ช่วงบ่าย วันรุ่งขึ้นหลังจากเสร็จสิ้นการตรวจวัดระดับซ้ำ
เวลาสี่ทุ่ม ณ ห้องเช่ารูมเดียวของคิมกิรยอ
“อะไรกัน? ส่วนผสมมันไม่เข้ากันเลยแฮะ เพราะความชื้นหรือเปล่านะ?”
ในตอนนั้น ฉันกำลังวุ่นอยู่กับการปรุง สารขยายมานา
นั่นก็เพราะในที่สุดฉันก็รวบรวมวัตถุดิบจนครบเสียที
“พอต้องมานั่งกะความเข้มข้นโดยไม่มีอุปกรณ์ดีๆ แบบนี้แล้วมันน่าปวดหัวชะมัด”
แต่เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ ความคืบหน้าจึงเป็นไปอย่างล่าช้า
“ต่อให้คิมกิรยอจะมีมานาแค่ระดับ F แต่ยังไงฉันก็ต้องกู้พลังเวทมนตร์กลับมาให้ได้ก่อน”
สมาธิของฉันเริ่มหลุดลอยไปพร้อมกับความล้มเหลวที่เกิดขึ้นซ้ำซาก
และมันไม่ได้มีแค่นั้นน่ะสิ
—ตื่อรีรึ๊ง♪ ตื่อรีรึ๊งงง♬
“โว้ย! ไอ้บ้าที่ไหนมันโทรมาจิกลูกเดียวจนป่านนี้วะ!”
ไอ้โทรศัพท์เฮงซวยนี่มันดังไม่หยุดมาตั้งแต่เก้าโมงเช้าแล้วจริงๆ
ถามว่าทำไมเหรอ?
【 จีชิก-Ing 】
[Q: หลังจากตรวจวัดระดับการตื่นรู้เสร็จแล้ว ควรเริ่มทำอะไรก่อนดีครับ?]
[A: ถ้าได้รับบัตรฮันเตอร์แล้ว ให้ไปรับการทดสอบยืนยันสมาคมฮันเตอร์ครับ ถ้าลงรายละเอียดทักษะที่มีไว้ในโปรไฟล์ เวลาหางานจะสะดวกมากครับ]
ฉันดันไปเห็นโพสต์หนึ่งตอนเล่นอินเทอร์เน็ต เลยลองเพิ่มทักษะ ‘การประเมิน’ ลงในโปรไฟล์ฮันเตอร์ของคิมกิรยอ
แต่กลายเป็นว่าโปรไฟล์นี้เป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อบุคคลภายนอกได้อย่างอิสระเสรี
“ชิ!”
เพราะข้อมูลที่ฉันลงทะเบียนไปโดยไม่คิดหน้าคิดหลังแท้ๆ ตอนนี้ฉันเลยถูกทาบทามจากบริษัทต่างๆ อย่างบ้าคลั่ง
และมันเป็นแบบนี้ทั้งวัน
“ขี้เกียจจะตอบคำถามแล้วแฮะ”
ชีวิตการเป็นหมารับใช้ของบริษัทน่ะ ฉันเบื่อมันเต็มทนแล้ว
ฉันกดตัดสายที่โทรเข้ามาทันที แต่ถึงอย่างนั้นสมาธิก็ยังไม่กลับมาอยู่ดี
“เฮ้อ น้ำตาลตกซะแล้ว...”
อาจเป็นเพราะต้องคอยรับโทรศัพท์เป็นสิบๆ สาย ฉันเลยรู้สึกเหนื่อยล้าเป็นพิเศษ แถมยังเริ่มหิวแล้วด้วย
“ต้องไปหาเสบียงมาเติมหน่อยแล้ว”
ฉันจึงตัดสินใจเลื่อนการปรุงสารขยายมานาออกไปก่อนแล้วหาอะไรลงท้อง
ตอนนี้เป็นเวลาสี่ทุ่ม
แต่มันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะหาสารอาหารในเวลานี้
คนบนโลกนี่เป็นพระเจ้าหรือไงกันนะ ถึงได้มีร้านสะดวกซื้อเปิดตลอด 24 ชั่วโมงอยู่ทั่วทุกมุมเมืองแบบนี้?
‘วันนี้ลองซื้อไอ้ที่เรียกว่าช็อกโกแลตมากินดูดีกว่า’
ฉันเดินฮัมเพลงออกมาตามตรอกซอกซอน
รอบข้างมืดสนิท แต่เนื่องจากบ้านเกิดของฉันก็มืดประมาณนี้อยู่เสมอ ฉันจึงเดินต่อไปโดยไม่คิดอะไรมาก
“หืม?”
แต่มันคือจังหวะนั้นเอง
ในตอนที่ฉันกำลังมุ่งหน้าไปยังร้านสะดวกซื้อ ฉันได้เดินผ่านรถยนต์สีดำที่จอดอยู่ริมทาง
ทันทีที่ฉันเดินผ่าน ประตูหลังของรถคันนั้นก็เปิดออกเสียงดัง ครืด...
หลังจากนั้นทุกอย่างก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและวุ่นวาย
ชายฉกรรจ์สามคนพุ่งออกมาจากรถและจู่โจมฉัน
มนุษย์โลกตัวใหญ่คนหนึ่งอ้อมมาด้านหลังและล็อคคอฉันไว้ ฉันตกใจและพยายามจะขัดขืน แต่ทว่า...
“อึก!”
แขนที่รัดแน่นตรงหลอดเลือดแดงที่คอแข็งแกร่งราวกับหินผาและไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อน
มันคือความแตกต่างของพละกำลังที่ขาดลอย เพราะร่างนี้เป็นเพียงผู้ตื่นรู้ระดับ F เท่านั้น
ถ้าฉันใช้เวทมนตร์ได้ เรื่องมันจะต่างออกไปไหมนะ?
ไม่สิ พวกคนร้ายเหล่านั้นมีปริมาณมานาที่ดูยังไงก็น่าจะอยู่ระดับ D เป็นอย่างน้อย
ดังนั้น ต่อให้จะใช้เวทมนตร์ระดับ F ออกไปในตอนนี้ มันก็คงเป็นได้แค่รอยแมวข่วนเท่านั้นแหละ
“อัก...!”
หลังจากนั้นฉันก็จำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว
จู่ๆ ภาพตรงหน้าก็กลายเป็นสีดำสนิท สติสัมปชัญญะขาดห้วงไป
ฉันสลบไปนั่นเอง
‘อ๊าก! พอเลือดไม่ไปเลี้ยงสมองแล้วมันสลบไปแบบนี้นี่เอง!’
ถ้าโดนเวทมนตร์อัดมายังพอทนได้บ้าง
ด้วยคุณลักษณะของเวทมนตร์การจุติใหม่ ฉันมีความสามารถในการต้านทานทักษะจำพวกการหลับ การทำให้สลบ หรือการล้างสมองบนโลกนี้ได้
แต่พอฝ่ายตรงข้ามเล่นงานด้วยการโจมตีทางกายภาพแบบนี้ ฉันก็จนปัญญา...
ไอ้พวกสู้กับจอมเวทแล้วใช้กำลังกายข่มเนี่ย มันขี้โกงชัดๆ!
“ฟู่ว...”
ไม่สิ ไม่ใช่เวลามานั่งคิดเรื่องนี้
ยังไงก็ตาม ในที่สุดสติก็กลับมาแล้ว แต่สถานการณ์ตอนนี้มันดูไม่จืดเลยจริงๆ
‘บัดซบ ที่นี่มันที่ไหนกัน’
เมื่อรู้สึกตัว ฉันก็พบว่าตัวเองถูกปิดตาเอาไว้
แถมร่างกายยังถูกมัดติดกับเก้าอี้เหล็กจนขยับเขยื้อนไม่ได้
ดาวดวงนี้มันน่ากลัวจริงๆ ไม่นึกเลยว่าจะต้องมาเจอเรื่องอัปมงคลแบบนี้เข้า
‘ใครมันเป็นคนทำเรื่องแบบนี้กัน?’
กิรยอเอ๋ย ตอนแกยังมีชีวิตอยู่ แอบไปสร้างความแค้นกับใครไว้หรือเปล่านะ?
ในตอนที่กำลังคิดแบบนั้นเอง
“ไอ้หมอนี่เหรอที่เป็นระดับ F คนนั้นน่ะ?”
“ครับผม ไปดักซุ่มรอแล้วก็จับตัวมาครับ”
“คงส่งมอบได้ทันตามกำหนดสินะ”
มีใครบางคนกำลังสนทนากันอยู่ใกล้ๆ
“แต่ระดับ F จริงๆ เหรอ?”
“อุตส่าห์ใช้พวกระดับ D ไปลอบโจมตี แต่มันทำอะไรไม่ได้เลยครับ ร้องสักแอะยังไม่มี จับมาง่ายกว่าที่คิดซะอีก”
ฉันเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
“ไม่ได้ทำอะไรหักใช่ไหม? ถ้ามีรอยขีดข่วนตรงไหนก็รีบรักษาซะ”
“โธ่พี่ ผมทำงานมาวันสองวันซะที่ไหนล่ะครับ”
“มันเป็นแค่ระดับ F ก็ต้องระวังหน่อย”
เคร้ง, เคร้ง, เคร้ง
แต่เดี๋ยวก่อน ท่ามกลางเสียงบทสนทนาของพวกมัน จู่ๆ ก็มีเสียงดังแสบหูแทรกขึ้นมา
มันคือเสียงของประตูเหล็กม้วนที่กำลังถูกเปิดขึ้น
“อา! ลูกพี่ใหญ่มาแล้วเหรอครับ!”
ดูเหมือนจะมีคนเข้ามาในห้องนี้เพิ่มอีกคน
ไม่สิ... สองคนงั้นเหรอ?
“ทักทายกันซะสิ นี่คือแขก VIP ของเรา”
“สวัสดีครับ!”
“เดี๋ยวแขก VIP จะขอตรวจดูสินค้าด้วยตัวเอง พวกแกไปเตรียมตัวให้พร้อมเดี๋ยวนี้เลย”
เนื่องจากถูกผ้าปิดตาบดบังทัศนวิสัยเอาไว้ ฉันจึงคาดเดาสถานการณ์ได้ยาก
ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังคงแอบฟังบทสนทนาของพวกมันอย่างเงียบเชียบ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่ความรู้สึกขนลุกซู่แล่นผ่านไปทั่วร่าง
“...ไอ้คนที่มัดอยู่นั่นน่ะ ตื่นอยู่ไม่ใช่เหรอ?”
คนที่ถูกเรียกว่า VIP สังเกตเห็นว่าฉันกำลังแกล้งสลบอยู่
พอเขาชี้ความจริงออกมา คนรอบข้างก็เริ่มกระซิบกระซาบกัน ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าหนังก็ใกล้เข้ามา
ฉันกลั้นหายใจนิ่งราวกับหนูที่ติดจั่น
“ถอดผ้าปิดตามันออกซิ”
ใครบางคนเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า
ทันทีที่สิ้นสุดคำสั่ง ผ้าที่ปิดตาฉันอยู่ก็ถูกแก้ปมออก
“แกเลิกแกล้งหลับได้แล้ว”
เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงข่มขู่ที่ดูเรียบนิ่ง
ฉันไม่มีทางเลือกนอกจากต้องลืมตาที่หลับอยู่ออกมา
ภาพที่เห็นคือใครบางคนกำลังนั่งกลับด้านบนเก้าอี้
แขก VIP คนนั้นเท้าแขนลงบนพนักพิงเก้าอี้พลางเอ่ยออกมาว่า
“ไง”
ฉันเบิกตากว้างเมื่อได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของแขก VIP คนนั้น
“ไม่ได้เจอกันนานนะเนี่ย แต่ก็น่าตกใจจริงๆ บอกตามตรงว่าฉันไม่คิดว่าจะได้เจอฮันเตอร์อย่างคิมกิรยอในที่แบบนี้เลย”
ใช่แล้ว คนที่อยู่ตรงหน้าฉันก็คือฮันเตอร์ระดับ S ของเกาหลี คังชางโฮ
ให้ตายเหอะ
‘คังชางโฮงั้นเหรอ?’
ก่อนที่ทางนี้จะทันได้เอ่ยถามอะไร ฝ่ายตรงข้ามก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน
“จู่ๆ ก็ถูกลักพาตัวมาแบบนี้เลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ? ให้ฉันช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยไหมล่ะ?”
เขามองสำรวจสภาพของฉันที่ถูกมัดจนตัวเป็นเกลียวพลางเหยียดมุมปากยิ้ม
“ช่วงนี้มีข่าวลือหนาหูในวงการน่ะ ว่ามีฮันเตอร์ที่มีทักษะการประเมินยอดเยี่ยมขนาดวิเคราะห์เขาวงกตของหอคอยเวทมนตร์ได้ปรากฏตัวขึ้น”
“...”
“แต่ประเด็นก็คือ ฮันเตอร์นักประเมินคนนั้นดันมีระดับการตื่นรู้อยู่แค่ระดับ F น่ะสิ”
คังชางโฮมองเหยียดฮันเตอร์ระดับล่างพลางกล่าวต่อไป
“พวกไม่มีทางสู้แต่ดันมีทักษะระดับสูงเกินตัวเนี่ย บางครั้งก็มักจะกลายเป็นเป้าหมายของอาชญากรรมได้ง่ายๆ แบบนี้แหละ ก็นะ... ปกติควรจะระวังตัวให้มากกว่านี้หน่อยนะ”
ฉันฟังสิ่งที่เขาพูดพลางกวาดตามองไปรอบๆ ดูดีๆ แล้วที่นี่เป็นเพียงตึกร้างแห่งหนึ่ง
โคมไฟที่แตกละเอียดตรงเพดานดูหมิ่นเหม่ราวกับจะหล่นลงมาได้ทุกเมื่อ
“คิดจะทำอะไรกับฉันงั้นเหรอ?”
ฉันเอ่ยถามออกไปอย่างระมัดระวัง
คังชางโฮนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งจนลำคอส่งเสียงครางอืม แล้วจึงให้คำตอบ
“ก็จะเอาไปขายน่ะสิ”
“...!”
“บนโลกนี้มีพวกที่อยากจะปิดบังประสิทธิภาพอุปกรณ์ของตัวเองอยู่เยอะแยะ แน่นอนว่าถ้าอยากทำแบบนั้นก็ต้องมีนักประเมินส่วนตัวไว้ใช้งาน...”
“...”
“ก็นะ รู้ใช่ไหมล่ะ ว่าค่าสัญญานักประเมินน่ะมันไม่ใช่น้อยๆ เลย”
“ถ้าลักพาตัวมาแบบนี้ ราคาคงจะถูกกว่าสินะครับ?”
“โดยเฉพาะเรื่องค่าบำรุงรักษาล่ะก็นะ”
สุดท้ายก็เรื่องเงิน เงินอีกแล้วสินะ
ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว ที่นี่น่าจะเป็นองค์กรอาชญากรรมที่ทำธุรกิจค้ามนุษย์พวกผู้ตื่นรู้
ส่วนฉันก็ดันกลายเป็นเป้าหมายเพราะเป็นแค่ระดับ F ที่ไร้ทางสู้ ทั้งที่มีค่าตัวมหาศาล
“แล้วพวกระดับ D ลงไปเนี่ย ความต้านทานการล้างสมองมันต่ำ เลยเอาไปใช้งานง่ายดี”
ล้างสมองคนอ่อนแอเพื่อเอาไปใช้เป็นทาสงั้นเหรอ เรื่องพรรค์นี้ที่บ้านเกิดฉันก็มี เลยไม่ได้น่าตกใจเท่าไหร่
“ฉันเองก็เคยซื้อผู้ตื่นรู้จากที่นี่มาใช้เหมือนกัน พอจับล้างสมองซะหน่อยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องทรยศ สะดวกดีออก”
แต่ไอ้นี่สิที่น่าตกใจ
มิน่าล่ะ คนที่นี่ถึงเรียกคังชางโฮว่า VIP ที่แท้ก็เป็นลูกค้าชั้นดีที่เคยอุดหนุนสินค้ามาหลายครั้งแล้วนี่เอง
“เอ่อ... คุณคังชางโฮครับ ไหนๆ เราก็เจอกันแบบนี้แล้ว จะเป็นไปได้ไหมถ้าผมจะขอให้คุณช่วย...”
ฉันลองร้องขอความช่วยเหลือด้วยความหวังอันน้อยนิดราวกับคนกำลังคว้าไขว่คว้าฟางเส้นสุดท้าย
“อืม ทำไมฉันต้องช่วยฮันเตอร์คิมกิรยอด้วยล่ะ? ตอนนี้ฉันมาที่นี่ในฐานะลูกค้านะ”
แน่นอนว่าคำตอบที่ได้กลับมานั้นช่างไร้เยื่อใยสิ้นดี
“แถมยังมาได้จังหวะพอดีเลย ฉันกำลังคิดว่าจะหานักประเมินส่วนตัวอยู่พอดี นักประเมินที่เป็นสินค้าเนี่ยไม่ได้หาง่ายๆ เลยนะ”
ฮันเตอร์ระดับ S พูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่ง
ทันทีที่คังชางโฮขยับตัว พวกมนุษย์โลกที่ยืนรออยู่รอบๆ ก็ต่างพากันเรียก VIP อย่างนั้น VIP อย่างนี้ พลางปรนนิบัติเขาราวกับเป็นเจ้านายเหนือหัว
แม่งเอ๊ย
‘ไม่น่ามาจุติใหม่ในที่พรรค์นี้เลยจริงๆ’
ฮือๆ
แต่พวกโจรลักพาตัวที่ยังหลงเหลืออยู่ในห้องนี้ไม่แม้แต่จะให้เวลาฉันได้โศกเศร้า
“เฮ้ย พวกนั้นบอกว่ามีของล็อตใหม่มาแล้วว่ะ ย้ายไอ้ระดับ F นี่ไปไว้ชั้นบนก่อนไป”
“ครับ!”
“รับทราบครับ!”
ฉันตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวว่าพวกนี้จะทำอะไรกับฉันต่อไป แต่ในจังหวะนั้นเอง ประสาทสัมผัสการรับกลิ่นของฉันก็ได้รับสัญญาณที่ผิดปกติ
—เคร้ง
“เดี๋ยว! ถือไอ้ไอเทมนั่นระวังๆ หน่อย! กลิ่นมันรั่วออกมาแล้ว เห็นไหมเนี่ย ยัยพวกแก อย่าสูดเข้าไปเด็ดขาดนะ!”
มันคือกลิ่นหอมหวานราวกับยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้
ในขณะที่กลิ่นนั้นลอยมาสัมผัสปลายจมูก ฉันก็ถูกพวกโจรลักพาตัวย้ายไปยังห้องอีกห้องหนึ่ง
ห้องที่ฉันถูกพามาในครั้งนี้คือโกดังแคบๆ ที่มีกลิ่นอับชื้น
ตึง
สมาชิกองค์กรที่สวมหน้ากากกันแก๊สพิษเหวี่ยงร่างของคิมกิรยอลงบนพื้น
พวกเขาวางกระถางกำยานที่ถืออยู่ลงตรงมุมห้อง แล้วรีบเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
ตึง
ประตูเหล็กอันหนักอึ้งปิดลงอีกครั้ง
กระถางกำยานสีทองอร่ามที่วางอยู่มุมห้องนั้นแท้จริงแล้วคือ อุปกรณ์เวทมนตร์
มันเป็นไอเทมสำหรับการนอนหลับที่ได้รับมาจากเกตระดับ C แต่เห็นว่ามีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมจนสามารถทำให้ผู้ตื่นรู้ระดับ B หลับใหลได้เลยทีเดียว
‘ไปกันหมดแล้วสินะ’
แต่ปัญหาคือ ไอ้กระถางกำยานนี่มันทำอะไรมหาจอมเวทอย่างฉันไม่ได้เลยสักนิด
‘ดูจากการที่ย้ายฉันมาไว้ที่นี่ แสดงว่าคงยังไม่ได้ถูกขายไปในทันที’
ฉันลืมตาทั้งสองข้างขึ้น
ไอ้พวกโง่เอ๊ย นึกว่าฉันหลับไปแล้วล่ะสิ ถึงได้ไม่ยอมปิดตาฉันไว้อีกรอบ
“อึ้ก...!”
ก่อนอื่นต้องจัดการกับพันธนาการนี่ก่อน
ฉันพยายามดิ้นรนเพื่อจะแก้เชือกที่มัดมืออยู่ แต่ด้วยเรี่ยวแรงอันน้อยนิดของคิมกิรยอ ฉันไม่สามารถตัดสายรัดพลาสติก (Cable Tie) ให้ขาดได้เลย
‘บ้าจริง’
ต้องใช้แผนอื่นแล้วล่ะ
ฉันแก้เชือกรองเท้าออก แล้วพยายามร้อยเชือกให้ลอดผ่านด้านในข้อมือ
‘ช่วยฉันด้วยเถอะ ความร้อนจากการเสียดสี!’
หลังจากนั้น ฉันก็ขยับแขนเพื่อถูเชือกรองเท้ากับสายรัดพลาสติกอย่างบ้าคลั่ง
มันอาจจะเป็นภาพที่ดูพยายามจนน่าขัน แต่โชคดีที่มันได้ผลดีกว่าที่คิดแฮะ
‘อา!’
เปรี้ยะ
ในที่สุดสายรัดพลาสติกก็ขาดออก
ทันทีที่มือเป็นอิสระ ฉันก็รีบแก้พันธนาการที่เท้าแล้วลุกขึ้นยืน
‘ฟู่ว แล้วจะเอายังไงต่อดีล่ะ?’
มาสรุปสถานการณ์กันหน่อย
ฉันถูกลักพาตัวโดยองค์กรค้ามนุษย์
และในตอนนี้ฉันไม่สามารถใช้เวทมนตร์อะไรได้เลย พูดง่ายๆ คือพลังการต่อสู้ของฉันมันต่ำเรี่ยดินเท่ามดปลวก
‘ต้องหนี’
ต่อให้ฉันจะมีภูมิคุ้มกันการล้างสมอง แต่ถ้าขืนถูกขายไปยังที่แปลกๆ ในสภาพแบบนี้ล่ะก็...
คงอันตรายแน่ แค่จินตนาการถึงอนาคตแบบนั้น ใบหน้าของฉันก็ซีดเผือดลงทันที
ถ้าขืนยังมัวอยู่ตรงนี้ต่อไป ไม่รู้ว่าจะต้องเจอเรื่องเลวร้ายอะไรอีกบ้าง
‘แจ้งตำรวจก่อนดีไหมนะ?’
ฉันเอื้อมมือไปควานหาในกระเป๋าตามสัญชาตญาณ
‘อึก ไม่มีโทรศัพท์!’
แต่กระเป๋ากลับว่างเปล่า
ก็นะ มีที่ไหนเขาจะทิ้งของมีค่าไว้ให้เหยื่อที่ถูกลักพาตัวล่ะ สุดท้ายคงต้องฝ่าออกไปตรงๆ สินะ
‘ดูจากการที่พวกมันไปดักซุ่มอยู่ในตรอก แสดงว่าไม่ใช่พวกผู้ใช้เวทมนตร์ที่สามารถใช้เวทแกะรอยได้ ถ้าฉันหนีออกจากตึกนี้ไปซ่อนตัวที่ไหนสักแห่ง ฉันก็น่าจะมีโอกาสรอด’
แต่ในตอนนั้นเอง
ในขณะที่กำลังวางแผนหนี จู่ๆ ของสิ่งหนึ่งก็เหลือบเข้ามาในสายตา
ไอ้กระถางกำยานที่ส่งกลิ่นหอมหวานอยู่ตรงมุมห้องมาตั้งแต่เมื่อกี้ยังไงล่ะ
“หืม”
มันคือกระถางกำยานสีทองที่ถูกแกะสลักเป็นรูปดอกบัว
ตรงส่วนยอดของมันมีโซ่ยาวที่เหมาะมือเชื่อมต่ออยู่ ฉันลอบมองสังเกตการณ์รอบข้างก่อนจะหยิบกระถางกำยานนั้นขึ้นมาอย่างเนียนๆ
“การขโมยของมันไม่ใช่สไตล์ฉันเลยจริงๆ นะ”
แต่ก็นะ ตอนนี้มันไม่ใช่เวลามาเลือกกินเลือกนอนแล้วนี่นา...
ปัง!
“อะไรวะ?”
“หือ?”
ประตูเหล็กถูกถีบเปิดออกอย่างกะทันหันจากด้านในสู่ด้านนอก
พวกยามที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างนอกต่างพากันหันกลับมาด้วยความตกใจ แต่ทว่าพวกเขากลับรับมือกับสถานการณ์ที่ตามมาไม่ทัน
นั่นก็เพราะมีวัตถุที่พ่นควันโขมงพุ่งเข้าใส่หน้าเต็มๆ
“อั้ก!”
เคร้ง! เสียงอันกังวานดังออกมาจากช่องว่างของกระถางกำยานโลหะ
พร้อมๆ กับที่เสียงนั้นค่อยๆ จางหายไป พวกยามตรงทางเดินก็พากันผล็อยหลับไปทีละคน
“ได้ผลชะงัดเลยแฮะ”
บอกแล้วไง ว่าต่อให้จะอึดอัดแค่ไหน ก็ไม่ควรจะถอดหน้ากากออกน่ะ!