในระหว่างที่อันยุนซึงหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปสัตว์ตรงหน้า

ฉันหันกลับไปมองรอบๆ ครู่หนึ่ง

ดูเหมือนว่าจำนวนผู้เข้าชมจะน้อยกว่าที่เตรียมใจไว้มาก

‘โล่งขนาดนี้แทบจะเหมารอบเลยไม่ใช่รึไง?’

ต้องขอบคุณเรื่องนั้นที่ทำให้ทั้งคนดังอย่างอันยุนซึงและฉันได้ใช้เวลาในวันธรรมดาอย่างสงบสุขโดยไม่มีปัญหาอะไร

ถือเป็นตอนจบที่ชวนให้รู้สึกโหวงเหวงผิดกับที่เกร็งมาตั้งแต่วันก่อน

คนน้อยขนาดไหนน่ะเหรอ ก็ขนาดที่ว่าในโซนสัตว์ฟันแทะอย่างแพรรีด็อกมีแค่พวกเราอยู่กันตามลำพังนี่ไง

“หืม?”

แต่ในจังหวะนั้นเอง

ฉันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของใครบางคนที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นไกลๆ จากทางอุโมงค์ใต้น้ำ

‘ผู้ตื่นรู้...’

พูดให้ถูกคือฉันรับรู้ถึงพลังเวทในร่างของพวกนั้น

แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร

วันนี้เป็นวันธรรมดา ไม่ใช่วันหยุดราชการ ดังนั้นคนที่จะมาเที่ยวได้ส่วนใหญ่ก็คงเป็นพวกที่จัดสรรเวลางานได้อิสระอย่างฮันเตอร์นั่นแหละ

“ฮึ่ม”

แต่มีจุดที่น่าสังเกตอยู่ไม่กี่อย่าง คือพวกที่กำลังเข้ามาใกล้เป็นคนละเชื้อชาติกับเรา

แถมพอลองดูดีๆ ระดับพลังของพวกนั้นก็ค่อนข้างสูงซะด้วย

‘ระดับ B กับระดับ A’

มีผู้ตื่นรู้มารวมตัวกันในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำมากขนาดนี้ ต่อให้เกิดดันเจี้ยนเบรกขึ้นเดี๋ยวนี้ก็คงไม่ต้องกังวลแล้วมั้ง

“ยุนซึง ว่าแต่เริ่มหิวรึยัง?”

“เอ๊ะ อย่าบอกนะครับว่ายังไม่ได้ทานข้าวเที่ยงมา?”

“ก็กินมาแล้วแหละ แต่เริ่มหิวอีกนิดหน่อยน่ะ”

“อุ๊ย! รับทราบครับ! งั้นเดี๋ยวผมพาไปโซนอาหารเดี๋ยวนี้เลย! พอดีข้างในนี้มีคาเฟ่ธีมทะเลอยู่ด้วยครับ...”

คาเฟ่ธีมทะเล?

‘ไอ้ดาวบ้านนี่ทำไมคาเฟ่มันเยอะแยะนักฟะ?’

ฉันหันกลับไปทางยุนซึงแล้วคุยต่อ

พร้อมกับก้าวเดินตามการนำทางของเขา

กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ถือโอกาสเติมพลังงานที่ขาดไปจะได้มีแรงเดินดูส่วนที่เหลือต่อ

“ฮึ่ม”

แต่ผ่านไปไม่กี่วินาที

ฉันก็ค่อยๆ ลดฝีเท้าที่ก้าวเดินอย่างฉับไวลง

“อันยุนซึง”

“ครับ?”

“จู่ๆ ฉันก็มีเรื่องสงสัยขึ้นมาเรื่องนึง”

“ครับผม”

“ที่นี่... หมายถึงในเกาหลี การใช้เทคนิคควบคุมจิตใจอย่างพวกการล้างสมองใส่คนถือเป็นความผิดร้ายแรงสินะ”

สิ่งที่พูดออกไปค่อนข้างไม่มีปี่มีขลุ่ย

ก็เมื่อกี้เรายังคุยเรื่องสัพเพเหระอย่างร้านน้ำร้านไหนให้หลอดรูปโลมาอยู่เลยนี่นา

“ที่ว่าเป็นความผิดร้ายแรงน่ะเข้าใจ แต่เขาใช้วิธีไหนจับตัวคนที่ใช้สกิลล่ะ?”

“เอ่อ... คือ...”

“หมายถึงวิธีพิสูจน์ตัวผู้กระทำผิดน่ะ”

“ผมก็ไม่ค่อยรู้ละเอียดนะครับ แต่เหมือนเคยเห็นในข่าวเมื่อก่อน... ที่อังกฤษมั้ง? รู้สึกจะบอกว่าใช้ [ยูสติเทีย] จัดการเอานะครับ?”

“ยูสติเทีย?”

“ชื่อไอเทมจากดันเจี้ยนน่ะครับ”

กึก

อันยุนซึงพับแผนที่อควาเรียมในมือแล้วหยุดเดิน เขาถามกลับด้วยสีหน้าฉงน

“ว่าแต่ทำไมจู่ๆ ถึงถามเรื่องนั้นล่ะครับลูกพี่?”

ทำไมถึงถามน่ะเหรอ ก็แหม

“ฉันก็ไม่อยากถามกะทันหันหรอกนะ”

“ครับ?”

“แต่เพราะไอ้พวกที่ใช้สกิลทางจิตมันตามหลังมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”

ฉันพูดจบก็เรียก [ไอเทมบ็อกซ์] มาถือไว้ในมืออย่างเป็นธรรมชาติ

“มันก็ต้องระแวงไว้ก่อนไม่ใช่รึไง”

สมองของคิมกิรยอประมวลผลว่า ผู้ตื่นรู้สองคนที่ให้ความรู้สึกเหมือนพวกฮิสแปนิกคู่นั้น...

พวกมันสะกดรอยตามเรามาตลอดตั้งแต่ตอนที่ฉันสัมผัสพลังเวทได้ครั้งแรกที่อุโมงค์ใต้น้ำจนถึงตรงนี้

ถ้าแค่ตามมาเพราะเห็นฮันเตอร์คนดังก็คงดี แต่น่าเสียดายที่ถ้าเทียบค่าการตื่นรู้แล้ว พวกมันจัดอยู่ในกลุ่มยอดพีระมิด

‘ระดับพรรค์นั้นคงไม่มาเดินสะกดรอยตามเพื่อขอลายเซ็นชาวบ้านหรอกมั้ง’

ฉันประเมินสถานการณ์แล้วกระซิบเสียงเบาที่สุดบอกฮันเตอร์สายป้องกัน

“อันยุนซึง จากนี้ฟังฉันให้ดี ถ้าเรียกไอเทมบ็อกซ์ออกมาแล้ว ให้เตรียมจับอาวุธไว้ที่ปลายนิ้วเลย”

และ...

“ถ้าจวนตัวให้ใช้ [โล่แห่งการปกป้อง] ปิดอุโมงค์ฝั่งโน้น...”

เพียงชั่วพริบตา

ในขณะที่เราเดินมาถึงตู้กระจกยักษ์ใจกลางอาคารที่มีความสูง 8 เมตร เสียงที่น่ากังวลก็ดังมาจากด้านหลังจนได้

- เคร้ง! เพล้ง, แกรก

เจ้าพวกที่สะกดรอยตามฉันคงรู้ตัวว่าความแตก เลยตัดสินใจเปิดฉากโจมตีก่อน

“ยกเลิกคำสั่งเมื่อกี้ กลั้นหายใจแล้ววิ่งหนีไปเดี๋ยวนี้!”

แถมดันเป็นวิธีที่ยุนซึงป้องกันไม่ได้ซะด้วย