Cover

25

“เฮ้อ ให้ตายสิ ถ้าเพียงแต่ฉันใช้เวทมนตร์ได้ล่ะก็ ไอ้ขยะพวกนี้คง...”

ฉันกำลังรีบร้อน

หลังจากจัดการยามที่เฝ้าอยู่หน้าโกดังจนสลบไป ฉันก็ตั้งใจจะรีบเคลื่อนที่ต่อทันที

แต่แล้วเท้าของฉันก็ไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่าง

‘อะไรน่ะ?’

พอก้มลงมอง ก็เห็นโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งตกอยู่ที่ปลายเท้า

จะว่าไป เมื่อกี้มัวแต่ยุ่งกับการลอบโจมตีเลยไม่ทันสังเกต ดูเหมือนเจ้ายามคนหนึ่งจะกำลังนั่งเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ด้วยสินะ

มันคงหลุดมือตอนที่หมอนั่นหลับไปล่ะมั้ง?

‘ประจวบเหมาะพอดี!’

เดิมทีการขโมยครั้งแรกน่ะมันยาก แต่ครั้งที่สองเป็นต้นไปน่ะง่ายนิดเดียว

ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือที่หน้าจอยังเปิดค้างอยู่ขึ้นมาแล้วกดปุ่ม

[กำลังโทรออก · · · 112☎]

ปลายสายที่ฉันจะโทรหานั้นถูกกำหนดไว้แล้ว

- สวัสดีครับ สถานีตำรวจครับ เกิดเรื่องอะไรขึ้นครับ?

จากการค้นหาความทรงจำของคิมกิรยอ ในดาวเคราะห์ดวงนี้ เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน การโทรหาตำรวจถือเป็นสามัญสำนึกพื้นฐาน

“เอ่อ คือผมถูก... ลักพาตัวมาน่ะครับ”

ฉันรีบพูดออกไป

แต่ทว่า บทสนทนาที่ตามมากลับต่างจากที่จินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง

- ครับ?

“อะไรนะ?”

- ฮัลโหล?

“ไม่ได้ยินเหรอ?”

- ช่วยพูดดังๆ หน่อยครับ

“บอกว่าถูกลักพาตัวไง!”

- ฮัลโหล?

ทำไมตำรวจถึงตอบสนองแบบนี้ล่ะ? ราวกับว่าเขาไม่ได้ยินเสียงของฉันเลย...

“หรือว่าโทรศัพท์จะพัง?”

ฉันกดวางสายทันที ในเมื่อส่งเสียงไปไม่ถึงก็ไม่มีประโยชน์ที่จะดึงเวลาให้เสียเปล่า

“ฟังก์ชันอื่นก็น่าจะยังใช้ได้ปกตินะ”

เอาล่ะ

ถ้าโทรศัพท์ใช้ไม่ได้ งั้นลองส่งข้อความดูแล้วกัน

ฉันตั้งสติแล้วพิมพ์ข้อความที่จะส่งให้ตำรวจ

เขียนไปอย่างสั้นๆ ได้ใจความว่า ตอนนี้ฉันถูกลักพาตัวมา แต่ไม่รู้ตำแหน่งที่แน่นอน ดังนั้นช่วยหาทางสืบหาแล้วมาที่นี่ให้ที

โชคดีที่คำตอบกลับมาเร็วมาก

[Web]

[รับเรื่องเรียบร้อยแล้ว การออกปฏิบัติการอาจใช้เวลาสักครู่ ในกรณีฉุกเฉินกรุณาติดต่อ 112 ทันที]

ทำแบบนี้ไว้ ถึงแผนการจะล้มเหลว อย่างน้อยก็น่าจะได้รับความช่วยเหลือล่ะนะ

ค่อยเบาใจลงหน่อย แต่ทว่า...

[กว่าจะมาถึงที่นี่ใช้เวลาประมาณกี่นาทีครับ? ผมอยู่เฉยๆ จะปลอดภัยกว่าไหม?]

ฉันส่งข้อความไปอีกหนึ่งฉบับเพื่อตัดสินใจว่าจะหนีออกไปเอง หรือจะปักหลักรออยู่ตรงนี้ดี

[Web]

[รับเรื่องเรียบร้อยแล้ว การออกปฏิบัติการอาจใช้เวลาสักครู่ ในกรณีฉุกเฉินกรุณาติดต่อ 112 ทันที]

พอเห็นข้อความที่ตอบกลับมา ความวิตกกังวลก็พุ่งพล่านขึ้นมาทันที

อะไรกันเนี่ย ไอ้คำตอบกลไกราวกับก๊อปปี้วางนี่

ได้อ่านคำถามบ้างหรือเปล่า? ไม่สิ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเป็นแบบนี้ที่แจ้งความไปตอนแรกน่ะ มันได้รับเรื่องจริงๆ ใช่ไหม?

‘มะ... ไม่รู้แล้วเว้ย’

ฉันเริ่มไม่มั่นใจ

ดังนั้นฉันจึงตัดสินใจซื้อประกันความเสี่ยงเอาไว้เล็กน้อย

สำหรับฉันแล้ว เบอร์โทรศัพท์ของฮันเตอร์อันยุนซึงน่ะ จำได้ขึ้นใจอยู่แล้ว

‘เอาล่ะ ส่งข้อความเรียบร้อย’

ในเมื่อแจ้งเหตุเสร็จแล้ว ก็มาดำเนินการหลบหนีกันต่อ

ในวินาทีนี้ กลิ่นดอกไม้อ่อนๆ ยังคงลอยออกมาจากกระถางเครื่องหอม

***

“อะไรวะ? ตอนนี้ทั้ง VIP ทั้งประธานก็อยู่กันครบ ใครใช้ให้แกใส่สูทสภาพแบบนั้นมา...”

ไอ้มนุษย์โลกตัวล่ำ ตัดจบ

“เอ๊ะ? ในพวกเรามีคนทำสีผมด้วยเหรอ?”

แกก็หลบไป

“อะ... อะก๊าก หนึ่งในพวกผู้ตื่นรู้ที่ลักพาตัวมางั้นเหรอ? หยุดนะ! ถ้าไม่หยุดล่ะก็...!”

แล้วจะทำไม?

“หลีกไปซะ”

เคร้ง! เสียงแหลมสูงดังขึ้นอีกครั้ง

แรงสั่นสะเทือนที่ค่อยๆ แผ่ออกมาฟังดูคล้ายกับเสียงของขันหิมาลัย

“อุปกรณ์เวทมนตร์แบบนี้น่ะ ฟาดใส่หน้าไปเลยจะได้ผลเร็วที่สุด”

ฉันคิดพลางควงโซ่ของกระถางเครื่องหอมในมือไปมา

ก่อนอื่น แผนการแรกคือการหนีออกไปจากที่ที่เต็มไปด้วยพวกโจรลักพาตัวนี่ให้ได้

ปัญหาคือฉันไม่รู้โครงสร้างของตึกนี้เลยแม้แต่นิดเดียว

‘สิ่งที่สำคัญคือทิศทางของทางออก พวกบ้านี่เล่นปิดหน้าต่างทุกบานจนมิดเลย’

ดังนั้น เพื่อที่จะออกไปข้างนอก ฉันจึงต้องหาจุดสังเกตของตัวเอง

สิ่งที่แผ่แรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนแม้แต่มหาจอมเวทที่สิ้นลายก็ยังแกะรอยได้ และต้องเป็นสิ่งที่อยู่ภายนอกอาคาร

‘ยังโชคดีที่มีเกตอยู่ในระยะที่ตรวจจับได้พอดี’

เกต

สนามล่าของพวกฮันเตอร์มักจะอยู่ตามป่าเขาหรือลานกว้างนอกสิ่งก่อสร้างของมนุษย์เสมอ

ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงกำลังเคลื่อนที่ตามมานาของเกตที่อยู่ใกล้ที่สุดในตอนนี้

‘เพราะเป็นพวกที่หากินกับการลักพาตัวระดับ F หรือเปล่านะ ถึงไม่ค่อยมีนักเวทที่เก่งกาจเลย’

อย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณไอเทมกระถางเครื่องหอมที่ทำให้ทุกอย่างราบรื่น

“อึก!”

ไม่สิ ขอถอนคำพูด

มันก็ไม่ได้ราบรื่นไปซะหมดหรอก คิมกิรยอมีข้อเสียที่ฉกรรจ์อยู่อย่างหนึ่ง

“บัดซบเอ๊ย ยังไม่ได้วิ่งเลยด้วยซ้ำ แต่ขามาเริ่มออกอาการแล้ว...!”

จู่ๆ สะบ้าหัวเข่าขวาก็เริ่มเจ็บแปลบราวกับจะฉีกขาด

ร่างกายนี้เป็นร่างกายที่วิ่งไม่ได้ อย่าว่าแต่จะวิ่งเลย แค่เดินนานๆ หน่อยขาก็เริ่มปวดรุนแรงแล้ว

ไม่ใช่แค่ความเจ็บปวดเท่านั้น ยิ่งเวลาผ่านไป แรงที่ขาเริ่มหายไปทีละน้อย

‘ไอ้เวรเอ๊ย’

ฉันกล้ำกลืนฝืนทนแล้วเปลี่ยนมาเดินเร็วแทน

ในสถานการณ์แบบนี้ยังต้องมาเดินทอดน่องแบบนี้อีกเหรอเนี่ย อึดอัดชะมัด ให้ตายสิ

“อ๊ะ! อยู่นั่นไง! อยู่นั่น!”

“จับมันไว้!”

“อย่าให้มันลงไปชั้นล่างได้เด็ดขาด!”

แต่ในตอนนั้นเอง

ดูเหมือนจะมีเสียงฝีเท้าของคนจำนวนมากกรูมาจากชั้นบน และฉันก็ดันไปเผชิญหน้ากับพวกผู้ไล่ล่าเข้าพอดี

‘ว้าก!’

อีกนิดเดียวก็จะถึงเกตแล้วเชียว!

การหลบหนีมาถึงช่วงสุดท้ายแล้ว ในเมื่อเป็นแบบนี้ก็มีแต่ต้องฝ่าพวกมันไปให้ได้เท่านั้น

“หือ? เดี๋ยวสิ ในมือไอ้ระดับ F นั่น หรือว่าจะเป็น...!”

“มันถือไอ้นั่นอยู่ได้ยังไง!”

และพอดีเลยที่ฉันมีของดีไว้รับมือกับพวกผู้ตื่นรู้จำนวนมาก

“ทุกคน กลั้นหายใจ! มะ... หน้ากาก ใครมีหน้ากากบ้าง...”

จะมากลั้นหายใจตอนนี้มันก็สายไปแล้ว

ฉันเดินผ่านโถงทางเดินโดยไม่หยุดควงกระถางเครื่องหอมในมือ

ด้วยเหตุนั้น ควันจากกระถางเครื่องหอมจึงอบอวลไปทั่วชั้นบรรยากาศจนแทบจะซึมเข้าผิวหนังได้เลยทีเดียว

“อึก...”

“แฮก!”

พวกมันล้มลงกองกับพื้นทีละคนสองคน

ในบรรดานั้นก็มีพวกที่ทนได้นานหน่อยเหมือนกัน แต่สำหรับพวกนั้น ฉันก็จะเอาเครื่องหอมฟาดหน้าให้โดยตรงเลย

“อือออ... ง่วง...”

ตึง!

ไม่นานนัก ผู้ตื่นรู้คนสุดท้ายก็ล้มลง

‘มานาหมดแล้วสินะ’

ในเวลาเดียวกัน กระถางเครื่องหอมก็ดูเหมือนจะหมดฤทธิ์ ควันที่เคยพวยพุ่งออกมาก็หยุดชะงักลง

ฉันขว้างกระถางเครื่องหอมที่ใช้หมดแล้วทิ้งไปอย่างไม่ใยดี

แล้วมุ่งหน้าลงไปชั้นล่างโดยไม่รอช้า

‘ตอนนี้ความแตกแล้วว่าฉันกำลังหนี แถมกระถางเครื่องหอมก็ไม่มีแล้ว ต่อไปคงไม่ง่ายเหมือนเดิมแน่’

เพราะฝืนขยับตัว หัวเข่าเลยเริ่มประท้วงด้วยความเจ็บปวด

แต่ฉันก็ไม่หยุดก้าวเดิน ผลจากการอดทนต่อความเจ็บปวดนั้น ในที่สุดฉันก็เจอทางออกจนได้

‘โอ้!’

ในที่สุดก็มาถึงชั้น 1 ของอาคาร

สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของเกตที่อยู่อีกฟากหนึ่งของประตูคู่บานยักษ์ที่ตั้งอยู่สุดทางเดิน

ประตูบานใหญ่ขนาดนั้นต้องเป็นประตูหน้าของชั้น 1 แน่ๆ รสนิยมสถาปนิกในโลกนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนั้นไม่ใช่หรือไง

ฉันร้อนรนเมื่ออยู่ต่อหน้าทางออก จึงกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้าไปหาประตู

‘ไม่ได้ล็อกด้วย!’

ในที่สุด ก็ถึงช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ที่จะได้ออกไปข้างนอกตึกร้างที่เหม็นอับนี่เสียที

...ซึ่งมันควรจะเป็นอย่างนั้นน่ะนะ

“ท่านประธานครับ! มีวิทยุแจ้งมาว่าตอนนี้มีผู้ตื่นรู้หนีออกมาและกำลังลงมาที่ชั้นนี้ครับ...!”

พรึ่บ! ทันทีที่ผลักประตูเปิดออก ภาพตรงหน้าที่ปรากฏกลับเหนือความคาดหมายโดยสิ้นเชิง

ห้องขนาดประมาณ 20 พยองที่ถูกต่อเติมขึ้นมาอย่างหยาบๆ

กลางห้องนั้นมีเกตสีฟ้าส่องประกายอยู่

และตรงหน้าเกตนั้น มีชายชราที่ถือไม้เท้าคนหนึ่งซึ่งเพิ่งเดินออกมาจากเกต พร้อมกับคังชางโฮ

“เฮ้ย! มาถึงนี่แล้วเหรอ!”

“หนะ... หนีออกมาไม่ได้เพื่อจะไปข้างนอก แต่ตั้งใจมาหาประธานงั้นเหรอ?”

ฉันไม่ได้ใช้เวทมนตร์ธาตุน้ำเลยสักนิด แต่เหงื่อกาฬกลับไหลโทรมไปตามแผ่นหลัง

‘อ้าว?’

เกตตั้งอยู่ภายในอาคารงั้นเหรอ...?

“ไอ้หมอนี่มันใครกัน จัดการสินค้ายังไงถึงปล่อยให้หลุดออกมาได้!”

ชายสูงวัยที่แต่งกายหรูหราตะโกนขึ้น ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนที่มีตำแหน่งสูงสุดที่นี่

ทว่าฉันไม่มีเวลาไปสนใจคำพูดของอีกฝ่ายหรอก

‘ถ้าคังชางโฮอยู่นอกเกตล่ะก็ ฉันคงจับมานาของมันได้และหนีไปแล้ว...’

ที่อุตส่าห์ตามมาแทบตายเพราะนึกว่าเป็นทางออก ที่แท้ดันเป็นที่ที่บอสขององค์กรอยู่นี่เอง

“คุ้มกันท่านประธาน!”

ดูเหมือนว่าเกตในร่มนี้จะเป็นสถานที่ที่สำคัญมากสำหรับพวกมัน

เหล่านักเวทที่มีระดับต่างจากพวกปลายแถวที่เจอมาเมื่อครู่จ้องเขม็งมาทางฉัน

ทางนี้ยังทำอะไรไม่ถูกเพราะกำลังตกใจ ส่วนศัตรูก็มองมาที่ฉันแล้วถามว่า

“ไอ้ระดับ F! แกสลัดพวกผู้ตื่นรู้จำนวนมากที่ไปจับตัวแกได้ยังไง?”

“......”

“จนป่านนี้ยังไม่มีใครลงมาเลย หรือว่า...”

ฉันไม่อยากตอบคำถามของพวกโจรลักพาตัวหรอกนะ

ในเมื่อไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเสวนาด้วย ฉันเลยนิ่งเงียบไป ผลที่ตามมาคือสีหน้าของฮันเตอร์ที่ยืนคุมข้างประธานกลายเป็นสีซีดเผือด

ทำไมล่ะ?

‘โกรธที่ฉันเมินคำพูดเหรอ?’

จะว่าไป ท่าทางของพวกมันทุกคนดูแปลกๆ

แทนที่จะเข้ามาสยบระดับ F ที่หนีออกมา พวกมันกลับเอาแต่ยืนตัวสั่น

“ไอ้หมอนี่ไม่ใช่ระดับ F แต่เป็นพวกแจ้งข้อมูลเท็จงั้นเหรอ?”

“...!”

อ๋อ อย่างนี้นี่เอง

ดูเหมือนพวกนี้จะไม่รู้ว่าฉันใช้กระถางเครื่องหอมทำให้ลูกน้องพวกมันสลบไป

คงเข้าใจผิดไปเองว่าฉันใช้วิธีลับบางอย่างจัดการคนพวกนั้นมาได้ทั้งหมด

‘หึ พวกขี้ขลาด! ถ้าวางท่าข่มขวัญดีๆ ป่านนี้คงหนีไปได้ง่ายๆ แล้ว!’

ฉันยืนตัวตรงอย่างผ่อนคลาย

ทิ้งไหล่ในท่าทางที่ดูสุขุมเยือกเย็น เมื่อเห็นดังนั้นพวกโจรลักพาตัวต่างก็พึมพำว่า ‘นั่นไงล่ะ’ แล้วเริ่มตึงเครียดกันมากขึ้น

ทว่า การกระทำนี้ไม่ใช่เพื่อการบลัฟแต่อย่างใด

‘พินาศแล้ว’

จริงๆ คือตอนนี้ร่างกายฉันน่ะไม่มีแรงเหลือแล้วต่างหาก

ไอ้เรื่องที่ว่าถ้าบลัฟแล้วจะหนีไปได้น่ะ... มันจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อไม่มีหมอนั่นอยู่เท่านั้นแหละ

“เฮ้อ ขออภัยด้วยนะคุณคัง พอดีการซื้อขายคนสำคัญเพิ่งจะสำเร็จลุล่วงไป แต่กลับต้องมาให้เห็นเรื่องน่าอายแบบนี้”

ไอ้คนที่เป็นประธานขององค์กรนี้จัดหมวกเฟโดราให้เข้าที่พลางกล่าวขอโทษคังชางโฮ ก่อนจะเสนอขึ้นมาว่า

“รู้ว่าเป็นการขอร้องที่เสียมารยาทไปหน่อย แต่พอจะช่วยอะไรสักนิดได้ไหม?”

“ช่วยอะไรครับ?”

“ก็จับตัวฮันเตอร์คนนั้นให้หน่อยน่ะสิ พอดีตอนเที่ยงคืนจะมีพนักงานขนส่งมารับตัวพอดี”

“อ๋อ”

“แน่นอนว่าพวกเด็กๆ ของผมก็น่าจะสยบมันได้อยู่หรอก แต่ถ้าฮันเตอร์ระดับ S ออกโรงเอง มันก็น่าจะชัวร์และรวดเร็วกว่าไม่ใช่เหรอ?”

ไอ้แก่ไร้ยางอายนี่ โยนงานไปให้ VIP ซะงั้น

“แน่นอนครับ ต้องช่วยอยู่แล้ว ในเมื่อเราลงเรือลำเดียวกันแล้วนี่”

แน่นอนว่า VIP ของเราไม่ลังเลเลยสักนิด

“ฮ่าๆ! สมกับเป็นคุณจริงๆ อ้อ เห็นบอกว่าอยากได้นักประเมินคนนั้นด้วยใช่ไหม? ถือโอกาสนี้ผมจะลดราคาให้แบบใจป้ำเลยแล้วกัน”

พวกมันตกลงซื้อขายกันอย่างหน้าตาเฉยราวกับเห็นคนเป็นแค่สิ่งของ

แม้จะเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจที่สุด แต่ฉันกลับพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว

“คิมกิรยอ ได้ยินไหม? เขาบอกว่าจะลดค่าตัวนายให้นะ”

“....”

“ดูเหมือนคุณประธานจะรู้ดีว่า หลังจากนี้ ‘สินค้า’ คงจะมีกระดูกหักสักสองสามแห่งน่ะ”

ความต่างชั้นระหว่างฮันเตอร์ระดับ F และฮันเตอร์ระดับ S จะเปรียบเป็นไข่กับหินก็ยังดูถ่อมตัวเกินไป

แค่การโจมตีของคังชางโฮเฉียดฉันเพียงเล็กน้อย ร่างกายนี้คงแหลกเป็นผุยผงแน่ๆ แล้วฉันจะไปสู้กับมันได้ยังไง

‘ทำไงดี? ตำรวจเมื่อไหร่จะมา? จะมาจริงๆ ใช่ไหม? ยุนซึงอา หลับอยู่เหรอ? ได้อ่านข้อความของฉันหรือยัง?’

ฉันซ่อนมือที่สั่นเทาไว้ในกระเป๋าและพยายามรักษาท่าทางนิ่งสงบเอาไว้

จากนั้น คังชางโฮก็ค่อยๆ เดินออกมาอย่างใจเย็น

“ยืนนิ่งเชียวนะ ทำไมไม่ลองวิ่งหนีตอนนี้ดูล่ะ?”

มุมปากของเขาประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ มันเป็นรอยยิ้มที่ปรุงแต่งขึ้นมา

“พอดีทางด้านหลังก็เปิดโล่งอยู่พอดี ถ้าพยายามวิ่งหนีสุดชีวิตล่ะก็ ฉันจะเห็นแก่ความพยายามแล้วยอมปล่อยไปสักครั้งก็ได้นะ”

เฮ้อ แกคิดว่าฉันไม่อยากวิ่งจนตัวสั่นหรือไงล่ะ?

“ฮันเตอร์คังชางโฮ”

ฉันเอ่ยออกไปในใจที่เริ่มจะปล่อยวาง

“ที่ผ่านมา เคยเห็นฉันวิ่งบ้างไหมล่ะ?”

เมื่อได้ยินคำนั้น คังชางโฮก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง

ต่อให้เป็นนายก็คงคิดว่ามันแปลกสินะ

“ไม่สิ นายมัน...”

ตั้งแต่ตอนที่เจอฮันเตอร์ระดับ S ครั้งแรก

ตอนที่ถูกหมาป่าทมิฬไล่ล่าในเกต

หรือแม้แต่ในวินาทีนี้

“ไม่มีเลย นายไม่เคยวิ่งเลย”

สีหน้าของคังชางโฮที่กำลังทบทวนเหตุการณ์ในอดีตเริ่มแข็งค้าง

รอยยิ้มที่เคยมีอยู่ที่มุมปากเลือนหายไปจนสิ้น

“ไม่เลยแม้แต่ครั้งเดียว”

คังชางโฮเบิกตากว้างและเริ่มจ้องมองมาที่ฉันอย่างพินิจพิเคราะห์

เมื่อเขาเงียบไป ความตึงเครียดที่รุนแรงราวกับจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อก็เข้าปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

25

20px

“เฮ้อ ให้ตายสิ ถ้าเพียงแต่ฉันใช้เวทมนตร์ได้ล่ะก็ ไอ้ขยะพวกนี้คง...”

ฉันกำลังรีบร้อน

หลังจากจัดการยามที่เฝ้าอยู่หน้าโกดังจนสลบไป ฉันก็ตั้งใจจะรีบเคลื่อนที่ต่อทันที

แต่แล้วเท้าของฉันก็ไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่าง

‘อะไรน่ะ?’

พอก้มลงมอง ก็เห็นโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งตกอยู่ที่ปลายเท้า

จะว่าไป เมื่อกี้มัวแต่ยุ่งกับการลอบโจมตีเลยไม่ทันสังเกต ดูเหมือนเจ้ายามคนหนึ่งจะกำลังนั่งเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ด้วยสินะ

มันคงหลุดมือตอนที่หมอนั่นหลับไปล่ะมั้ง?

‘ประจวบเหมาะพอดี!’

เดิมทีการขโมยครั้งแรกน่ะมันยาก แต่ครั้งที่สองเป็นต้นไปน่ะง่ายนิดเดียว

ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือที่หน้าจอยังเปิดค้างอยู่ขึ้นมาแล้วกดปุ่ม

[กำลังโทรออก · · · 112☎]

ปลายสายที่ฉันจะโทรหานั้นถูกกำหนดไว้แล้ว

- สวัสดีครับ สถานีตำรวจครับ เกิดเรื่องอะไรขึ้นครับ?

จากการค้นหาความทรงจำของคิมกิรยอ ในดาวเคราะห์ดวงนี้ เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน การโทรหาตำรวจถือเป็นสามัญสำนึกพื้นฐาน

“เอ่อ คือผมถูก... ลักพาตัวมาน่ะครับ”

ฉันรีบพูดออกไป

แต่ทว่า บทสนทนาที่ตามมากลับต่างจากที่จินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง

- ครับ?

“อะไรนะ?”

- ฮัลโหล?

“ไม่ได้ยินเหรอ?”

- ช่วยพูดดังๆ หน่อยครับ

“บอกว่าถูกลักพาตัวไง!”

- ฮัลโหล?

ทำไมตำรวจถึงตอบสนองแบบนี้ล่ะ? ราวกับว่าเขาไม่ได้ยินเสียงของฉันเลย...

“หรือว่าโทรศัพท์จะพัง?”

ฉันกดวางสายทันที ในเมื่อส่งเสียงไปไม่ถึงก็ไม่มีประโยชน์ที่จะดึงเวลาให้เสียเปล่า

“ฟังก์ชันอื่นก็น่าจะยังใช้ได้ปกตินะ”

เอาล่ะ

ถ้าโทรศัพท์ใช้ไม่ได้ งั้นลองส่งข้อความดูแล้วกัน

ฉันตั้งสติแล้วพิมพ์ข้อความที่จะส่งให้ตำรวจ

เขียนไปอย่างสั้นๆ ได้ใจความว่า ตอนนี้ฉันถูกลักพาตัวมา แต่ไม่รู้ตำแหน่งที่แน่นอน ดังนั้นช่วยหาทางสืบหาแล้วมาที่นี่ให้ที

โชคดีที่คำตอบกลับมาเร็วมาก

[Web]

[รับเรื่องเรียบร้อยแล้ว การออกปฏิบัติการอาจใช้เวลาสักครู่ ในกรณีฉุกเฉินกรุณาติดต่อ 112 ทันที]

ทำแบบนี้ไว้ ถึงแผนการจะล้มเหลว อย่างน้อยก็น่าจะได้รับความช่วยเหลือล่ะนะ

ค่อยเบาใจลงหน่อย แต่ทว่า...

[กว่าจะมาถึงที่นี่ใช้เวลาประมาณกี่นาทีครับ? ผมอยู่เฉยๆ จะปลอดภัยกว่าไหม?]

ฉันส่งข้อความไปอีกหนึ่งฉบับเพื่อตัดสินใจว่าจะหนีออกไปเอง หรือจะปักหลักรออยู่ตรงนี้ดี

[Web]

[รับเรื่องเรียบร้อยแล้ว การออกปฏิบัติการอาจใช้เวลาสักครู่ ในกรณีฉุกเฉินกรุณาติดต่อ 112 ทันที]

พอเห็นข้อความที่ตอบกลับมา ความวิตกกังวลก็พุ่งพล่านขึ้นมาทันที

อะไรกันเนี่ย ไอ้คำตอบกลไกราวกับก๊อปปี้วางนี่

ได้อ่านคำถามบ้างหรือเปล่า? ไม่สิ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเป็นแบบนี้ที่แจ้งความไปตอนแรกน่ะ มันได้รับเรื่องจริงๆ ใช่ไหม?

‘มะ... ไม่รู้แล้วเว้ย’

ฉันเริ่มไม่มั่นใจ

ดังนั้นฉันจึงตัดสินใจซื้อประกันความเสี่ยงเอาไว้เล็กน้อย

สำหรับฉันแล้ว เบอร์โทรศัพท์ของฮันเตอร์อันยุนซึงน่ะ จำได้ขึ้นใจอยู่แล้ว

‘เอาล่ะ ส่งข้อความเรียบร้อย’

ในเมื่อแจ้งเหตุเสร็จแล้ว ก็มาดำเนินการหลบหนีกันต่อ

ในวินาทีนี้ กลิ่นดอกไม้อ่อนๆ ยังคงลอยออกมาจากกระถางเครื่องหอม

***

“อะไรวะ? ตอนนี้ทั้ง VIP ทั้งประธานก็อยู่กันครบ ใครใช้ให้แกใส่สูทสภาพแบบนั้นมา...”

ไอ้มนุษย์โลกตัวล่ำ ตัดจบ

“เอ๊ะ? ในพวกเรามีคนทำสีผมด้วยเหรอ?”

แกก็หลบไป

“อะ... อะก๊าก หนึ่งในพวกผู้ตื่นรู้ที่ลักพาตัวมางั้นเหรอ? หยุดนะ! ถ้าไม่หยุดล่ะก็...!”

แล้วจะทำไม?

“หลีกไปซะ”

เคร้ง! เสียงแหลมสูงดังขึ้นอีกครั้ง

แรงสั่นสะเทือนที่ค่อยๆ แผ่ออกมาฟังดูคล้ายกับเสียงของขันหิมาลัย

“อุปกรณ์เวทมนตร์แบบนี้น่ะ ฟาดใส่หน้าไปเลยจะได้ผลเร็วที่สุด”

ฉันคิดพลางควงโซ่ของกระถางเครื่องหอมในมือไปมา

ก่อนอื่น แผนการแรกคือการหนีออกไปจากที่ที่เต็มไปด้วยพวกโจรลักพาตัวนี่ให้ได้

ปัญหาคือฉันไม่รู้โครงสร้างของตึกนี้เลยแม้แต่นิดเดียว

‘สิ่งที่สำคัญคือทิศทางของทางออก พวกบ้านี่เล่นปิดหน้าต่างทุกบานจนมิดเลย’

ดังนั้น เพื่อที่จะออกไปข้างนอก ฉันจึงต้องหาจุดสังเกตของตัวเอง

สิ่งที่แผ่แรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนแม้แต่มหาจอมเวทที่สิ้นลายก็ยังแกะรอยได้ และต้องเป็นสิ่งที่อยู่ภายนอกอาคาร

‘ยังโชคดีที่มีเกตอยู่ในระยะที่ตรวจจับได้พอดี’

เกต

สนามล่าของพวกฮันเตอร์มักจะอยู่ตามป่าเขาหรือลานกว้างนอกสิ่งก่อสร้างของมนุษย์เสมอ

ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงกำลังเคลื่อนที่ตามมานาของเกตที่อยู่ใกล้ที่สุดในตอนนี้

‘เพราะเป็นพวกที่หากินกับการลักพาตัวระดับ F หรือเปล่านะ ถึงไม่ค่อยมีนักเวทที่เก่งกาจเลย’

อย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณไอเทมกระถางเครื่องหอมที่ทำให้ทุกอย่างราบรื่น

“อึก!”

ไม่สิ ขอถอนคำพูด

มันก็ไม่ได้ราบรื่นไปซะหมดหรอก คิมกิรยอมีข้อเสียที่ฉกรรจ์อยู่อย่างหนึ่ง

“บัดซบเอ๊ย ยังไม่ได้วิ่งเลยด้วยซ้ำ แต่ขามาเริ่มออกอาการแล้ว...!”

จู่ๆ สะบ้าหัวเข่าขวาก็เริ่มเจ็บแปลบราวกับจะฉีกขาด

ร่างกายนี้เป็นร่างกายที่วิ่งไม่ได้ อย่าว่าแต่จะวิ่งเลย แค่เดินนานๆ หน่อยขาก็เริ่มปวดรุนแรงแล้ว

ไม่ใช่แค่ความเจ็บปวดเท่านั้น ยิ่งเวลาผ่านไป แรงที่ขาเริ่มหายไปทีละน้อย

‘ไอ้เวรเอ๊ย’

ฉันกล้ำกลืนฝืนทนแล้วเปลี่ยนมาเดินเร็วแทน

ในสถานการณ์แบบนี้ยังต้องมาเดินทอดน่องแบบนี้อีกเหรอเนี่ย อึดอัดชะมัด ให้ตายสิ

“อ๊ะ! อยู่นั่นไง! อยู่นั่น!”

“จับมันไว้!”

“อย่าให้มันลงไปชั้นล่างได้เด็ดขาด!”

แต่ในตอนนั้นเอง

ดูเหมือนจะมีเสียงฝีเท้าของคนจำนวนมากกรูมาจากชั้นบน และฉันก็ดันไปเผชิญหน้ากับพวกผู้ไล่ล่าเข้าพอดี

‘ว้าก!’

อีกนิดเดียวก็จะถึงเกตแล้วเชียว!

การหลบหนีมาถึงช่วงสุดท้ายแล้ว ในเมื่อเป็นแบบนี้ก็มีแต่ต้องฝ่าพวกมันไปให้ได้เท่านั้น

“หือ? เดี๋ยวสิ ในมือไอ้ระดับ F นั่น หรือว่าจะเป็น...!”

“มันถือไอ้นั่นอยู่ได้ยังไง!”

และพอดีเลยที่ฉันมีของดีไว้รับมือกับพวกผู้ตื่นรู้จำนวนมาก

“ทุกคน กลั้นหายใจ! มะ... หน้ากาก ใครมีหน้ากากบ้าง...”

จะมากลั้นหายใจตอนนี้มันก็สายไปแล้ว

ฉันเดินผ่านโถงทางเดินโดยไม่หยุดควงกระถางเครื่องหอมในมือ

ด้วยเหตุนั้น ควันจากกระถางเครื่องหอมจึงอบอวลไปทั่วชั้นบรรยากาศจนแทบจะซึมเข้าผิวหนังได้เลยทีเดียว

“อึก...”

“แฮก!”

พวกมันล้มลงกองกับพื้นทีละคนสองคน

ในบรรดานั้นก็มีพวกที่ทนได้นานหน่อยเหมือนกัน แต่สำหรับพวกนั้น ฉันก็จะเอาเครื่องหอมฟาดหน้าให้โดยตรงเลย

“อือออ... ง่วง...”

ตึง!

ไม่นานนัก ผู้ตื่นรู้คนสุดท้ายก็ล้มลง

‘มานาหมดแล้วสินะ’

ในเวลาเดียวกัน กระถางเครื่องหอมก็ดูเหมือนจะหมดฤทธิ์ ควันที่เคยพวยพุ่งออกมาก็หยุดชะงักลง

ฉันขว้างกระถางเครื่องหอมที่ใช้หมดแล้วทิ้งไปอย่างไม่ใยดี

แล้วมุ่งหน้าลงไปชั้นล่างโดยไม่รอช้า

‘ตอนนี้ความแตกแล้วว่าฉันกำลังหนี แถมกระถางเครื่องหอมก็ไม่มีแล้ว ต่อไปคงไม่ง่ายเหมือนเดิมแน่’

เพราะฝืนขยับตัว หัวเข่าเลยเริ่มประท้วงด้วยความเจ็บปวด

แต่ฉันก็ไม่หยุดก้าวเดิน ผลจากการอดทนต่อความเจ็บปวดนั้น ในที่สุดฉันก็เจอทางออกจนได้

‘โอ้!’

ในที่สุดก็มาถึงชั้น 1 ของอาคาร

สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของเกตที่อยู่อีกฟากหนึ่งของประตูคู่บานยักษ์ที่ตั้งอยู่สุดทางเดิน

ประตูบานใหญ่ขนาดนั้นต้องเป็นประตูหน้าของชั้น 1 แน่ๆ รสนิยมสถาปนิกในโลกนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนั้นไม่ใช่หรือไง

ฉันร้อนรนเมื่ออยู่ต่อหน้าทางออก จึงกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้าไปหาประตู

‘ไม่ได้ล็อกด้วย!’

ในที่สุด ก็ถึงช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ที่จะได้ออกไปข้างนอกตึกร้างที่เหม็นอับนี่เสียที

...ซึ่งมันควรจะเป็นอย่างนั้นน่ะนะ

“ท่านประธานครับ! มีวิทยุแจ้งมาว่าตอนนี้มีผู้ตื่นรู้หนีออกมาและกำลังลงมาที่ชั้นนี้ครับ...!”

พรึ่บ! ทันทีที่ผลักประตูเปิดออก ภาพตรงหน้าที่ปรากฏกลับเหนือความคาดหมายโดยสิ้นเชิง

ห้องขนาดประมาณ 20 พยองที่ถูกต่อเติมขึ้นมาอย่างหยาบๆ

กลางห้องนั้นมีเกตสีฟ้าส่องประกายอยู่

และตรงหน้าเกตนั้น มีชายชราที่ถือไม้เท้าคนหนึ่งซึ่งเพิ่งเดินออกมาจากเกต พร้อมกับคังชางโฮ

“เฮ้ย! มาถึงนี่แล้วเหรอ!”

“หนะ... หนีออกมาไม่ได้เพื่อจะไปข้างนอก แต่ตั้งใจมาหาประธานงั้นเหรอ?”

ฉันไม่ได้ใช้เวทมนตร์ธาตุน้ำเลยสักนิด แต่เหงื่อกาฬกลับไหลโทรมไปตามแผ่นหลัง

‘อ้าว?’

เกตตั้งอยู่ภายในอาคารงั้นเหรอ...?

“ไอ้หมอนี่มันใครกัน จัดการสินค้ายังไงถึงปล่อยให้หลุดออกมาได้!”

ชายสูงวัยที่แต่งกายหรูหราตะโกนขึ้น ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนที่มีตำแหน่งสูงสุดที่นี่

ทว่าฉันไม่มีเวลาไปสนใจคำพูดของอีกฝ่ายหรอก

‘ถ้าคังชางโฮอยู่นอกเกตล่ะก็ ฉันคงจับมานาของมันได้และหนีไปแล้ว...’

ที่อุตส่าห์ตามมาแทบตายเพราะนึกว่าเป็นทางออก ที่แท้ดันเป็นที่ที่บอสขององค์กรอยู่นี่เอง

“คุ้มกันท่านประธาน!”

ดูเหมือนว่าเกตในร่มนี้จะเป็นสถานที่ที่สำคัญมากสำหรับพวกมัน

เหล่านักเวทที่มีระดับต่างจากพวกปลายแถวที่เจอมาเมื่อครู่จ้องเขม็งมาทางฉัน

ทางนี้ยังทำอะไรไม่ถูกเพราะกำลังตกใจ ส่วนศัตรูก็มองมาที่ฉันแล้วถามว่า

“ไอ้ระดับ F! แกสลัดพวกผู้ตื่นรู้จำนวนมากที่ไปจับตัวแกได้ยังไง?”

“......”

“จนป่านนี้ยังไม่มีใครลงมาเลย หรือว่า...”

ฉันไม่อยากตอบคำถามของพวกโจรลักพาตัวหรอกนะ

ในเมื่อไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเสวนาด้วย ฉันเลยนิ่งเงียบไป ผลที่ตามมาคือสีหน้าของฮันเตอร์ที่ยืนคุมข้างประธานกลายเป็นสีซีดเผือด

ทำไมล่ะ?

‘โกรธที่ฉันเมินคำพูดเหรอ?’

จะว่าไป ท่าทางของพวกมันทุกคนดูแปลกๆ

แทนที่จะเข้ามาสยบระดับ F ที่หนีออกมา พวกมันกลับเอาแต่ยืนตัวสั่น

“ไอ้หมอนี่ไม่ใช่ระดับ F แต่เป็นพวกแจ้งข้อมูลเท็จงั้นเหรอ?”

“...!”

อ๋อ อย่างนี้นี่เอง

ดูเหมือนพวกนี้จะไม่รู้ว่าฉันใช้กระถางเครื่องหอมทำให้ลูกน้องพวกมันสลบไป

คงเข้าใจผิดไปเองว่าฉันใช้วิธีลับบางอย่างจัดการคนพวกนั้นมาได้ทั้งหมด

‘หึ พวกขี้ขลาด! ถ้าวางท่าข่มขวัญดีๆ ป่านนี้คงหนีไปได้ง่ายๆ แล้ว!’

ฉันยืนตัวตรงอย่างผ่อนคลาย

ทิ้งไหล่ในท่าทางที่ดูสุขุมเยือกเย็น เมื่อเห็นดังนั้นพวกโจรลักพาตัวต่างก็พึมพำว่า ‘นั่นไงล่ะ’ แล้วเริ่มตึงเครียดกันมากขึ้น

ทว่า การกระทำนี้ไม่ใช่เพื่อการบลัฟแต่อย่างใด

‘พินาศแล้ว’

จริงๆ คือตอนนี้ร่างกายฉันน่ะไม่มีแรงเหลือแล้วต่างหาก

ไอ้เรื่องที่ว่าถ้าบลัฟแล้วจะหนีไปได้น่ะ... มันจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อไม่มีหมอนั่นอยู่เท่านั้นแหละ

“เฮ้อ ขออภัยด้วยนะคุณคัง พอดีการซื้อขายคนสำคัญเพิ่งจะสำเร็จลุล่วงไป แต่กลับต้องมาให้เห็นเรื่องน่าอายแบบนี้”

ไอ้คนที่เป็นประธานขององค์กรนี้จัดหมวกเฟโดราให้เข้าที่พลางกล่าวขอโทษคังชางโฮ ก่อนจะเสนอขึ้นมาว่า

“รู้ว่าเป็นการขอร้องที่เสียมารยาทไปหน่อย แต่พอจะช่วยอะไรสักนิดได้ไหม?”

“ช่วยอะไรครับ?”

“ก็จับตัวฮันเตอร์คนนั้นให้หน่อยน่ะสิ พอดีตอนเที่ยงคืนจะมีพนักงานขนส่งมารับตัวพอดี”

“อ๋อ”

“แน่นอนว่าพวกเด็กๆ ของผมก็น่าจะสยบมันได้อยู่หรอก แต่ถ้าฮันเตอร์ระดับ S ออกโรงเอง มันก็น่าจะชัวร์และรวดเร็วกว่าไม่ใช่เหรอ?”

ไอ้แก่ไร้ยางอายนี่ โยนงานไปให้ VIP ซะงั้น

“แน่นอนครับ ต้องช่วยอยู่แล้ว ในเมื่อเราลงเรือลำเดียวกันแล้วนี่”

แน่นอนว่า VIP ของเราไม่ลังเลเลยสักนิด

“ฮ่าๆ! สมกับเป็นคุณจริงๆ อ้อ เห็นบอกว่าอยากได้นักประเมินคนนั้นด้วยใช่ไหม? ถือโอกาสนี้ผมจะลดราคาให้แบบใจป้ำเลยแล้วกัน”

พวกมันตกลงซื้อขายกันอย่างหน้าตาเฉยราวกับเห็นคนเป็นแค่สิ่งของ

แม้จะเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจที่สุด แต่ฉันกลับพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว

“คิมกิรยอ ได้ยินไหม? เขาบอกว่าจะลดค่าตัวนายให้นะ”

“....”

“ดูเหมือนคุณประธานจะรู้ดีว่า หลังจากนี้ ‘สินค้า’ คงจะมีกระดูกหักสักสองสามแห่งน่ะ”

ความต่างชั้นระหว่างฮันเตอร์ระดับ F และฮันเตอร์ระดับ S จะเปรียบเป็นไข่กับหินก็ยังดูถ่อมตัวเกินไป

แค่การโจมตีของคังชางโฮเฉียดฉันเพียงเล็กน้อย ร่างกายนี้คงแหลกเป็นผุยผงแน่ๆ แล้วฉันจะไปสู้กับมันได้ยังไง

‘ทำไงดี? ตำรวจเมื่อไหร่จะมา? จะมาจริงๆ ใช่ไหม? ยุนซึงอา หลับอยู่เหรอ? ได้อ่านข้อความของฉันหรือยัง?’

ฉันซ่อนมือที่สั่นเทาไว้ในกระเป๋าและพยายามรักษาท่าทางนิ่งสงบเอาไว้

จากนั้น คังชางโฮก็ค่อยๆ เดินออกมาอย่างใจเย็น

“ยืนนิ่งเชียวนะ ทำไมไม่ลองวิ่งหนีตอนนี้ดูล่ะ?”

มุมปากของเขาประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ มันเป็นรอยยิ้มที่ปรุงแต่งขึ้นมา

“พอดีทางด้านหลังก็เปิดโล่งอยู่พอดี ถ้าพยายามวิ่งหนีสุดชีวิตล่ะก็ ฉันจะเห็นแก่ความพยายามแล้วยอมปล่อยไปสักครั้งก็ได้นะ”

เฮ้อ แกคิดว่าฉันไม่อยากวิ่งจนตัวสั่นหรือไงล่ะ?

“ฮันเตอร์คังชางโฮ”

ฉันเอ่ยออกไปในใจที่เริ่มจะปล่อยวาง

“ที่ผ่านมา เคยเห็นฉันวิ่งบ้างไหมล่ะ?”

เมื่อได้ยินคำนั้น คังชางโฮก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง

ต่อให้เป็นนายก็คงคิดว่ามันแปลกสินะ

“ไม่สิ นายมัน...”

ตั้งแต่ตอนที่เจอฮันเตอร์ระดับ S ครั้งแรก

ตอนที่ถูกหมาป่าทมิฬไล่ล่าในเกต

หรือแม้แต่ในวินาทีนี้

“ไม่มีเลย นายไม่เคยวิ่งเลย”

สีหน้าของคังชางโฮที่กำลังทบทวนเหตุการณ์ในอดีตเริ่มแข็งค้าง

รอยยิ้มที่เคยมีอยู่ที่มุมปากเลือนหายไปจนสิ้น

“ไม่เลยแม้แต่ครั้งเดียว”

คังชางโฮเบิกตากว้างและเริ่มจ้องมองมาที่ฉันอย่างพินิจพิเคราะห์

เมื่อเขาเงียบไป ความตึงเครียดที่รุนแรงราวกับจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อก็เข้าปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง