ด้วยเหตุนี้ ฉันกับนักวิจัยคนนั้นจึงเดินออกจากสถานีตำรวจและมุ่งหน้าไปยังร้านอาหารเวียดนามในละแวกใกล้เคียง
“เอาล่ะ ในเมื่อออกมาข้างนอกแล้ว ผมขอถามอะไรสักอย่างนะครับ”
“คะ?”
“ผมมีสกิลที่สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของคุณได้ แต่เสียดายที่กฎหมายที่นี่ระบุว่าถ้าใช้ความสามารถของผู้ตื่นรู้กับคนธรรมดาจะมีโทษถึงขั้นนอนคุกน่ะครับ”
“อ้อ...”
“แต่ในประมวลกฎหมายเขียนไว้ว่าห้าม ‘ใช้ความสามารถโดยไม่ได้รับความยินยอม’ นี่ครับ งั้นถ้าผู้เสียหายเป็นคนแสดงเจตจำนงเองก่อนก็คงไม่เป็นไรใช่ไหม?”
“คะ?”
“เพราะงั้น ช่วยยินยอมหน่อยได้ไหมครับ?”
ปิ๊บ
หลังจากนั้นฉันก็เปิดฟังก์ชันบันทึกเสียงในโทรศัพท์มือถือ
ไม่นานนักก็ตามมาด้วยคำยินยอมของชาวโลกและการร่ายเวท
ทว่าในขั้นตอนนี้ ฉันกลับได้รับผลการตัดสินที่คาดไม่ถึง
“อะไรกัน”
นักวิจัยคนนี้พูดความจริงทั้งหมด
เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นเรื่องราวก็จะเริ่มซับซ้อนขึ้นแล้ว
ถ้าไม่ใช่การใส่ร้ายเพราะเรื่องชู้สาวของแอนตี้แฟนโรคจิต แล้วตกลงใครกันแน่ที่เป็นผู้บงการตัวจริง และเจตนาของมันคืออะไร
ใบหน้าแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวทันทีคือ บรู๊คลิน มอร์แกน ฮันเตอร์ระดับ S ชาวต่างชาติคนนั้น
ยัยผู้หญิงที่จู่ๆ ก็เร่งพลังเวทใส่ฉันโดยอ้างว่าฉันดูเหมือนระดับ S ตัวปลอมทั้งที่ไม่ได้มีความแค้นเคืองอะไรกันมาก่อน ถ้าเป็นยัยนั่นก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะก่อเรื่องแบบนี้ เพียงเพราะเหตุผลว่า ‘อยากตรวจสอบพลังของฉัน’
แถมในห้องแชทก็บอกว่าผู้ว่าจ้างใช้ภาษาอังกฤษด้วย
แต่ถ้าสมมติว่าตัวต้นเหตุคือบรู๊คลินจริงๆ...
การที่นักวิจัยตรงหน้าฉันเข้ามาพัวพันกับคดีนี้ มันก็ดูไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
‘อืม’
จะบอกว่าแค่ปลอมแปลงสถานะ ผู้ว่าจ้างปริศนาคนนั้นก็รูข้อมูลของนักวิจัยคนนี้มากเกินไป
“นี่คุณครับ ผมมีเรื่องสงสัยนิดหน่อย”
“ค่ะ”
“ไม่ทราบว่าคุณเคยบอกคนอื่นเรื่องที่ผมปฏิเสธคำร้องขอจ้างวานคุ้มกันในวันนั้นบ้างไหมครับ?”
นักวิจัยตอบคำถามนี้ทันที
เธอบอกว่าเป็นเรื่องที่รู้กันทั่วทั้งทีมโปรเจกต์ เพราะต้องแจ้งให้ทางสถาบันทราบอย่างชัดเจนว่าการจ้างวาน คิมกิรยอ ล้มเหลว ถึงจะดำเนินการติดต่อคนต่อไปได้
“หืม?”
แต่ในตอนนั้นเอง ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว
‘จะว่าไป มนุษย์คนนี้’
— ฮันเตอร์คิมกิรยอเนี่ยนะ... แถมตัวจริงนิสัยยังดีมากๆ อีกด้วย...
ฉันหวนนึกถึงประโยคในอดีตที่นักวิจัยคนหนึ่งเคยพูดไว้
‘ลองคิดดูดีๆ เหตุผลที่คนคนนั้นดั้นด้นมาหาฉัน ก็เพราะได้รับ ‘คำแนะนำจากใครบางคน’ ไม่ใช่หรือไง?’
ไม่ใช่ที่ 1 และไม่ใช่ที่ 2
แต่จงใจเลือกอันดับ 9 ที่หน้าตาดูดุร้ายคนนี้ให้มาเป็นผู้ปกครอง
ยังดีที่ความสามารถของไอ้เบ๊ที่ชื่อ อัลไล นั่นเป็นสิ่งที่ฉันรับมือได้โดยบังเอิญ ถ้าพลาดพลั้งไป การลอบโจมตีที่ อควาเรียม ในครั้งนี้อาจกลายเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่ทำให้เกิดความพิการถาวรได้เลย
เพราะฉะนั้นในเมื่อเกิดข้อสงสัยแล้ว ก็ควรจะพิสูจน์ให้กระจ่างและไม่ปล่อยผ่านไปจะดีกว่า
“ด็อกเตอร์ครับ”
ฉันเอ่ยคำเรียกแทนตัวชาวโลกตรงหน้า แล้วพูดประโยคถัดไป
ดูเหมือนว่าฉัน คงต้องขอไปพบคุณพ่อของคุณหน่อยแล้วล่ะ
---
ป่านนี้ไอ้เบ๊ต่างชาติที่จ้างมาจะเป็นยังไงบ้างนะ?
‘ระบุระยะเวลาไว้ในสัญญาแล้ว ป่านนี้คงเริ่มลงมือทำไปแล้วมั้ง แม้จะฝืนใจก็เถอะ’
ภายในห้องอันเงียบสงบ
ชายชราผู้มีร่างกายกำยำล่ำสันซึ่งบ่งบอกว่าได้รับสารอาหารชั้นดีมาอย่างต่อเนื่อง กำลังนั่งพักผ่อนอยู่บนโซฟา
เขาคือ โกบยองโด ประธานสมาคมฮันเตอร์
“อืม”
มาถึงขั้นนี้จะปิดบังไปทำไม
ความจริงแล้วผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดก็คือโกบยองโดคนนี้นี่แหละ ซึ่งเขาคาดการณ์ไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าคนที่มีจุดบกพร่องเต็มไปหมดอย่าง อัลไล จะต้องทำงานพลาด
แน่นอนว่าถ้าสามารถทำให้คิมกิรยอบาดเจ็บได้ตามสัญญาก็ถือว่าเป็นเรื่องดี
แต่แผนการที่แท้จริงของเขา จะเริ่มขึ้นเมื่อชาวต่างชาติพวกนั้นถูกตำรวจจับต่างหาก
‘น่าหงุดหงิดชะมัดที่รู้ผลลัพธ์ทันทีไม่ได้’
อัลไล, นักวิจัยตระกูลคิม, และพ่อของนักวิจัย คิมบอมชิก
หากแยกผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้ออกจากกันทีละคน อาจดูเหมือนไม่มีความเกี่ยวข้องกัน แต่ความจริงแล้วเบื้องหลังนั้นซ่อนความจริงที่ว่า ‘โกบยองโดและคิมบอมชิกเป็นญาติกัน’ เอาไว้
===================
1. คิมกิรยอจะไม่ทำร้ายร่างกายโกบยองโดและครอบครัวของเขาโดยเจตนา
===================
นี่คือความพยายามฆ่าทางอ้อมโดยเล็งผลไปที่การฉีกสัญญา
เพราะโดยปกติแล้ว การทำสัญญาในลักษณะนี้มักจะแฝงอันตรายแบบนี้ไว้เสมอ
ครอบครัว
สำหรับพวกมนุษย์ต่างดาวอาจจะเข้าใจว่าหมายถึงแค่ทายาทสายตรงอย่างพ่อแม่ลูก แต่ความจริงแล้วในประเทศที่แนวคิดเรื่องความเป็นชุมชนยังคงเข้มข้นอย่างเกาหลี คำนี้มักจะรวมไปถึงญาติสนิทด้วย
สรุปง่ายๆ ก็คือ พี่น้องของพ่อแม่ หรือลูกสาวของพี่น้องเหล่านั้น ก็มักจะถูกนับว่าเป็นครอบครัว
ดังนั้น โกบยองโดจึงใช้นักวิจัยคนหนึ่งเป็นเครื่องมือ
“อืม”
