Cover

191

อยู่ๆ หลังคอก็รู้สึกตึงเครียดขึ้นมา ขนลุกซู่ชันราวกับหนังไก่ที่ถูกถอนขน

แค่คนกระจอกๆ ทำไมถึงกล้าแสดงท่าทีแบบนั้นกัน?

ไม่ว่าปากจะพล่ามอะไรออกมา แต่สุดท้ายเมื่อสกิลทำงานแล้ว ทุกอย่างก็จบ

[คำเชื้อเชิญสู่ห้วงฝัน (Active)]

[คำอธิบาย : ดึงจิตของเป้าหมายเข้าสู่พื้นที่เฉพาะ แล้วทำลายทิ้งในทันที หากไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ สกิลจะไม่สามารถคลายออกได้ด้วยวิธีการอื่น]

นี่คือเทคนิคที่มีบันทึกไว้ในเว็บไซต์พิกซี่ แบบนั้นชัดเจน

ขอแค่ร่ายใส่ได้สำเร็จ ผลลัพธ์ของมันก็น่าหวาดหวั่นจนไม่มีใครกล้าทัดเทียมในแง่ของพลังทางจิต

“ทำเป็นพูดดีไปเถอะ ยังไม่รู้สถานะของตัวเองอีกเหรอ?”

แต่ความจริงแล้ว

นักรับจ้างชาวต่างชาติที่อยู่ที่นี่มองข้ามความจริงไปข้อหนึ่ง

คำอธิบายสกิลที่พวกฮันเตอร์ มักจะเห็น หรือคำบรรยายมอนสเตอร์ในดันเจี้ยน

ข้อมูลพวกนี้ล้วนเกิดจากการจดบันทึกด้วยมือมนุษย์ ดังนั้นย่อมมีข้อมูลที่ผิดพลาดปะปนอยู่เป็นธรรมดา

“ฮ่าฮ่าฮ่า”

เพราะฉะนั้น การที่คำอธิบายเทคนิคจะผิดเพี้ยนไปบ้าง ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

“แกรู้เมคานิกของสกิลนี้หรือเปล่า?”

เรือนผมสีทองย้อม

ดวงตาสีดำสนิทที่เหม่อมองไปยังความว่างเปล่าอันไกลโพ้น

ฮันเตอร์ ที่ชื่อ 'กิรยอ' ไพล่มือไว้ข้างหลังก่อนจะเอ่ยขึ้น

“ความจริงแล้ว ที่นี่คือลานประลองวัดฝีมือระหว่าง ‘แขก’ กับ ‘โฮสต์’ ต่างหาก”

“หืม?”

“ในรูปลักษณ์เสมือนจริงแบบนี้ ใครที่ใช้เวทมนตร์ลวงตาได้เก่งกว่า ก็จะเป็นฝ่ายคุมเกม หลักเกณฑ์การตัดสินมันค่อนข้างซับซ้อนน่ะนะ”

“อะ, อะไรนะคะ?”

“โฮสต์ไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างที่แกคิดหรอก แต่ดูจากปฏิกิริยาตอนนี้แล้ว...”

ทันใดนั้น สีหน้าของ ‘แขก’ ก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป

“แกคงยังไม่เคยเจอผู้ตื่นรู้ ที่มีพลังในการคุมเกมเหนือกว่าตัวเองสินะ”

มีพรสวรรค์นี่?

ใบหน้าที่ยิ้มจนตาหยีเป็นรูปสระอิ

เขากำลังยิ้มอยู่อย่างแน่นอน ตอนนี้เขากำลังยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติและดูมีความเป็นมนุษย์สุดๆ

ทว่า ทำไมฝ่ายนี้ถึงรู้สึกคลื่นไส้ปั่นป่วนในท้องมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว...

“ภาพที่กระโดดโลดเต้นดีใจ โดยไม่รู้เลยว่าศัตรูแกล้งยอมโดนสกิลเชิญชวนเข้ามา... มันดูน่าสมเพชจริงๆ”

“อะไรนะ?”

“เอาเถอะ นานๆ ทีก็ดีเหมือนกัน ความจริงช่วงนี้ฉัน... เครียดสะสมเพราะไม่ได้ใช้สกิลจริงๆ จังๆ ด้วยเหตุผลหลายอย่างพอดี”

ความรู้สึกไม่น่าอภิรมย์ที่ปนอยู่ในน้ำเสียงของอีกฝ่ายค่อยๆ ขยายตัวขึ้นอย่างเงียบงัน

มันเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด พื้นที่สีขาวแห่งนี้ควรจะเป็นสถานที่ที่ตนเองมีอำนาจเหนือกว่าอย่างท่วมท้น และสามารถปั่นหัวใครก็ได้ตามใจชอบแท้ๆ

ปกติแล้วผู้ตื่นรู้ แห่งอัลไล มักจะรู้สึกผ่อนคลายและตื่นเต้นเหมือนกำลังฝันดีทุกครั้งที่เข้ามาที่นี่ แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับต่างออกไปจากเดิม

“การโจมตีทางจิตสินะ”

ในที่สุดผู้ตื่นรู้ ชาวต่างชาติก็เบิกตากว้าง

เพียงไม่นานสถานการณ์ก็พลิกผันอย่างรวดเร็ว

พูดให้ถูกคือ รูปลักษณ์ของฮันเตอร์ ผมทองตรงหน้าที่เปลี่ยนไป

ใบหน้าของชายที่เคยยิ้มแย้ม ค่อยๆ บิดเบี้ยวจนกลายเป็นรูปทรงที่ไม่อาจพรรณนาได้ ราวกับมีสัญญาณรบกวนแทรกซ้อนอยู่ในองค์ประกอบที่บิดเบี้ยว พร้อมกับส่งเสียงในระดับคีย์ที่ไม่อาจทำความเข้าใจออกมา

“เอาล่ะ”

สิ้นสุดประโยคสั้นๆ

“ถือโอกาสนี้ ฉันจะแสดงตัวอย่างที่ถูกต้องให้ดู”

—ผละ!

ผู้ใช้คุณไสยผู้โชคร้าย รู้สึกได้ถึงสัมผัสอันแปลกประหลาดที่ปลายเท้าของตน

---

ในขณะเดียวกัน

ภายนอกโลกแห่งจิต

‘คู่หูของฉันนี่สุดยอดจริงๆ’

หึ

ผู้ตื่นรู้ หญิงที่ยังคงอยู่ภายนอกยิ้มกริ่มอย่างพึงพอใจกับสถานการณ์ตรงหน้า

ฮันเตอร์ ผมทองที่เคยวุ่นวายทำอะไรไม่ถูกเพราะอันยุนซึง จู่ๆ แววตาก็ว่างเปล่าและหยุดชะงักไป

นี่คือหลักฐานว่าแผนของพวกเธอได้ผล

“อึก... อื้อ! ต-ตอนนี้ มันเกิดอะไรขึ้น ท-ทำอะไรกับลูกพี่...”

ชายเกาหลีหัวสกินเฮด ที่ตกอยู่ในภาวะอัมพาต มองเขม็งมาที่พวกเขาพร้อมกับดวงตาที่สั่นระริก

พอกิรยอหยุดนิ่งและเงียบไปกะทันหัน เขาถึงเพิ่งสังเกตเห็นความผิดปกติของเพื่อนร่วมทีม

แต่เพราะผลของสถานะผิดปกติยังคงอยู่ อันยุนซึง จึงไม่สามารถขยับนิ้วได้แม้แต่นิดเดียว

และนั่นก็เป็นสถานะเดียวกับพวกผู้บุกรุกเช่นกัน

ไอเทมที่ปล่อยควันเป็นวงกว้างขนาดนี้ ไม่มีทางที่จะละเว้นเจ้าของได้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะเป้าหมายของฝั่งนี้ไม่ใช่การต่อสู้เอาชนะฮันเตอร์ ระดับ A เสียหน่อย

‘หึ’

มุมปากของหญิงสาวกระตุกยิ้มขึ้น

เธอหน้าบานเมื่อนึกถึงเงินก้อนโตที่จะได้รับ แถมเมื่องานนี้จบลง ชื่อเสียงในวงการก็น่าจะพุ่งกระฉูดไม่ใช่หรือ?

ป่านนี้ฮันเตอร์ ที่ชื่อคิมกิรยอ คงกำลังโดนสกิลของเพื่อนร่วมทีมเธอเล่นงานจนขวัญหนีดีฝ่ออยู่แน่ๆ

ความเจ็บปวดรุนแรงระดับที่คนซึ่งเกิดมาเป็นผู้แข็งแกร่งระดับ S ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

ไม่ว่าจะเป็นแขนที่ถูกบิดจนหัก หรือเข็มที่งอกออกมาทิ่มแทงเนื้ออ่อนในลำคอทีละเล่ม

หรือวิธีอื่นๆ อีกมากมาย อย่างไรเสีย ก็ต้องเป็นความเจ็บปวดในขอบเขตที่มนุษย์จะจินตนาการได้

‘จบกันเสียที’

ในโลกความฝันที่สร้างขึ้นด้วยสกิล ต่อให้ฆ่าอีกฝ่าย ก็ไม่ส่งผลถึงชีวิต เพราะถ้าทรมานจนถึงแก่ความตาย สะพานเชื่อมจะขาดสะบั้นกลางคัน

แต่ถ้าทำให้เจอภาพลวงตา ที่แขนถูกกระชากซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต่อให้สกิลคลายออก อีกฝ่ายก็จะขยับตัวไม่ได้ไปพักใหญ่ เพราะผลกระทบทางจิตใจที่รุนแรงยังคงหลงเหลืออยู่

นั่นหมายความว่า หลังจากนี้แค่ทิ้งเป้าหมายที่หมดสภาพไว้แล้วหนีไปก็จบ

‘ได้เวลาหรือยังนะ...’

อือออ

ทันใดนั้น จู่ๆ ก็มีเสียงคล้ายเสียงครางด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นมาจากที่ไหนสักแห่ง

สติของทั้งสองคนที่เชื่อมโยงกันด้วยสกิลหลุดออกจากกัน และไม่นานหลังจากนั้น ใครบางคนก็เปล่งเสียงพยางค์แรกออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

“ฮือออ, อืออออ!”

ผ่านไปไม่กี่วินาที เสียงกรีดร้องแหลมสูงก็ระเบิดออกมาจากด้านหลังของเธอ

“อ๊ากกกกกกกก!”

ผู้ตื่นรู้ ชาวต่างชาติคนหนึ่งตื่นจากภวังค์พร้อมกับส่งเสียงกรีดร้องที่น่าสยดสยองจนไม่น่าเชื่อว่าจะออกมาจากลำคอของมนุษย์

“ฮะ?”

เฮือก!

สมาชิกอัลไล อีกคนสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงนั้น ก่อนจะหันขวับไปมอง

ภาพที่เห็นคือร่างของเพื่อนร่วมทีมที่สั่นเทิ้มราวกับเจ้าเข้า

เหงื่อกาฬไหลพรากไม่หยุด แถมรูม่านตายังหดเล็กลงราวกับจ้องมองแสงสว่างจ้า

“อ๊ากกกกก! อือ, อือออ, อือออ...”

เป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น!

หญิงสาวตะโกนถามเป็นภาษาสเปนอย่างร้อนรน แต่ผู้ตื่นรู้ คนนั้นกลับไม่สามารถตอบอะไรได้

ได้แต่ส่งเสียงร้องโหยหวนพร้อมกับตัวสั่นงันงกจนน่ากลัว

เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง แน่นอนว่าเมื่อสกิลของเขาจบลง ต้องมีใครสักคนกรีดร้องตอนตื่นขึ้นมา แต่ปกติมันต้องเป็นฝ่ายเป้าหมายไม่ใช่เหรอ!

“ยุนซึง เป็นไรไหม? เมื่อกี้ไม่ได้บาดเจ็บใช่ไหม?”

“ลูกพี่...!”

แต่ในตอนนั้นเอง

เสียงใหม่ก็แทรกขึ้นมาจากอีกฝั่ง

น่าตกใจที่คิมกิรยอซึ่งหลุดออกมาจากภาวะภาพหลอน กลับมีสภาพปกติดี สีหน้าไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย

ฝีเท้าที่มั่นคง ท่วงท่าที่ยืดตรง

แถมหน้าตายังดูสดใสราวกับเพิ่งตื่นจากฝันดี ผิดกับเป้าหมายคนก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง เขาทนรับการโจมตีทางจิตของอัลไล ได้โดยไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว

“จะว่าไป...”

วูบ

คิมกิรยอหยิบไฮดรา ออกมาถือไว้ในมือ แล้วพาดมันไว้บนบ่าทั้งฝักดาบ

เขาเอ่ยขึ้นขณะมองดูผู้บุกรุกที่กำลังคลานด้วยความทรมานอยู่บนพื้น

“แค่หยอกเล่นนิดหน่อย ทำเป็นดีใจจนเนื้อเต้นเชียวนะ”

ฮะฮะ

เสียงหัวเราะแห้งๆ ที่เดาความหมายไม่ได้

และทันทีที่เสียงหัวเราะนั้นกระทบโสตประสาท คนคนหนึ่งก็เริ่มตะโกนอะไรบางอย่างออกมาสุดเสียง

ผู้ใช้จิตแห่งอัลไล เอาแต่พร่ำประโยคเดิมซ้ำๆ แต่ ณ ที่แห่งนี้ มีเพียงคนเดียวที่ฟังภาษานั้นออก

No es humano. (มันไม่ใช่มนุษย์)

ภาษาสเปนที่ใกล้เคียงกับเสียงกรีดร้อง

ผู้ตื่นรู้ หญิงที่เผชิญหน้ากับอันยุนซึง ถอยกรูดเหมือนเพิ่งตระหนักอะไรบางอย่างได้

แต่ก่อเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ฝั่งนี้คงไม่มีทางปล่อยให้หนีไปง่ายๆ หรอก

‘บ-บ้าน่า... พลังจิตของฮันเตอร์ ระดับ S คนนั้น...’

ตึกตึกตึก!

กว่าจะรู้ตัว คิมกิรยอก็พุ่งมาถึงกลางอควาเรียมแล้ว

นักรับจ้างสาวรีบตั้งท่าป้องกันตามสัญชาตญาณ

ทว่าสิ่งที่ได้ยินหลังจากนั้น กลับเป็นเสียง ‘กริ๊ก’ ของฝากล่องที่ถูกเปิดออก

---

หลังจากนั้นไม่นาน

ภายในห้องพักแบบวันรูมของคิมกิรยอ ข้างโต๊ะสีน้ำตาลเข้ม

“...เดี๋ยวนะครับ สรุปคือพวกนั้นเป็นเหมือนฮิตแมนจากต่างประเทศที่รับจ้างทำงานแลกเงินเหรอครับ?”

ขอแจ้งให้ทราบว่าวันนี้เป็นวันศุกร์

เช้าวันศุกร์อันแสนมีค่าของฉัน กลับต้องมารับสายจากตำรวจเนี่ยนะ

ถามว่าทำไมจู่ๆ ถึงมีตำรวจโทรมา ก็แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องคดีบุกรุกอควาเรียมเมื่อคราวก่อน

เพราะหลังจากนั้น ฉันใช้ [กล่องของขวัญเซอร์ไพรส์! ] ส่งพวกอาชญากรให้ตำรวจไปทั้งอย่างนั้นเลยไงล่ะ

“แถมผู้ว่าจ้างยังเป็นนักวิจัยที่ชื่อคิมอะไรนั่นอีก...”

แต่ความจริงที่ถูกเปิดเผยมันน่าตกใจนิดหน่อย

ผลจากการสอบสวนพวกผู้บุกรุก ตำรวจไปเจอห้องแชทใน SNS ที่พวกมันใช้กัน ซึ่งบทสนทนาในนั้นมันชวนให้ปวดหัวสุดๆ

[me : แต่ทำไมเป้าหมายของงานนี้ต้องเป็นฮันเตอร์ ระดับ S ด้วยล่ะ?]

[client : ไอ้หมอนั่นมันหักหลังความรู้สึกฉัน ฉันคิดว่าเขาเป็นคนดี แต่ที่แท้ก็แค่การแสดง ภาพลักษณ์พังทลายหมด! แถมยังปฏิเสธคำขอที่สำคัญมากต่ออาชีพการงานของฉัน ฉันโมโห]

[client : อยากแก้แค้น]

[client : ไม่ต้องถึงตายหรอก แค่ทรมานสักหน่อยก็พอ]

ขอบอกไว้ก่อนว่าต้นฉบับในห้องแชทนี้เป็นภาษาอังกฤษ

‘ให้ตายสิ แค่ปฏิเสธข้อเสนอร่วมงานวิจัย ถึงกับโมโหจนทำเรื่องแบบนี้เลยเหรอ?’

การแก้แค้นอย่างบ้าคลั่งของฮันเตอร์ ที่ผิดหวังจากการถูกคนที่แอบปลื้มมานานเมินใส่

นี่คือบทสรุปเบื้องต้นของคดีที่ตำรวจตั้งไว้

นักวิจัยคนนั้นที่เคยมาหาถึงหน้าโรงฝึกตอนที่ซ้อมอยู่กับจองฮาซอง

น่าตกใจที่มีข้อความของคนที่คาดว่าเป็นนักวิจัยคนนั้นหลงเหลืออยู่ในห้องแชทเต็มไปหมด

แถมใน ‘คำสัญญาของภูต’ (ไอเทมระดับต่ำกว่าสัญญาอัศวิน ) ที่ส่งไปให้พวกนักรับจ้างกลุ่มอัลไล ก็ยังมีลายมือของนักวิจัยเขียนไว้ว่า จะโอนเงินให้เมื่อภารกิจสำเร็จ

“เอ่อ... เป็นบ้าไปแล้วเหรอ?”

แค่เคยเห็นหน้ากันครั้งเดียวแล้วแค้นฝังหุ่น ถึงกับยอมทุ่มเงินตั้งหนึ่งพันล้านเพื่อจ้างคนมากลั่นแกล้งฉันเนี่ยนะ?

แต่เรื่องที่เข้าใจยากไม่ได้มีแค่นี้...

.

.

.

“ไม่สิ ทำไมฉันต้องโดนตรวจสอบบัญชีด้วยข้อหาไร้สาระพรรค์นี้ด้วยคะ...!”

สถานีตำรวจแห่งหนึ่งในโซล

คนที่กำลังโมโหจนหน้าแดงก่ำ ลุกพรวดพราดจากเก้าอี้เหล็กทันทีที่มีใครบางคนเดินเข้ามา

เสื้อโปโลลายขวางกับแว่นตาเลนส์หนาเตอะ นักวิจัยคนนั้นที่เราเคยเจอกันมาก่อน

“อ๊ะ! ฮันเตอร์ คิมกิรยอ!”

นักวิจัยตระกูลคิมคนนี้กำลังถูกสอบปากคำในข้อหาจ้างวานทำร้ายร่างกาย แต่พอเธอเห็นฉันเดินเข้ามาในสถานีตำรวจ ก็รีบปรี่เข้ามาเกาะแขนเสื้อแล้วตะโกนลั่น

“คุณฮันเตอร์ ฟังฉันก่อนนะคะ! ไม่ใช่ค่ะ! เรื่องนี้ ฉันไม่รู้เรื่องจริงๆ นะคะ!”

เธออ้างว่าข้อมูลส่วนตัวของผู้ว่าจ้างในห้องแชทถูกสวมรอย และยืนกรานว่าตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลย

“ไร้สาระสิ้นดี ช่วงนี้ฉันกินนอนอยู่ในห้องแล็บเพื่อทำโปรเจกต์ใหม่ จะเอาเวลาที่ไหนไปทำเรื่องพรรค์นั้นคะ?”

“อืม”

“ขอร้องล่ะค่ะ ฮันเตอร์ คิมกิรยอ ช่วยพูดอะไรหน่อยสิคะ!”

“จะให้พูดอะไรครับ?”

“บอกว่าฉันไม่ใช่คนร้ายไงคะ! ค-คุณก็เคยได้ยินเมื่อคราวก่อนนี่คะ? ฉันเป็นฝ่ายเชียร์คุณฮันเตอร์ แท้ๆ จะไปจ้างอันธพาลมาก่อเรื่องทำไมกันคะ?”

ดูเหมือนทางตำรวจจะเตรียมตรวจสอบรายการเดินบัญชี เพื่อยืนยันว่าเธอได้ทำการซื้อสกุลเงินดิจิทัลจริงหรือไม่

นักวิจัยสาวจึงโวยวายว่าตัวเองกำลังตกที่นั่งลำบากเพราะเรื่องนี้

โบราณว่าไม่มีใครขาวสะอาดร้อยเปอร์เซ็นต์หากถูกขุดคุ้ย

ในระหว่างที่เธอกำลังเรียนต่อปริญญาเอก ทางบ้านได้ส่งเงินให้ใช้เป็นรายเดือนเหมือนค่าขนม

แต่ตอนนั้นทางมหาวิทยาลัยก็มีค่าจ้างเล็กๆ น้อยๆ ให้ด้วย กล่าวคือเธอมีรายได้ ทำให้เงินค่าขนมตลอด 7 ปีที่ผ่านมา อาจจะโดนเหมาว่าเป็นเงินที่ได้รับโดยเสน่หาและต้องเสียภาษีทั้งหมด

“ปกติเงินแค่นี้สรรพากรไม่เพ่งเล็งหรอกค่ะ แต่เพราะเรื่องบ้าๆ นี่ จู่ๆ ฉันอาจจะต้องเสียภาษีเป็นล้านเลยนะคะ...!”

เอาเป็นว่าดูเหมือนจะมีประเด็นเรื่องภาษีเข้ามาเกี่ยว แต่พูดตรงๆ ว่ามนุษย์ต่างดาวอย่างฉันฟังไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก

แถมตอนนี้เรื่องนั้นก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

“สรุปว่าคุณไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีนี้จริงๆ ใช่ไหมครับ?”

“ใช่ค่ะ!”

คิ้วที่ตก ลำคอที่แดงก่ำ ส้นเท้าที่กระทืบพื้นไปมา

ดูภายนอกแล้ว นักวิจัยแซ่คิมคนนี้ดูจะคับแค้นใจจริงๆ อย่างน้อยก็แค่เปลือกนอก

แต่ฉันไม่ได้ปักใจเชื่อในทันที

เดิมทีร่างนี้ก็ไม่ได้อินกับอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์มากนัก และไม่ว่าจะไปที่ไหนในจักรวาล คนโกหกก็มีอยู่ทั่วไปเสมอ

‘ขนาดตัวฉันเองยังเป็นนักต้มตุ๋นเลยนี่นะ...’

เพราะผู้ว่าจ้างเล่นใช้สกุลเงินดิจิทัลที่มีความซับซ้อน การติดตามเส้นทางการเงินเลยทำได้ยาก

แถมผู้ต้องสงสัยเพียงคนเดียวอย่างนักวิจัยสาว ก็เอาแต่ยืนกรานความบริสุทธิ์ทุกวินาที แถมแรงจูงใจในการก่อเหตุก็ดูอ่อนเหลือเกิน

‘ในฐานะที่ใช้ชีวิตมาแล้ว 2 ชาติ ถ้าให้วิเคราะห์ดู มันก็มีอะไรทะแม่งๆ อยู่จริงๆ’

แต่พอลองตรองดูดีๆ โชคดีที่ฉันมีวิธีแก้ปัญหานี้อยู่

เวทมนตร์ที่ใช้แยกแยะคำเท็จและคำจริง

ความจริงแล้ว ต้องขอบคุณ บลูเชลล์ ที่เพิ่งได้มาเมื่อไม่นานนี้ ทำให้ฉันสามารถใช้เทคนิคระดับกลางนั่นได้

ถึงจะใช้ได้แค่ครั้งเดียวแบบเฉียดฉิวก็เถอะ

แม้มันจะไม่ค่อยดีต่อสุขภาพร่างกายเท่าไหร่ แต่ขนาดชาวโลกยังกระดกเครื่องดื่มชูกำลังกันโครมๆ ฉันจะฝืนสังขารสักครั้งก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง

“...ดูท่าจะคุยกันยาว ป่านนี้คุณคงยังไม่ได้ทานข้าว งั้นเราย้ายไปคุยต่อที่ร้านอาหารดีกว่าครับ เดี๋ยวผมเลี้ยงเอง”

“เอ๊ะ จริงเหรอคะ?”

ประเทศนี้การใช้เวทมนตร์ใส่คนธรรมดามันผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้น อย่างแรกเลยคือต้องเปลี่ยนสถานที่ก่อน

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

191

20px

อยู่ๆ หลังคอก็รู้สึกตึงเครียดขึ้นมา ขนลุกซู่ชันราวกับหนังไก่ที่ถูกถอนขน

แค่คนกระจอกๆ ทำไมถึงกล้าแสดงท่าทีแบบนั้นกัน?

ไม่ว่าปากจะพล่ามอะไรออกมา แต่สุดท้ายเมื่อสกิลทำงานแล้ว ทุกอย่างก็จบ

[คำเชื้อเชิญสู่ห้วงฝัน (Active)]

[คำอธิบาย : ดึงจิตของเป้าหมายเข้าสู่พื้นที่เฉพาะ แล้วทำลายทิ้งในทันที หากไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ สกิลจะไม่สามารถคลายออกได้ด้วยวิธีการอื่น]

นี่คือเทคนิคที่มีบันทึกไว้ในเว็บไซต์พิกซี่ แบบนั้นชัดเจน

ขอแค่ร่ายใส่ได้สำเร็จ ผลลัพธ์ของมันก็น่าหวาดหวั่นจนไม่มีใครกล้าทัดเทียมในแง่ของพลังทางจิต

“ทำเป็นพูดดีไปเถอะ ยังไม่รู้สถานะของตัวเองอีกเหรอ?”

แต่ความจริงแล้ว

นักรับจ้างชาวต่างชาติที่อยู่ที่นี่มองข้ามความจริงไปข้อหนึ่ง

คำอธิบายสกิลที่พวกฮันเตอร์ มักจะเห็น หรือคำบรรยายมอนสเตอร์ในดันเจี้ยน

ข้อมูลพวกนี้ล้วนเกิดจากการจดบันทึกด้วยมือมนุษย์ ดังนั้นย่อมมีข้อมูลที่ผิดพลาดปะปนอยู่เป็นธรรมดา

“ฮ่าฮ่าฮ่า”

เพราะฉะนั้น การที่คำอธิบายเทคนิคจะผิดเพี้ยนไปบ้าง ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

“แกรู้เมคานิกของสกิลนี้หรือเปล่า?”

เรือนผมสีทองย้อม

ดวงตาสีดำสนิทที่เหม่อมองไปยังความว่างเปล่าอันไกลโพ้น

ฮันเตอร์ ที่ชื่อ 'กิรยอ' ไพล่มือไว้ข้างหลังก่อนจะเอ่ยขึ้น

“ความจริงแล้ว ที่นี่คือลานประลองวัดฝีมือระหว่าง ‘แขก’ กับ ‘โฮสต์’ ต่างหาก”

“หืม?”

“ในรูปลักษณ์เสมือนจริงแบบนี้ ใครที่ใช้เวทมนตร์ลวงตาได้เก่งกว่า ก็จะเป็นฝ่ายคุมเกม หลักเกณฑ์การตัดสินมันค่อนข้างซับซ้อนน่ะนะ”

“อะ, อะไรนะคะ?”

“โฮสต์ไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างที่แกคิดหรอก แต่ดูจากปฏิกิริยาตอนนี้แล้ว...”

ทันใดนั้น สีหน้าของ ‘แขก’ ก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป

“แกคงยังไม่เคยเจอผู้ตื่นรู้ ที่มีพลังในการคุมเกมเหนือกว่าตัวเองสินะ”

มีพรสวรรค์นี่?

ใบหน้าที่ยิ้มจนตาหยีเป็นรูปสระอิ

เขากำลังยิ้มอยู่อย่างแน่นอน ตอนนี้เขากำลังยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติและดูมีความเป็นมนุษย์สุดๆ

ทว่า ทำไมฝ่ายนี้ถึงรู้สึกคลื่นไส้ปั่นป่วนในท้องมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว...

“ภาพที่กระโดดโลดเต้นดีใจ โดยไม่รู้เลยว่าศัตรูแกล้งยอมโดนสกิลเชิญชวนเข้ามา... มันดูน่าสมเพชจริงๆ”

“อะไรนะ?”

“เอาเถอะ นานๆ ทีก็ดีเหมือนกัน ความจริงช่วงนี้ฉัน... เครียดสะสมเพราะไม่ได้ใช้สกิลจริงๆ จังๆ ด้วยเหตุผลหลายอย่างพอดี”

ความรู้สึกไม่น่าอภิรมย์ที่ปนอยู่ในน้ำเสียงของอีกฝ่ายค่อยๆ ขยายตัวขึ้นอย่างเงียบงัน

มันเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด พื้นที่สีขาวแห่งนี้ควรจะเป็นสถานที่ที่ตนเองมีอำนาจเหนือกว่าอย่างท่วมท้น และสามารถปั่นหัวใครก็ได้ตามใจชอบแท้ๆ

ปกติแล้วผู้ตื่นรู้ แห่งอัลไล มักจะรู้สึกผ่อนคลายและตื่นเต้นเหมือนกำลังฝันดีทุกครั้งที่เข้ามาที่นี่ แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับต่างออกไปจากเดิม

“การโจมตีทางจิตสินะ”

ในที่สุดผู้ตื่นรู้ ชาวต่างชาติก็เบิกตากว้าง

เพียงไม่นานสถานการณ์ก็พลิกผันอย่างรวดเร็ว

พูดให้ถูกคือ รูปลักษณ์ของฮันเตอร์ ผมทองตรงหน้าที่เปลี่ยนไป

ใบหน้าของชายที่เคยยิ้มแย้ม ค่อยๆ บิดเบี้ยวจนกลายเป็นรูปทรงที่ไม่อาจพรรณนาได้ ราวกับมีสัญญาณรบกวนแทรกซ้อนอยู่ในองค์ประกอบที่บิดเบี้ยว พร้อมกับส่งเสียงในระดับคีย์ที่ไม่อาจทำความเข้าใจออกมา

“เอาล่ะ”

สิ้นสุดประโยคสั้นๆ

“ถือโอกาสนี้ ฉันจะแสดงตัวอย่างที่ถูกต้องให้ดู”

—ผละ!

ผู้ใช้คุณไสยผู้โชคร้าย รู้สึกได้ถึงสัมผัสอันแปลกประหลาดที่ปลายเท้าของตน

---

ในขณะเดียวกัน

ภายนอกโลกแห่งจิต

‘คู่หูของฉันนี่สุดยอดจริงๆ’

หึ

ผู้ตื่นรู้ หญิงที่ยังคงอยู่ภายนอกยิ้มกริ่มอย่างพึงพอใจกับสถานการณ์ตรงหน้า

ฮันเตอร์ ผมทองที่เคยวุ่นวายทำอะไรไม่ถูกเพราะอันยุนซึง จู่ๆ แววตาก็ว่างเปล่าและหยุดชะงักไป

นี่คือหลักฐานว่าแผนของพวกเธอได้ผล

“อึก... อื้อ! ต-ตอนนี้ มันเกิดอะไรขึ้น ท-ทำอะไรกับลูกพี่...”

ชายเกาหลีหัวสกินเฮด ที่ตกอยู่ในภาวะอัมพาต มองเขม็งมาที่พวกเขาพร้อมกับดวงตาที่สั่นระริก

พอกิรยอหยุดนิ่งและเงียบไปกะทันหัน เขาถึงเพิ่งสังเกตเห็นความผิดปกติของเพื่อนร่วมทีม

แต่เพราะผลของสถานะผิดปกติยังคงอยู่ อันยุนซึง จึงไม่สามารถขยับนิ้วได้แม้แต่นิดเดียว

และนั่นก็เป็นสถานะเดียวกับพวกผู้บุกรุกเช่นกัน

ไอเทมที่ปล่อยควันเป็นวงกว้างขนาดนี้ ไม่มีทางที่จะละเว้นเจ้าของได้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะเป้าหมายของฝั่งนี้ไม่ใช่การต่อสู้เอาชนะฮันเตอร์ ระดับ A เสียหน่อย

‘หึ’

มุมปากของหญิงสาวกระตุกยิ้มขึ้น

เธอหน้าบานเมื่อนึกถึงเงินก้อนโตที่จะได้รับ แถมเมื่องานนี้จบลง ชื่อเสียงในวงการก็น่าจะพุ่งกระฉูดไม่ใช่หรือ?

ป่านนี้ฮันเตอร์ ที่ชื่อคิมกิรยอ คงกำลังโดนสกิลของเพื่อนร่วมทีมเธอเล่นงานจนขวัญหนีดีฝ่ออยู่แน่ๆ

ความเจ็บปวดรุนแรงระดับที่คนซึ่งเกิดมาเป็นผู้แข็งแกร่งระดับ S ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

ไม่ว่าจะเป็นแขนที่ถูกบิดจนหัก หรือเข็มที่งอกออกมาทิ่มแทงเนื้ออ่อนในลำคอทีละเล่ม

หรือวิธีอื่นๆ อีกมากมาย อย่างไรเสีย ก็ต้องเป็นความเจ็บปวดในขอบเขตที่มนุษย์จะจินตนาการได้

‘จบกันเสียที’

ในโลกความฝันที่สร้างขึ้นด้วยสกิล ต่อให้ฆ่าอีกฝ่าย ก็ไม่ส่งผลถึงชีวิต เพราะถ้าทรมานจนถึงแก่ความตาย สะพานเชื่อมจะขาดสะบั้นกลางคัน

แต่ถ้าทำให้เจอภาพลวงตา ที่แขนถูกกระชากซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต่อให้สกิลคลายออก อีกฝ่ายก็จะขยับตัวไม่ได้ไปพักใหญ่ เพราะผลกระทบทางจิตใจที่รุนแรงยังคงหลงเหลืออยู่

นั่นหมายความว่า หลังจากนี้แค่ทิ้งเป้าหมายที่หมดสภาพไว้แล้วหนีไปก็จบ

‘ได้เวลาหรือยังนะ...’

อือออ

ทันใดนั้น จู่ๆ ก็มีเสียงคล้ายเสียงครางด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นมาจากที่ไหนสักแห่ง

สติของทั้งสองคนที่เชื่อมโยงกันด้วยสกิลหลุดออกจากกัน และไม่นานหลังจากนั้น ใครบางคนก็เปล่งเสียงพยางค์แรกออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

“ฮือออ, อืออออ!”

ผ่านไปไม่กี่วินาที เสียงกรีดร้องแหลมสูงก็ระเบิดออกมาจากด้านหลังของเธอ

“อ๊ากกกกกกกก!”

ผู้ตื่นรู้ ชาวต่างชาติคนหนึ่งตื่นจากภวังค์พร้อมกับส่งเสียงกรีดร้องที่น่าสยดสยองจนไม่น่าเชื่อว่าจะออกมาจากลำคอของมนุษย์

“ฮะ?”

เฮือก!

สมาชิกอัลไล อีกคนสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงนั้น ก่อนจะหันขวับไปมอง

ภาพที่เห็นคือร่างของเพื่อนร่วมทีมที่สั่นเทิ้มราวกับเจ้าเข้า

เหงื่อกาฬไหลพรากไม่หยุด แถมรูม่านตายังหดเล็กลงราวกับจ้องมองแสงสว่างจ้า

“อ๊ากกกกก! อือ, อือออ, อือออ...”

เป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น!

หญิงสาวตะโกนถามเป็นภาษาสเปนอย่างร้อนรน แต่ผู้ตื่นรู้ คนนั้นกลับไม่สามารถตอบอะไรได้

ได้แต่ส่งเสียงร้องโหยหวนพร้อมกับตัวสั่นงันงกจนน่ากลัว

เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง แน่นอนว่าเมื่อสกิลของเขาจบลง ต้องมีใครสักคนกรีดร้องตอนตื่นขึ้นมา แต่ปกติมันต้องเป็นฝ่ายเป้าหมายไม่ใช่เหรอ!

“ยุนซึง เป็นไรไหม? เมื่อกี้ไม่ได้บาดเจ็บใช่ไหม?”

“ลูกพี่...!”

แต่ในตอนนั้นเอง

เสียงใหม่ก็แทรกขึ้นมาจากอีกฝั่ง

น่าตกใจที่คิมกิรยอซึ่งหลุดออกมาจากภาวะภาพหลอน กลับมีสภาพปกติดี สีหน้าไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย

ฝีเท้าที่มั่นคง ท่วงท่าที่ยืดตรง

แถมหน้าตายังดูสดใสราวกับเพิ่งตื่นจากฝันดี ผิดกับเป้าหมายคนก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง เขาทนรับการโจมตีทางจิตของอัลไล ได้โดยไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว

“จะว่าไป...”

วูบ

คิมกิรยอหยิบไฮดรา ออกมาถือไว้ในมือ แล้วพาดมันไว้บนบ่าทั้งฝักดาบ

เขาเอ่ยขึ้นขณะมองดูผู้บุกรุกที่กำลังคลานด้วยความทรมานอยู่บนพื้น

“แค่หยอกเล่นนิดหน่อย ทำเป็นดีใจจนเนื้อเต้นเชียวนะ”

ฮะฮะ

เสียงหัวเราะแห้งๆ ที่เดาความหมายไม่ได้

และทันทีที่เสียงหัวเราะนั้นกระทบโสตประสาท คนคนหนึ่งก็เริ่มตะโกนอะไรบางอย่างออกมาสุดเสียง

ผู้ใช้จิตแห่งอัลไล เอาแต่พร่ำประโยคเดิมซ้ำๆ แต่ ณ ที่แห่งนี้ มีเพียงคนเดียวที่ฟังภาษานั้นออก

No es humano. (มันไม่ใช่มนุษย์)

ภาษาสเปนที่ใกล้เคียงกับเสียงกรีดร้อง

ผู้ตื่นรู้ หญิงที่เผชิญหน้ากับอันยุนซึง ถอยกรูดเหมือนเพิ่งตระหนักอะไรบางอย่างได้

แต่ก่อเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ฝั่งนี้คงไม่มีทางปล่อยให้หนีไปง่ายๆ หรอก

‘บ-บ้าน่า... พลังจิตของฮันเตอร์ ระดับ S คนนั้น...’

ตึกตึกตึก!

กว่าจะรู้ตัว คิมกิรยอก็พุ่งมาถึงกลางอควาเรียมแล้ว

นักรับจ้างสาวรีบตั้งท่าป้องกันตามสัญชาตญาณ

ทว่าสิ่งที่ได้ยินหลังจากนั้น กลับเป็นเสียง ‘กริ๊ก’ ของฝากล่องที่ถูกเปิดออก

---

หลังจากนั้นไม่นาน

ภายในห้องพักแบบวันรูมของคิมกิรยอ ข้างโต๊ะสีน้ำตาลเข้ม

“...เดี๋ยวนะครับ สรุปคือพวกนั้นเป็นเหมือนฮิตแมนจากต่างประเทศที่รับจ้างทำงานแลกเงินเหรอครับ?”

ขอแจ้งให้ทราบว่าวันนี้เป็นวันศุกร์

เช้าวันศุกร์อันแสนมีค่าของฉัน กลับต้องมารับสายจากตำรวจเนี่ยนะ

ถามว่าทำไมจู่ๆ ถึงมีตำรวจโทรมา ก็แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องคดีบุกรุกอควาเรียมเมื่อคราวก่อน

เพราะหลังจากนั้น ฉันใช้ [กล่องของขวัญเซอร์ไพรส์! ] ส่งพวกอาชญากรให้ตำรวจไปทั้งอย่างนั้นเลยไงล่ะ

“แถมผู้ว่าจ้างยังเป็นนักวิจัยที่ชื่อคิมอะไรนั่นอีก...”

แต่ความจริงที่ถูกเปิดเผยมันน่าตกใจนิดหน่อย

ผลจากการสอบสวนพวกผู้บุกรุก ตำรวจไปเจอห้องแชทใน SNS ที่พวกมันใช้กัน ซึ่งบทสนทนาในนั้นมันชวนให้ปวดหัวสุดๆ

[me : แต่ทำไมเป้าหมายของงานนี้ต้องเป็นฮันเตอร์ ระดับ S ด้วยล่ะ?]

[client : ไอ้หมอนั่นมันหักหลังความรู้สึกฉัน ฉันคิดว่าเขาเป็นคนดี แต่ที่แท้ก็แค่การแสดง ภาพลักษณ์พังทลายหมด! แถมยังปฏิเสธคำขอที่สำคัญมากต่ออาชีพการงานของฉัน ฉันโมโห]

[client : อยากแก้แค้น]

[client : ไม่ต้องถึงตายหรอก แค่ทรมานสักหน่อยก็พอ]

ขอบอกไว้ก่อนว่าต้นฉบับในห้องแชทนี้เป็นภาษาอังกฤษ

‘ให้ตายสิ แค่ปฏิเสธข้อเสนอร่วมงานวิจัย ถึงกับโมโหจนทำเรื่องแบบนี้เลยเหรอ?’

การแก้แค้นอย่างบ้าคลั่งของฮันเตอร์ ที่ผิดหวังจากการถูกคนที่แอบปลื้มมานานเมินใส่

นี่คือบทสรุปเบื้องต้นของคดีที่ตำรวจตั้งไว้

นักวิจัยคนนั้นที่เคยมาหาถึงหน้าโรงฝึกตอนที่ซ้อมอยู่กับจองฮาซอง

น่าตกใจที่มีข้อความของคนที่คาดว่าเป็นนักวิจัยคนนั้นหลงเหลืออยู่ในห้องแชทเต็มไปหมด

แถมใน ‘คำสัญญาของภูต’ (ไอเทมระดับต่ำกว่าสัญญาอัศวิน ) ที่ส่งไปให้พวกนักรับจ้างกลุ่มอัลไล ก็ยังมีลายมือของนักวิจัยเขียนไว้ว่า จะโอนเงินให้เมื่อภารกิจสำเร็จ

“เอ่อ... เป็นบ้าไปแล้วเหรอ?”

แค่เคยเห็นหน้ากันครั้งเดียวแล้วแค้นฝังหุ่น ถึงกับยอมทุ่มเงินตั้งหนึ่งพันล้านเพื่อจ้างคนมากลั่นแกล้งฉันเนี่ยนะ?

แต่เรื่องที่เข้าใจยากไม่ได้มีแค่นี้...

.

.

.

“ไม่สิ ทำไมฉันต้องโดนตรวจสอบบัญชีด้วยข้อหาไร้สาระพรรค์นี้ด้วยคะ...!”

สถานีตำรวจแห่งหนึ่งในโซล

คนที่กำลังโมโหจนหน้าแดงก่ำ ลุกพรวดพราดจากเก้าอี้เหล็กทันทีที่มีใครบางคนเดินเข้ามา

เสื้อโปโลลายขวางกับแว่นตาเลนส์หนาเตอะ นักวิจัยคนนั้นที่เราเคยเจอกันมาก่อน

“อ๊ะ! ฮันเตอร์ คิมกิรยอ!”

นักวิจัยตระกูลคิมคนนี้กำลังถูกสอบปากคำในข้อหาจ้างวานทำร้ายร่างกาย แต่พอเธอเห็นฉันเดินเข้ามาในสถานีตำรวจ ก็รีบปรี่เข้ามาเกาะแขนเสื้อแล้วตะโกนลั่น

“คุณฮันเตอร์ ฟังฉันก่อนนะคะ! ไม่ใช่ค่ะ! เรื่องนี้ ฉันไม่รู้เรื่องจริงๆ นะคะ!”

เธออ้างว่าข้อมูลส่วนตัวของผู้ว่าจ้างในห้องแชทถูกสวมรอย และยืนกรานว่าตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลย

“ไร้สาระสิ้นดี ช่วงนี้ฉันกินนอนอยู่ในห้องแล็บเพื่อทำโปรเจกต์ใหม่ จะเอาเวลาที่ไหนไปทำเรื่องพรรค์นั้นคะ?”

“อืม”

“ขอร้องล่ะค่ะ ฮันเตอร์ คิมกิรยอ ช่วยพูดอะไรหน่อยสิคะ!”

“จะให้พูดอะไรครับ?”

“บอกว่าฉันไม่ใช่คนร้ายไงคะ! ค-คุณก็เคยได้ยินเมื่อคราวก่อนนี่คะ? ฉันเป็นฝ่ายเชียร์คุณฮันเตอร์ แท้ๆ จะไปจ้างอันธพาลมาก่อเรื่องทำไมกันคะ?”

ดูเหมือนทางตำรวจจะเตรียมตรวจสอบรายการเดินบัญชี เพื่อยืนยันว่าเธอได้ทำการซื้อสกุลเงินดิจิทัลจริงหรือไม่

นักวิจัยสาวจึงโวยวายว่าตัวเองกำลังตกที่นั่งลำบากเพราะเรื่องนี้

โบราณว่าไม่มีใครขาวสะอาดร้อยเปอร์เซ็นต์หากถูกขุดคุ้ย

ในระหว่างที่เธอกำลังเรียนต่อปริญญาเอก ทางบ้านได้ส่งเงินให้ใช้เป็นรายเดือนเหมือนค่าขนม

แต่ตอนนั้นทางมหาวิทยาลัยก็มีค่าจ้างเล็กๆ น้อยๆ ให้ด้วย กล่าวคือเธอมีรายได้ ทำให้เงินค่าขนมตลอด 7 ปีที่ผ่านมา อาจจะโดนเหมาว่าเป็นเงินที่ได้รับโดยเสน่หาและต้องเสียภาษีทั้งหมด

“ปกติเงินแค่นี้สรรพากรไม่เพ่งเล็งหรอกค่ะ แต่เพราะเรื่องบ้าๆ นี่ จู่ๆ ฉันอาจจะต้องเสียภาษีเป็นล้านเลยนะคะ...!”

เอาเป็นว่าดูเหมือนจะมีประเด็นเรื่องภาษีเข้ามาเกี่ยว แต่พูดตรงๆ ว่ามนุษย์ต่างดาวอย่างฉันฟังไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก

แถมตอนนี้เรื่องนั้นก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

“สรุปว่าคุณไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีนี้จริงๆ ใช่ไหมครับ?”

“ใช่ค่ะ!”

คิ้วที่ตก ลำคอที่แดงก่ำ ส้นเท้าที่กระทืบพื้นไปมา

ดูภายนอกแล้ว นักวิจัยแซ่คิมคนนี้ดูจะคับแค้นใจจริงๆ อย่างน้อยก็แค่เปลือกนอก

แต่ฉันไม่ได้ปักใจเชื่อในทันที

เดิมทีร่างนี้ก็ไม่ได้อินกับอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์มากนัก และไม่ว่าจะไปที่ไหนในจักรวาล คนโกหกก็มีอยู่ทั่วไปเสมอ

‘ขนาดตัวฉันเองยังเป็นนักต้มตุ๋นเลยนี่นะ...’

เพราะผู้ว่าจ้างเล่นใช้สกุลเงินดิจิทัลที่มีความซับซ้อน การติดตามเส้นทางการเงินเลยทำได้ยาก

แถมผู้ต้องสงสัยเพียงคนเดียวอย่างนักวิจัยสาว ก็เอาแต่ยืนกรานความบริสุทธิ์ทุกวินาที แถมแรงจูงใจในการก่อเหตุก็ดูอ่อนเหลือเกิน

‘ในฐานะที่ใช้ชีวิตมาแล้ว 2 ชาติ ถ้าให้วิเคราะห์ดู มันก็มีอะไรทะแม่งๆ อยู่จริงๆ’

แต่พอลองตรองดูดีๆ โชคดีที่ฉันมีวิธีแก้ปัญหานี้อยู่

เวทมนตร์ที่ใช้แยกแยะคำเท็จและคำจริง

ความจริงแล้ว ต้องขอบคุณ บลูเชลล์ ที่เพิ่งได้มาเมื่อไม่นานนี้ ทำให้ฉันสามารถใช้เทคนิคระดับกลางนั่นได้

ถึงจะใช้ได้แค่ครั้งเดียวแบบเฉียดฉิวก็เถอะ

แม้มันจะไม่ค่อยดีต่อสุขภาพร่างกายเท่าไหร่ แต่ขนาดชาวโลกยังกระดกเครื่องดื่มชูกำลังกันโครมๆ ฉันจะฝืนสังขารสักครั้งก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง

“...ดูท่าจะคุยกันยาว ป่านนี้คุณคงยังไม่ได้ทานข้าว งั้นเราย้ายไปคุยต่อที่ร้านอาหารดีกว่าครับ เดี๋ยวผมเลี้ยงเอง”

“เอ๊ะ จริงเหรอคะ?”

ประเทศนี้การใช้เวทมนตร์ใส่คนธรรมดามันผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้น อย่างแรกเลยคือต้องเปลี่ยนสถานที่ก่อน