คนที่เป่าหูคิมบอมชิกด้วยข่าวลือมั่วๆ ว่าฮันเตอร์คิมกิรยอเหมาะกับงานคุ้มกัน ก็คือโกบยองโด
คนที่ปิดบังเบอร์ติดต่อของคิมกิรยอ ทำให้นักวิจัยต้องดั้นด้นไปติดต่อด้วยตัวเองในที่สุด ก็คือโกบยองโด
หากไล่เรียงดูแล้ว ทุกอย่างล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากเขาทั้งสิ้น
ตอนที่จ้างวานพวกรับจ้างต่างชาติ ท่านประธานสมาคมระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้ตัวตนของเขาถูกเปิดเผยในงานนี้
หมายความว่าเขาได้จัดฉากให้ผู้เสียหายผู้บริสุทธิ์คนหนึ่งกลายเป็นผู้ว่าจ้างแทน
และถ้าหากการจัดฉากนี้ทำให้คิมกิรยอเข้าใจผิดว่านักวิจัยเป็นคนร้าย แล้วเผลอลงไม้ลงมือด้วยความโกรธที่ตัวเองได้รับความเสียหายล่ะก็
‘ก็เตรียมตัวลงนรกได้เลย’
คิมกิรยออาจตายคาที่จากการไปแตะต้องครอบครัวของใครบางคนที่ตัวเองไม่รู้จักด้วยซ้ำ
‘ถึงนิสัยจะดูหยิ่งยโสไม่เห็นหัวใคร แต่ก็น่าจะได้รับการศึกษาภาคบังคับมาบ้าง คงไม่ถึงกับปล่อยหมัดใส่ง่ายๆ หรอกมั้ง...’
แน่นอนว่าเขาไม่ได้คิดว่าการสวมรอยแค่ครั้งเดียวนี้จะทำให้ทุกอย่างราบรื่นไปทั้งหมด
บางทีคงต้องทำซ้ำๆ แบบนี้อีกหลายครั้ง จนกว่าคิมกิรยอจะผูกใจเจ็บกับด็อกเตอร์คนนั้น หรือก็คือครอบครัวของเขา—ที่แม้แต่ชื่อก็ยังจำสลับกันบ้างเป็นบางที
‘ไอ้เวรตะไลนั่น’
กรอด
ประธานสมาคมฮันเตอร์ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอีกครั้งเมื่อนึกถึงใบหน้าของใครบางคน
‘ไอ้หมอนั่นมันเลวมาตั้งแต่โหงวเฮ้งแล้ว! ฉันกะแล้วเชียว’
ไอ้สิบแปดมงกุฎที่ฉกเงิน 3 พันล้านวอนอันมีค่าไป
มาถึงขั้นนี้เงินไม่ใช่ปัญหาแล้ว แต่มันเสียศักดิ์ศรี ต่อให้ต้องใช้ญาติห่างๆ ที่แทบไม่ได้ติดต่อกันเป็นเครื่องมือ ฉันก็จะลงโทษมันให้ได้
ความประทับใจแรก, หน้าตา, คำพูด, และการกระทำที่บังอาจข่มขู่ผู้นำองค์กร
ฮันเตอร์ที่ชื่อคิมกิรยอมีแต่จุดที่ไม่น่าพอใจเต็มไปหมด
และความรู้สึกต่อต้านที่สั่งสมมานี้ ก็กลายเป็นปัจจัยที่สร้างความมั่นใจให้กับท่านประธานสมาคมในทันที
เพราะโกบยองโดปักใจเชื่อไปแล้วว่า คนนิสัยเสียพรรค์นั้นต้องกล้าต้มตุ๋นหลอกลวงเรื่องระดับพลังของตัวเองอย่างแน่นอน
แถมเมื่อพิจารณาจากความเป็นจริง การตัดสินใจของประธานสมาคมดันแม่นยำเสียด้วย
“ไอหยา, 5 โมงแล้วเหรอเนี่ย? วันนี้รีบเก็บของกลับดีกว่า ตอนเย็นฉันมีนัด”
เขาเหลือบมองนาฬิกาบนผนังแล้วลุกขึ้นจากที่นั่ง
จากนั้นจึงพาเหล่าบอดี้การ์ดเดินลงไปที่ลานจอดรถของสมาคมเพื่อเตรียมเลิกงาน
ไม่สิ ต้องบอกว่า ตั้งใจ จะลงไปมากกว่า
“หือ?”
แต่ทว่าในจังหวะนั้น
ที่อีกฟากของทางเดินที่พวกเขากำลังเดินอยู่ มีใครบางคนเดินสวนเข้ามา
ตึก, ตึก, ตึก
ชายหนุ่มที่ปรากฏในครรลองสายตาคือใบหน้าที่คนเกาหลีคุ้นเคยกันดี
นักล่ารูปลักษณ์ทันสมัยที่โดดเด่นด้วยท่าทางการเดินที่สุขุมและการแต่งกายที่เนี้ยบกริบ
“อ้าว? ฮันเตอร์คิมกิรยอ?”
เลขาฯ ของสถาบันที่อยู่ในกลุ่มผู้ติดตามจำเขาได้จึงเอ่ยทักทายก่อน
ชายหนุ่มผมทองตอบรับด้วยการผงกศีรษะเบาๆ ก่อนจะหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา
“สวัสดีครับ ท่านประธานสมาคมโกบยองโด”
สิ่งที่เอ่ยออกมาหลังจากนั้นคือคำทักทายอันราบเรียบของคิมกิรยอ
“อ้อ ครับ ไม่เจอกันนานเลยนะ พ่อหนุ่มกิรยอ”
“นั่นสินะครับ”
“ว่าแต่มาทำอะไรที่นี่ล่ะครับ? หรือว่าวันนี้มีธุระอะไรที่สมาคม?”
ชิ
ตายยากตายเย็นจริงนะแก ยังอยู่ดีมีสุขครบสามสิบสองเลยนี่หว่า
โกบยองโดรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายร่างกายปกติดี
แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องแค่นี้ก็อยู่ในคาดการณ์ เขาจึงไม่ได้ตื่นตระหนกอะไรมากนัก ทว่าคำพูดต่อมาของคิมกิรยอทำให้เขาต้องหันขวับกลับมามอง
“จะเรียกว่ามีธุระก็ไม่เชิง... แค่สงสัยว่าท่านประธานสมาคมไม่มีอะไรจะพูดกับผมบ้างเหรอครับ”
“ครับ?”
“บอกไว้ก่อนนะครับว่าผมเพิ่งไปเจอคุณคิมบอมชิกมา และรู้แล้วด้วยว่าคนคนนั้นเป็นญาติของคุณ”
ดวงตาที่มีพื้นที่ตาขาวด้านล่างเยอะกว่าปกติ
เมื่ออีกฝ่ายจ้องมองมาด้วยสายตาเย็นชา โกบยองโดจึงตอบกลับอย่างทองไม่รู้ร้อนว่าแล้วมันทำไม
“หือ? ญาติฉัน? แล้วยังไงครับ?”
ทันใดนั้น ประโยคธรรมดานั้นก็ได้รับคำตอบที่เฉียบคมสวนกลับมา
“──แล้วยังไงบ้าบออะไรล่ะ วะ เฮ้ย ไอ้สารเลวนี่ พูดขนาดนี้แล้วยังจะทำไขสือไม่รู้อีกเรอะ...”
จู่ๆ อีกฝ่ายก็เริ่มระเบิดอารมณ์ สบถคำหยาบและพูดจาไม่มีหางเสียงใส่
กล้าดียังไงกับผู้อาวุโสที่อายุมากกว่าตัวเองถึง 2 เท่า!
แต่หากพิจารณาสถานการณ์ให้ดี การที่กิรยอแสดงท่าทีแบบนั้นก็มีเหตุผลอยู่
อย่างที่บอกไป ผู้อาวุโสคนนี้ก้าวล่วงเส้นที่ไม่ควรข้ามไปแล้ว ไม่ใช่หรือไง จะให้มานั่งรักษามารยาทกันทำไม?
“เป็นถึงประธานสมาคม แต่กลับทำเรื่องพรรค์นั้นเพียงเพราะอยากจะทำลาย [สัญญาอัศวิน] เนี่ยนะ?!”
จากคำพูดนี้แสดงให้เห็นว่า มหาจอมเวทผู้นี้ได้รับรู้ความจริงของคดีอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นการอุปนัยหรืออะไรก็ตาม สำหรับวิญญาณที่มีอาชีพหลักเป็นนักวิชาการ กระบวนการอนุมานหาคำตอบที่ซ่อนอยู่ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย
“เดี๋ยวก่อนครับ ฮันเตอร์คิมกิรยอ ตอนนี้คุณกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่?”
แถมมหาจอมเวทยังมีอาวุธร้ายกาจที่จะช่วยพิสูจน์สมมติฐานของตนเองอีกด้วย
“จู่ๆ ก็บุกมาแล้วกล่าวหาว่าผมทำไขสือบ้างอะไรบ้าง พูดอะไรที่คนเขาไม่รู้เรื่องแบบนี้ ผมละงงจริงๆ”
“ว่าไงนะ?”
“คิมบอมชิกคนนั้นเป็นญาติของผมก็จริง แต่แล้วมันทำไมหรือครับ? ไปได้ยินอะไรมาถึงได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้?”
ประธานโกบยองโดแก้ต่างด้วยน้ำเสียงสุภาพและท่าทีสุขุม
แต่ยิ่งทำแบบนั้น ฮันเตอร์ระดับ S บางคนก็ยิ่งความดันพุ่งปรี๊ด
‘สงสัยตะหงิดๆ อยู่แล้วเชียว เป็นเรื่องจริงทั้งหมดสินะ! ไอ้ชาวโลกนี่ มันใช้ญาติของตัวเองเพื่อจะฆ่าฉันจริงๆ ด้วย...!’
เพราะทางนี้กิน [บลูเชลล์] มาตั้งแต่ก่อนเข้าตึกแล้วไงล่ะ!
เขาใช้พลังของสารกระตุ้นเทียมที่กินเข้าไป เลียนแบบความสามารถของอุปกรณ์เวทอย่าง [ยุสติเทีย] บางส่วน
นั่นคือการใช้เวทมนตร์แยกแยะความจริงและคำโกหก
เขาใช้เทคนิคนี้สอบสวนผู้เกี่ยวข้องในคดีทีละคน จนกระทั่งได้รับคำโกหกที่แทบจะเป็นคำสารภาพจากปากของโกบยองโดตรงหน้า
‘สีหน้าไม่เปลี่ยนเลยสักนิด แกล้งโง่หน้าตาเฉยเลยเรอะ...!’
ถึงอย่างนั้น ประธานสมาคมฮันเตอร์ก็ยังปฏิเสธเสียงแข็งเหมือนงูเลื้อยหนี
ไม่ว่าจะพูดถึงเรื่องญาติ หรือพูดถึงเรื่องอัลไล เขาก็ตอบแบบไม่รู้ไม่ชี้ว่าตัวเองไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น
“ทั้งที่น่าจะรู้สึกได้แล้วแท้ๆ ว่าฉันรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว แต่ก็ยังจะมาไม้นี้อีกงั้นเหรอครับ?”
ชาวโลกเฒ่าตอบสนองต่อคำถามของอีกฝ่ายด้วยท่าทีสบายๆ
“พับผ่าสิ ไปได้ยินอะไรมากันแน่ถึงได้มาหาเรื่องกันแบบนี้เนี่ย~”
นั่นก็เพราะ ท่านประธานสมาคมไม่ได้เกรงกลัวฮันเตอร์ระดับ S ตรงหน้าอีกต่อไปแล้ว
“เอาเป็นว่าผมไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น แถมต่อให้สิ่งที่อยู่ในหัวของพ่อหนุ่มกิรยอเป็นเรื่องจริงแล้วมันจะเปลี่ยนอะไรได้ครับ?”
“อะไรนะ?”
“ไม่ต้องถึงมือลูกสาวของคิมบอมชิกหรอก ถ้าไล่เรียงกันดูแล้ว ตัวผมที่ยืนหัวโด่ต่อหน้าคุณอยู่นี่ก็ถือว่าอยู่ในสถานะเดียวกันนั่นแหละ”
“....”
“ฮันเตอร์กิรยอของเราคงจะลงมือทำอะไรไม่ได้ใช่ไหมล่ะครับ”
“....”
“ต่อให้จะโกรธแค่ไหน หรือโดนกระทำอย่างไม่ยุติธรรมยังไงก็ตาม”
ใช่แล้ว
ตามสามัญสำนึก [สัญญาอัศวิน] คือคำสัญญาที่ใครก็ไม่อาจละเมิดได้
แล้วไอ้หัวทองตรงหน้านี่ดันไปสัญญาในเอกสารนั่นว่าจะไม่ทำร้ายเขาไปตลอดชีวิต แล้วไอ้กระจอกนั่นจะทำอะไรได้?
พอมองย้อนกลับไปตอนนี้ ก็อดคิดไม่ได้ว่าหมอนั่นคงหน้ามืดตามัวเพราะเงินจนเซ็นสัญญาไปโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง
3 พันล้าน
ผู้ชายคนนั้นตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบฝ่ายเดียวเพราะเงินจำนวนจ้อยร่อยนั่น
‘จริงๆ ก็มีวิธีไปขอให้คนอย่าง คังชางโฮ ช่วยอยู่หรอกนะ’
ถ้าเป็นตอนนั้น ก็แค่แฉความลับของมันให้ระดับ S ที่มาหาฟังซะก็สิ้นเรื่อง
‘ดูซิว่าถ้าคนอื่นรู้ว่าแกเป็นพวกต้มตุ๋น จะยังมีใครคบค้าสมาคมกับแกอยู่อีกไหม’
แต่ในขณะที่โกบยองโดกำลังเหยียดยิ้มเยาะที่มุมปาก ชายหนุ่มผมทองก็เอ่ยขึ้น
“...ประธานโกบยองโด จู่ๆ ก็ทำแบบนี้กับผม เหตุผลคืออะไรครับ?”
อย่างน้อยก็รู้แล้วว่าประธานสมาคมคือคนร้าย แต่ทางนี้ยังไม่รู้ว่าเขาทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร
ทว่าคำตอบของโกบยองโดคือ
“นั่นสินะครับ ลองใช้หัวสมองอันชาญฉลาดนั่นคิดเอาเองดูสิครับ?”
“....”
“คนระดับท่านที่ไม่ยอมรับคำสั่งจากคนไม่มีความรู้อย่างพวกเราแม้จะเกิดดันเจี้ยนเบรก จะมาถามทำไมกัน”
ประธานสมาคมทิ้งไว้เพียงคำเยาะเย้ย แล้วเดินจากไปโดยทิ้งกิรยอไว้
จากการกระทำที่ผ่านมา คิมกิรยอมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นผู้ตื่นรู้ระดับ A ที่ใกล้เคียงระดับ S มากที่สุด แต่ในเมื่อมีสัญญาอัศวินค้ำคออยู่ เขาจึงคิดว่าต่อให้ทำตัวหยาบคายใส่ก็ไม่เป็นไร
แต่ปัญหาก็คือ
‘อืม’
มนุษย์ต่างดาวตนนี้ไม่ได้หลอกท่านประธานแค่เรื่องเดียว
‘ฆ่าไอ้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวนี้ทิ้งดีไหมนะ...’
[สัญญาอัศวิน]
ความจริงแล้วสิ่งนั้นไม่มีผลอะไรเลยกับมหาจอมเวท
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่อยู่ในสถานะที่จะทำร้ายคู่สัญญาอย่างโจ่งแจ้งได้
เพราะตำแหน่งประธานสมาคมฮันเตอร์เป็นตำแหน่งที่ใหญโตเอาเรื่องทีเดียว
บอดี้การ์ดที่พามาด้วยเป็นระดับ A ถึง 2 คน แถมยังพกอุปกรณ์เวทสำหรับหลบหนีติดตัวตลอดเวลา
แล้วหลังจากนี้ควรจะทำยังไงดี
ผู้ตื่นรู้ระดับล่างที่เป็นผู้อ่อนแอ มีแต่ต้องยอมจำนนอย่างไร้ทางสู้ให้กับอันธพาลที่ใช้ญาติเป็นเครื่องมือฆ่าคนอย่างนั้นหรือ?
‘ทำไมท่าทีของไอ้ชาวโลกนั่นถึงเปลี่ยนเป็นก้าวร้าวปุบปับแบบนั้นนะ?’
ดูจากเรื่องที่วิหารรากษสก็พอจะรู้ว่า กิรยอมีนิสัยที่ค่อนข้างห่างไกลจากคำว่าเมตตาปรานี
แถมถ้าเป็นตัวตนที่มีแนวโน้มจะสร้างความเสียหายให้อย่างต่อเนื่องหากปล่อยไว้ ก็ยิ่งควรรีบกำจัดทิ้งโดยเร็ว
“เฮ้อ”
ชายหนุ่มที่ถูกทิ้งไว้กลางทางเดินกลอกตาไปมาพลางครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา
‘...เออ ก็ได้วะ เรื่องไอ้ขี้ฟ้องโดนล้อ มันก็แค่เรื่องสมัยเด็กเท่านั้นแหละ’
อุตส่าห์ตั้งใจว่าจะไม่ใช้วิธีต้องห้ามนี้แล้วเชียว
จากนั้นเสียงรอสายก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงอันสดใสของใครบางคน