Cover

27

‘ต่อให้จะเป็นคนใจกล้าบ้าบิ่นแค่ไหน แต่เกือบจะถูกส่งไปขายต่างประเทศแท้ๆ ปฏิกิริยากลับดูแปลกชะมัด!’

ซอนอูยอนเงยหน้าขึ้นสังเกตใบหน้าของชายหนุ่ม

บรรยากาศรอบตัวเขาช่างเย็นชาเสียจนไม่เห็นแม้แต่ความสั่นไหวเพียงเล็กน้อย

เมื่อลองคิดดูว่านั่นคือสีหน้าที่เหยื่อลักพาตัวควรจะแสดงออกมาหรือไม่ เธอก็ได้แต่เอียงคอด้วยความสงสัย

“…….”

องค์กรลักพาตัวผู้ตื่นรู้ที่ตามหาเบาะแสไม่ได้มานานหลายเดือน กลับถูกกวาดล้างในคราวเดียว

แม้จะเป็นข่าวดี แต่ซอนอูยอนก็ไม่อาจยิ้มออกมาได้เต็มที่

‘หรือว่า…….’

เป็นไปได้ไหมว่า ผู้ชายตรงหน้าคนนี้อาจจะจงใจปล่อยให้ตัวเองถูกลักพาตัวเพื่อจัดฉากสถานการณ์ทั้งหมดขึ้นมา

“คุณซอนอูยอนคะ”

วี้หว่อ— วี้หว่อ— ท่ามกลางเสียงไซเรนที่แผดจ้า ใครบางคนแอบลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่

ซอนอูยอนพยายามปกปิดท่าทีประหม่าอย่างสุดความสามารถ ขณะที่ฮันเตอร์ระดับ F มองมาที่เธอแล้วเอ่ยถามสั้นๆ

“พวกตำรวจบอกว่าใกล้จะได้เวลาย้ายไปที่สถานีแล้ว คุณซอนอูยอนจะไปด้วยกันไหมคะ?”

เขากลามถามด้วยดวงตาที่เหมือนกับงูแมวเซาที่ขดตัวอยู่ในปลักโคลน

***

วันอันแสนวุ่นวายราวกับพายุผ่านพ้นไป

“ไอ้คังชางโฮ เฮงซวยเอ๊ย!”

หลังจากผ่านการให้ปากคำอย่างต่อเนื่องจนถึงรุ่งเช้า พอได้กลับมาถึงบ้าน ฉันก็ทิ้งตัวลงบนที่นอนทันที

“เพราะไอ้หมอนั่นหนีไปแท้ๆ ฉันเลยต้องมานั่งปั้นน้ำเป็นตัวอธิบายจนเหงื่อตก! เฮ้อ เกือบตายไปแล้วไหมล่ะ”

โดนลักพาตัวไม่พอ ยังเกือบจะโดนใส่ความอีก

ให้ตายเถอะ ตั้งแต่มาจุติใหม่ไม่มีเรื่องดีๆ เลยสักอย่าง ฉันบ่นพึมพำอยู่นานก่อนจะค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้น

โครกคราก... เสียงท้องร้องดังระงมเพราะอดข้าวมานาน

“อื้อหือ หิวชะมัด”

ยังดีที่ระหว่างทางกลับบ้านแอบซื้อขนมปังติดมือมาด้วย

ฉันยัดขนมปังไส้ถั่วแดงที่ซื้อจากมาร์ตเข้าปากพลางทิ้งตัวลงนั่ง

‘แต่ก็นะ... จากเรื่องครั้งนี้ก็ได้ ‘ของ’ สิ่งนั้นมา ถือว่าผลลัพธ์คุ้มค่าอยู่’

และในตอนนั้นเอง

สายตาของฉันก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่วางอยู่

วัตถุทรงกลมที่ส่องประกายสีทองอร่ามทุกครั้งที่ต้องแสงแดด รูปทรงของมันค่อนข้างคุ้นตาเลยทีเดียว

‘อุปกรณ์เวทมนตร์สถานะผิดปกติ มีติดตัวไว้สักชิ้นก็ไม่เลวเหมือนกัน’

กระถางกำยานหลับใหล

ไอเทมที่พวกโจรลักพาตัวเคยใช้ วางอยู่ในมุมหนึ่งของห้องพักคิมกิรยอ

และตอนนี้มันเป็นของฉันแล้ว ถามว่าได้มายังไงน่ะเหรอ?

ฉันย้อนนึกถึงบทสนทนากับตำรวจเมื่อครู่

-สรุปคือ คุณใช้กระถางกำยานนี้จัดการกับพวกลักพาตัวสินะครับ?

-ใช่ครับ ใช่เลย

-อา ถ้าอย่างนั้นไอเทมชิ้นนี้ก็น่าจะเป็นของคุณสินะครับ?

-?

-มิน่าล่ะ ผมลองเช็กบัญชีของเจ้าพวกนี้แล้วไม่มีชื่อไอเทมชิ้นนี้อยู่ในรายการเลย เห็นมันตกอยู่ข้างตัวพวกคนร้าย พวกเราเลยนึกว่าเป็นของมัน ที่แท้เพราะเป็นของเจ้าของนี่เอง คุณถึงไม่หลับไปพร้อมพวกมัน

-เอ่อ...

-ของชิ้นนี้ก็เป็นประเภทนั้นสินะครับ? ประเภทที่ไม่มีผลกับเจ้าของน่ะ

ดูเหมือนว่าอุปกรณ์ที่พวกคนร้ายพกมาจะเป็นของหายากพอสมควร

ขนาดตำรวจยังไม่รู้สรรพคุณที่แน่ชัดของไอเทมจนเข้าใจผิดเรื่องเจ้าของเลย

ด้วยเหตุนี้ เมื่อตำรวจถามว่ากระถางกำยานนี้เป็นของคุณใช่ไหม ฉันจึงตอบไปอย่างเต็มภาคภูมิว่า

-ครับ!

ถ้าเทพารักษ์ในนิทานเรื่องขวานเงินขวานทองมาเห็นเข้าคงช็อกตาค้าง!

แต่ฉันก็ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะตอนนี้ไม่ว่าจะด้วยวิธีการไหน ฉันก็จำเป็นต้องมีเครื่องมือไว้ใช้สอย

‘เมื่อกี้ควันที่เหลือมันหมดพอดีเลยทิ้งไปชั่วคราว แต่นี่มันอุปกรณ์เวทมนตร์ประเภทชาร์จไฟที่ใช้ซ้ำได้นี่นา’

ถ้าความลับแตกทีหลัง ก็แค่คืนให้ไปดีๆ ก็จบเรื่อง

ฉันคิดแบบนั้นพลางสำรวจอุปกรณ์เวทมนตร์ชิ้นใหม่คร่าวๆ

‘อืม ใช้ได้แค่กับมนุษย์สินะ ดูท่าจะไม่มีผลกับสัตว์ป่าหรือมอนสเตอร์’

ถึงเรื่องครั้งนี้จะเหนื่อยแทบตาย แต่อย่างน้อยก็ได้อุปกรณ์เวทมนตร์มาฟรีๆ ก็ถือว่าหยวนๆ กันไป

***

...และหลังจากนั้น 24 ชั่วโมง

‘หึๆ’

ในที่สุด ฉันก็ได้ก้าวเข้าสู่ก้าวย่างแห่งประวัติศาสตร์บนโลกใบนี้เสียที

‘ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ!’

การปรุง <สารขยายมานา> เสร็จสิ้นลงในวันนี้

และผลลัพธ์จากการทดลองใช้ยาตัวนี้คือ สำเร็จ! สำเร็จแล้ว!

ฉันได้เวทมนตร์กลับคืนมาแล้ว!

‘อา... อย่างที่คิด ฉันมันมหาจอมเวทอัจฉริยะในรอบหลายร้อยปีที่จะมีสักคนจริงๆ นั่นแหละ ใช่เลย’

ต้องขอบคุณเหตุการณ์ลักพาตัวเมื่อวานที่ใช้ความกลัวต่อความตายมาเป็นแรงผลักดันให้ทุ่มเทวิจัยอย่างบ้าคลั่งจนเห็นผล

‘การปรุงยานี้ขึ้นมาด้วยวัตถุดิบอันแร้นแค้นบนดาวห่างไกลแบบนี้ได้ ถ้าสมาคมเวทมนตร์รู้เข้าคงต้องหลั่งน้ำตาพลางยืนปรบมือให้แน่ๆ’

หน้าที่ของ <สารขยายมานา> นั้นเรียบง่ายมาก

เมื่อดื่มเข้าไป จะทำให้สามารถใช้เวทมนตร์ได้ชั่วคราว มันจะช่วยผลักดันให้ค่าพลังเวททะลุขีดจำกัดขั้นต่ำที่จำเป็นในการร่ายเวทมนตร์

ถ้าให้เปรียบเทียบ ก็เหมือนกับหินเหล็กไฟในไฟแช็กที่ช่วยจ่ายพลังงานเริ่มต้นอะไรประมาณนั้น

“ฟู่วว เอาละ การหายใจไม่มีปัญหา”

ประสิทธิภาพของสารขยายมานานี้คงอยู่ได้เพียง 5 นาทีเท่านั้น

แต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับการสร้างวงจรเวทมนตร์ให้สมบูรณ์

ฉันเริ่มลงมือร่ายเวทมนตร์บทแรกบนโลกในทันที

ถ้าจะให้บันทึกการเปลี่ยนแปลงนี้ตามแบบฉบับของชาวอัลฟาวูรีละก็ มันจะเป็นดังนี้:

[รายการการเปลี่ยนแปลงเวอร์ชัน 1.0.0]

● ซ่อมแซมความเสียหายของสะบ้าหัวเข่าขวาและกล้ามเนื้อน่อง

● คงสภาพร่างกาย (ระงับความชรา)

ตึก ตึก ตึก ฉันลองกระโดดเบาๆ อยู่กับที่ ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป

คิมกิรยอสามารถวิ่งได้เต็มฝีเท้าแล้ว

“ฮึก... ในที่สุด!”

ปัญหาที่คอยกวนใจมาตลอดตั้งแต่มาจุติใหม่ได้รับการแก้ไขแล้ว!

แต่ยังเร็วเกินไปที่จะดีใจ

เพราะการเดินทางต่อจากนี้ยังอีกยาวไกลเหมือนการวิ่งมาราธอน

‘พอได้ลองตรวจสอบด้วยมือตัวเองแล้วก็ยิ่งมั่นใจ ปริมาณมานาของคิมกิรยอนี่มัน... ขยะชัดๆ!’

มานาอันน้อยนิดเท่าหางอึ่งตามประสาฮันเตอร์ระดับ F

แถมปอดยังเสียหายหนักจากการสูบบุหรี่จัด

ถ้าไม่แก้โจทย์พวกนี้ให้ได้ ก็คงไม่สามารถนำความรุ่งโรจน์ในอดีตกลับคืนมาได้

แต่อย่างไรก็ตาม

‘ฉันยังปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของโลกได้ไม่ดีพอ ต้องรื้อระบบวงจรเวทมนตร์ส่วนใหญ่ที่เคยใช้ในบ้านเกิดใหม่ทั้งหมดเลย’

ผลข้างเคียงจากการจุติใหม่ทำให้ขอบเขตเวทมนตร์ที่ฉันจัดการได้นั้นแคบลงอย่างมาก

อยู่ในระดับที่ใช้ได้เพียงเวทมนตร์พื้นฐานจ๋าๆ เท่านั้นเอง

“อะไรเนี่ย? ทั้งที่ใช้เวทมนตร์ได้แล้ว แต่ทำไมพลังต่อสู้ยังกากพอๆ กับพวกพารามีเซียมแบบนี้ล่ะ?”

แถมด้วยคุณสมบัติของคิมกิรยอ แค่ร่ายเวทระดับต้นนิดหน่อย มานาก็เหือดแห้งเกลี้ยงถัง

สารขยายมานาก็เป็นของที่ถ้าไม่เว้นระยะเวลาในการดื่มให้ดีล่ะก็จะเป็นอันตรายต่อร่างกาย ขนาดใช้แค่ 1 เวทต่อ 1 วัน ร่างกายยังแทบจะรับไม่ไหว

“ไม่สิ พารามีเซียมยังดูดีกว่าคิมกิรยอด้วยซ้ำมั้ง”

ไม่รู้ทำไม ยิ่งรับรู้ความจริง อารมณ์ก็ยิ่งดิ่งลงเรื่อยๆ

อันที่จริง ไม่ว่าจะคิดยังไง วิธีแก้ปัญหาที่ต้นเหตุที่สุดก็คือการรักษาปอด

ตอนนี้เพราะสมรรถภาพของอวัยวะภายในตกต่ำ แม้แต่มานาอันน้อยนิดของระดับ F ก็ยังขับเคลื่อนได้ไม่สะดวก

ประสิทธิภาพของมานาที่ผ่านปอดอันเน่าเฟะออกมาได้ มีเพียงแค่ 6-13% เท่านั้น

ถึงแม้ตอนนี้แค่รักษาสุขภาพให้แข็งแรงจะไม่ได้ช่วยให้ได้สถานะเดิมที่สูญเสียไปกลับคืนมาทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็ต้องซ่อมแซมระบบทางเดินหายใจก่อน ถึงจะพอใช้ชีวิตเลียนแบบจอมเวทได้บ้าง ทว่า...

ปอดเป็นอวัยวะที่ละเอียดอ่อนมากนะ ถ้าเน่าดำปี๋แบบคิมกิรยอเนี่ย มันเกินขั้นที่จะซ่อมแซมได้แล้ว

ทางเดียวคือต้องผ่าเอาปอดออกแล้วเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด

แต่จะให้มารื้อร่างระดับ F ทำงานใหญ่ขนาดนั้น สู้ย้ายร่างใหม่ไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ?

อ้าว แต่ถ้าจะเปลี่ยนร่างก็ต้องใช้มหาเวท ซึ่งปอดไม่ดีเลยใช้มหาเวทไม่ได้ไง...

วนลูปนรก ปัญหามันพัวพันกันเหมือนงูกินหาง

“ฮ่าๆๆๆ”

เออ เลิกคิดเถอะ

“ไม่นึกเลยว่าแค่ซ่อมขาข้างเดียว มานาจะเกลี้ยงถังขนาดนี้ แต่ก็นะ ยังไงก็คือความสำเร็จ”

ฉันหยิบโคล่าออกมาจากตู้เย็นเพื่อดื่มฉลองให้กับความสำเร็จในวันนี้

มันเป็นจังหวะเดียวกับที่ฉันเริ่มหาข้ออ้างปลอบใจตัวเอง

-ติ๊งต่อง ติ๊งต่อง ติ๊งต่อง! ติ๊งต่อง

“หืม?”

หลังจากเงียบหายไปหลายวัน เสียงนั่นก็ดังขึ้นอีกแล้ว

‘กริ่งหน้าบ้าน? ซอนอูยอนเหรอ?’

ฉันชะงักมือที่กำลังจะเปิดกระป๋องโคล่า แล้วเดินออกไปที่หน้าประตู ค่อยๆ แย้มประตูออกดู

ภาพที่ปรากฏคือชายวัยกลางคนค่อนไปทางแก่คนหนึ่ง

“อ้าว พ่อหนุ่ม! อยู่บ้านด้วยเหรอ? ค่อยยังชั่ว กำลังว่าจะโทรหาพอดีเลย เฮ้อ”

คำศัพท์คำหนึ่งแล่นผ่านหัวฉันมาทันที

“คุณตา... เจ้าของบ้าน?”

ในความทรงจำของคิมกิรยอมีชายคนนี้อยู่

ฉันจำคู่สนทนาได้จึงเปิดประตูให้กว้างขึ้น

“ใช่ๆ ขอโทษทีนะที่จู่ๆ ก็มาหาแบบนี้ อื้มมม แต่ว่านะ...”

นี่เป็นครั้งแรกเลยมั้งที่เจอคนที่รู้จักคิมกิรยอ รู้สึกแปลกๆ ดีแฮะ

ฉันจึงตั้งใจฟังสิ่งที่เขาพูดด้วยแววตาใสซื่อ แต่ประโยคต่อมาทำเอาหนังตาของฉันหยุดกึก

“ค่าเช่ายังไม่โอนมาเลยนะ... พ่อหนุ่ม เดือนนี้ก็ยังลำบากอยู่อีกเหรอ?”

ค่าเช่า?

“แต่พ่อหนุ่มก็น่าจะรู้นะ นี่มันปาเข้าไปสามเดือนแล้ว ตาเองก็รอต่อไปไม่ไหวแล้วเหมือนกัน ขอโทษด้วยนะ”

เดือนที่สามแล้วเหรอ?

“แล้วเมื่อกี้ตอนเดินมา เห็นจดหมายเต็มตู้ไปหมดเลยหยิบติดมือมาให้ด้วย ลองดูสิ แม้แต่ค่าส่วนกลางก็ยังไม่ได้จ่ายเลยใช่ไหม?”

“คะ... คือเรื่องนั้น...”

“พ่อหนุ่ม ทำแบบนี้เขาก็โทรมาตามที่ตาเรื่อยเลย ต้องรีบจ่ายนะ”

คุณตาเจ้าของบ้านส่งซองจดหมายในมือที่ถืออยู่พวงใหญ่มาให้

ส่วนใหญ่เป็นเอกสารที่เขียนว่า ใบแจ้งหนี้

“เอาเป็นว่า ตาจะรอถึงแค่สิ้นเดือนนี้เท่านั้นนะ ถ้ายังจ่ายค่าเช่าที่ค้างอยู่ไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องย้ายออกเถอะ ตาขอร้องล่ะ”

เศษเสี้ยวความทรงจำในสมองของคิมกิรยอเริ่มผุดขึ้นมาทีละนิด

ค่าเช่าบ้าน, ค่าแก๊ส, ค่าไฟ

เมื่อคำเหล่านี้เติมเต็มสมอง ฉันจึงเอ่ยถามชายชราผู้นั้นไปว่า

“ขอโทษนะครับ ค่าเช่าบ้านของเรามันเท่าไหร่กันแน่ครับ?”

ขอหมายเหตุไว้หน่อยว่า เงินในบัญชีของฉันตอนนี้มีอยู่ 3,320 วอน

“4 แสน 5 หมื่นวอน”

…….

“อ้อ รับทราบครับ ไว้เดี๋ยวผมจะติดต่อกลับไปนะครับ”

ปัง!

ฉันปิดประตูบ้านด้วยมือที่สั่นเทาแล้วเดินกลับเข้ามาในห้อง

พอลองเปิดดูเอกสารที่คุณตาเจ้าของบ้านส่งมาให้ ฉันก็ตระหนักถึงสถานการณ์นี้ได้อย่างถ่องแท้

“ถ้าหาเงิน 1 ล้าน 3 แสน 5 หมื่นวอนมาจ่ายค่าเช่าที่ค้างไว้ไม่ได้ ฉันต้องโดนไล่ออกจากบ้านหลังนี้เหรอ?”

ค่าบ้าน! ค่าโทรศัพท์! ค่าไฟ!

ความสยดสยองครั้งใหม่เข้าจู่โจม

เมื่อลองรวมยอดจากใบแจ้งหนี้ทั้งหมดดูแล้ว... เงินที่ฉันต้องหามาให้ได้คือเกือบ 2 ล้านวอนเลยทีเดียว...!

“ถ้าถึงสิ้นเดือนนี้ ก็เหลือเวลาอีกแค่ 14 วันเองเหรอ?”

แต่มองตามความเป็นจริง การจะหาเงินจำนวนที่คุณตาบอกมาให้ทันกำหนดดูจะเป็นเรื่องยาก

ไม่ใช่แค่เรื่องค่าเช่าบ้านอย่างเดียวหรอกนะ

ถ้าโดนตัดน้ำตัดไฟขึ้นมาจะลำบากเอา ฉันต้องรีบจัดการเรื่องพวกนี้ให้เร็วที่สุด

“บ้าเอ๊ย!”

ด้วยเหตุนี้ หลังจากครุ่นคิดอย่างหนัก ฉันจึงตัดสินใจควักไม้ตายสุดท้ายออกมา

-ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด

ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เลือกเบอร์หนึ่งจากรายการที่บล็อกไว้แล้วกดแตะ

[ยกเลิกการบล็อก]

จากนั้นก็กดปุ่มโทรออกค้างไว้

ไม่ต้องรอนานนัก เสียงสัญญาณดังเพียงสามครั้ง สายก็ถูกตอบรับ

“ฮัลโหล?”

เห้อ...

ไม่อยากใช้วิธีนี้เลยจริงๆ

“ใช่เบอร์คุณคังชางโฮไหมครับ?”

ดูเหมือนว่าฉันต้องขอรับ ‘ค่าทำขวัญ’ ที่เคยฝังลืมไว้มาใช้เสียหน่อยแล้ว

***

ถ้าเลือกได้ ฉันไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับฮันเตอร์ที่ชื่อคังชางโฮเลย

เพราะงั้นหลังจากอุบัติเหตุรถชน ตอนที่อีกฝ่ายติดต่อมาเพื่อขอเจรจา ฉันจึงแอบบล็อกเขาไปเนียนๆ

ไม่นึกเลยว่าจะมีวันที่ต้องเป็นฝ่ายติดต่อหาเขาก่อนแบบนี้

“หืม”

แน่นอนว่าการเสียสละนี้คุ้มค่า

ในที่สุดค่าทำขวัญที่คังชางโฮให้มาก็ช่วยดับไฟที่กำลังลนก้นได้ทันเวลา

3 ล้านวอน ตอนที่ฝ่ายผู้ก่อเหตุถามว่าต้องการเท่าไหร่แล้วฉันตอบตัวเลขนี้ไป แอบกังวลนิดๆ เหมือนกันว่ามันจะดูแปลกหรือเปล่า

‘ข้อมูลที่สืบหามาได้ก็ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด เช็กก็ไม่ได้ด้วยสิ’

ร่างนี้ยังเป็นเอเลี่ยนที่มืดแปดด้านเรื่องโลกภายนอกอยู่เลย

แต่ฉันพยายามไม่โลภเกินไปและเรียกราคาตามขอบเขตค่าทำขวัญจากอุบัติเหตุรถชนที่เจอในอินเทอร์เน็ต ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไรหรอกมั้ง

“แค่ค้างจ่าย 3 เดือน แต่ราคามันมหาศาลขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย”

ฉันจ่ายค่าสาธารณูปโภคงวดสุดท้ายเสร็จแล้วเช็กยอดเงินในบัญชี เหลือเงินอยู่ไม่มากเลย พอใช้หนี้เสร็จปุ๊บ วิกฤตการเลี้ยงชีพก็มาเยือนปั๊บ

‘บัดซบ ไม่คิดเลยว่าจู่ๆ จะต้องใช้เงินเยอะขนาดนี้’

งานนี้แค่หาเงินประทังชีวิตไปวันๆ คงไม่รอดแน่

‘มีวิธีดีๆ บ้างไหมนะ?’

ฉันใช้เวลาครู่ใหญ่ในการขบคิดหาวิธีหาเงิน

อย่างที่รู้กันว่าสิ่งมีชีวิตที่สามารถฆ่าได้ด้วยสารดูดซับมานานั้นมีน้อยมาก

ค้างคาวเพลิงที่จับได้คราวก่อนน่ะมันกรณีพิเศษ จะใช้วิธีล่าแบบเดิมอีกคงลำบาก

ถ้าอย่างนั้น จอมเวทต่างดาวที่สูญเสียพลังไปแล้วจะทำอะไรได้บ้างล่ะ

-ตื๊ดดดด♪ ตื๊ดดดดดด♬

“อะไรอีกเนี่ย”

จังหวะนั้นเอง เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ก็ดังขึ้นในห้องอันเงียบสงัด

ฉันนึกว่าจะเป็นพวกกิลด์แมวมองโทรมาอีกจนรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา

ต่อให้จะไม่มีเงินแค่ไหน ฉันก็ไม่คิดจะหาเจ้านายมาขี่คอตัวเองหรอกนะ

[อันยุนซึง ☎]

ทว่า ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์กลับเป็นชื่อที่คาดไม่ถึง

‘อ๊ะ! มัวแต่วุ่นวายจนลืมขอบคุณไปเลยแฮะ สงสัยจะโทรมาเพราะความเป็นห่วงมั้ง’

ฉันเอื้อมมือจะไปรับสาย แต่แล้วก็กำหมัดแน่นและชะงักมือค้างไว้กลางอากาศ

“เดี๋ยวก่อน”

ฮันเตอร์ระดับ A อันยุนซึงงั้นเหรอ

จะว่าไป เคยได้ยินมาว่าฮันเตอร์ระดับ A แค่ลงเกตครั้งเดียวก็ได้เงินระดับหลายล้านไปจนถึงร้อยล้าน เป็นอาชีพที่มีรายได้สูงปรี๊ดเลยนี่นา...?

“…….”

ในวินาทีนั้น ไอเดียบางอย่างก็แล่นเข้ามาในหัว

พูดตามตรงมันก็กึ่งๆ จะเป็นการต้มตุ๋นนั่นแหละ... แต่อันยุนซึงเองก็คงไม่เกลียดมันเท่าไหร่หรอกมั้ง

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

27

20px

‘ต่อให้จะเป็นคนใจกล้าบ้าบิ่นแค่ไหน แต่เกือบจะถูกส่งไปขายต่างประเทศแท้ๆ ปฏิกิริยากลับดูแปลกชะมัด!’

ซอนอูยอนเงยหน้าขึ้นสังเกตใบหน้าของชายหนุ่ม

บรรยากาศรอบตัวเขาช่างเย็นชาเสียจนไม่เห็นแม้แต่ความสั่นไหวเพียงเล็กน้อย

เมื่อลองคิดดูว่านั่นคือสีหน้าที่เหยื่อลักพาตัวควรจะแสดงออกมาหรือไม่ เธอก็ได้แต่เอียงคอด้วยความสงสัย

“…….”

องค์กรลักพาตัวผู้ตื่นรู้ที่ตามหาเบาะแสไม่ได้มานานหลายเดือน กลับถูกกวาดล้างในคราวเดียว

แม้จะเป็นข่าวดี แต่ซอนอูยอนก็ไม่อาจยิ้มออกมาได้เต็มที่

‘หรือว่า…….’

เป็นไปได้ไหมว่า ผู้ชายตรงหน้าคนนี้อาจจะจงใจปล่อยให้ตัวเองถูกลักพาตัวเพื่อจัดฉากสถานการณ์ทั้งหมดขึ้นมา

“คุณซอนอูยอนคะ”

วี้หว่อ— วี้หว่อ— ท่ามกลางเสียงไซเรนที่แผดจ้า ใครบางคนแอบลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่

ซอนอูยอนพยายามปกปิดท่าทีประหม่าอย่างสุดความสามารถ ขณะที่ฮันเตอร์ระดับ F มองมาที่เธอแล้วเอ่ยถามสั้นๆ

“พวกตำรวจบอกว่าใกล้จะได้เวลาย้ายไปที่สถานีแล้ว คุณซอนอูยอนจะไปด้วยกันไหมคะ?”

เขากลามถามด้วยดวงตาที่เหมือนกับงูแมวเซาที่ขดตัวอยู่ในปลักโคลน

***

วันอันแสนวุ่นวายราวกับพายุผ่านพ้นไป

“ไอ้คังชางโฮ เฮงซวยเอ๊ย!”

หลังจากผ่านการให้ปากคำอย่างต่อเนื่องจนถึงรุ่งเช้า พอได้กลับมาถึงบ้าน ฉันก็ทิ้งตัวลงบนที่นอนทันที

“เพราะไอ้หมอนั่นหนีไปแท้ๆ ฉันเลยต้องมานั่งปั้นน้ำเป็นตัวอธิบายจนเหงื่อตก! เฮ้อ เกือบตายไปแล้วไหมล่ะ”

โดนลักพาตัวไม่พอ ยังเกือบจะโดนใส่ความอีก

ให้ตายเถอะ ตั้งแต่มาจุติใหม่ไม่มีเรื่องดีๆ เลยสักอย่าง ฉันบ่นพึมพำอยู่นานก่อนจะค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้น

โครกคราก... เสียงท้องร้องดังระงมเพราะอดข้าวมานาน

“อื้อหือ หิวชะมัด”

ยังดีที่ระหว่างทางกลับบ้านแอบซื้อขนมปังติดมือมาด้วย

ฉันยัดขนมปังไส้ถั่วแดงที่ซื้อจากมาร์ตเข้าปากพลางทิ้งตัวลงนั่ง

‘แต่ก็นะ... จากเรื่องครั้งนี้ก็ได้ ‘ของ’ สิ่งนั้นมา ถือว่าผลลัพธ์คุ้มค่าอยู่’

และในตอนนั้นเอง

สายตาของฉันก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่วางอยู่

วัตถุทรงกลมที่ส่องประกายสีทองอร่ามทุกครั้งที่ต้องแสงแดด รูปทรงของมันค่อนข้างคุ้นตาเลยทีเดียว

‘อุปกรณ์เวทมนตร์สถานะผิดปกติ มีติดตัวไว้สักชิ้นก็ไม่เลวเหมือนกัน’

กระถางกำยานหลับใหล

ไอเทมที่พวกโจรลักพาตัวเคยใช้ วางอยู่ในมุมหนึ่งของห้องพักคิมกิรยอ

และตอนนี้มันเป็นของฉันแล้ว ถามว่าได้มายังไงน่ะเหรอ?

ฉันย้อนนึกถึงบทสนทนากับตำรวจเมื่อครู่

-สรุปคือ คุณใช้กระถางกำยานนี้จัดการกับพวกลักพาตัวสินะครับ?

-ใช่ครับ ใช่เลย

-อา ถ้าอย่างนั้นไอเทมชิ้นนี้ก็น่าจะเป็นของคุณสินะครับ?

-?

-มิน่าล่ะ ผมลองเช็กบัญชีของเจ้าพวกนี้แล้วไม่มีชื่อไอเทมชิ้นนี้อยู่ในรายการเลย เห็นมันตกอยู่ข้างตัวพวกคนร้าย พวกเราเลยนึกว่าเป็นของมัน ที่แท้เพราะเป็นของเจ้าของนี่เอง คุณถึงไม่หลับไปพร้อมพวกมัน

-เอ่อ...

-ของชิ้นนี้ก็เป็นประเภทนั้นสินะครับ? ประเภทที่ไม่มีผลกับเจ้าของน่ะ

ดูเหมือนว่าอุปกรณ์ที่พวกคนร้ายพกมาจะเป็นของหายากพอสมควร

ขนาดตำรวจยังไม่รู้สรรพคุณที่แน่ชัดของไอเทมจนเข้าใจผิดเรื่องเจ้าของเลย

ด้วยเหตุนี้ เมื่อตำรวจถามว่ากระถางกำยานนี้เป็นของคุณใช่ไหม ฉันจึงตอบไปอย่างเต็มภาคภูมิว่า

-ครับ!

ถ้าเทพารักษ์ในนิทานเรื่องขวานเงินขวานทองมาเห็นเข้าคงช็อกตาค้าง!

แต่ฉันก็ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะตอนนี้ไม่ว่าจะด้วยวิธีการไหน ฉันก็จำเป็นต้องมีเครื่องมือไว้ใช้สอย

‘เมื่อกี้ควันที่เหลือมันหมดพอดีเลยทิ้งไปชั่วคราว แต่นี่มันอุปกรณ์เวทมนตร์ประเภทชาร์จไฟที่ใช้ซ้ำได้นี่นา’

ถ้าความลับแตกทีหลัง ก็แค่คืนให้ไปดีๆ ก็จบเรื่อง

ฉันคิดแบบนั้นพลางสำรวจอุปกรณ์เวทมนตร์ชิ้นใหม่คร่าวๆ

‘อืม ใช้ได้แค่กับมนุษย์สินะ ดูท่าจะไม่มีผลกับสัตว์ป่าหรือมอนสเตอร์’

ถึงเรื่องครั้งนี้จะเหนื่อยแทบตาย แต่อย่างน้อยก็ได้อุปกรณ์เวทมนตร์มาฟรีๆ ก็ถือว่าหยวนๆ กันไป

***

...และหลังจากนั้น 24 ชั่วโมง

‘หึๆ’

ในที่สุด ฉันก็ได้ก้าวเข้าสู่ก้าวย่างแห่งประวัติศาสตร์บนโลกใบนี้เสียที

‘ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ!’

การปรุง <สารขยายมานา> เสร็จสิ้นลงในวันนี้

และผลลัพธ์จากการทดลองใช้ยาตัวนี้คือ สำเร็จ! สำเร็จแล้ว!

ฉันได้เวทมนตร์กลับคืนมาแล้ว!

‘อา... อย่างที่คิด ฉันมันมหาจอมเวทอัจฉริยะในรอบหลายร้อยปีที่จะมีสักคนจริงๆ นั่นแหละ ใช่เลย’

ต้องขอบคุณเหตุการณ์ลักพาตัวเมื่อวานที่ใช้ความกลัวต่อความตายมาเป็นแรงผลักดันให้ทุ่มเทวิจัยอย่างบ้าคลั่งจนเห็นผล

‘การปรุงยานี้ขึ้นมาด้วยวัตถุดิบอันแร้นแค้นบนดาวห่างไกลแบบนี้ได้ ถ้าสมาคมเวทมนตร์รู้เข้าคงต้องหลั่งน้ำตาพลางยืนปรบมือให้แน่ๆ’

หน้าที่ของ <สารขยายมานา> นั้นเรียบง่ายมาก

เมื่อดื่มเข้าไป จะทำให้สามารถใช้เวทมนตร์ได้ชั่วคราว มันจะช่วยผลักดันให้ค่าพลังเวททะลุขีดจำกัดขั้นต่ำที่จำเป็นในการร่ายเวทมนตร์

ถ้าให้เปรียบเทียบ ก็เหมือนกับหินเหล็กไฟในไฟแช็กที่ช่วยจ่ายพลังงานเริ่มต้นอะไรประมาณนั้น

“ฟู่วว เอาละ การหายใจไม่มีปัญหา”

ประสิทธิภาพของสารขยายมานานี้คงอยู่ได้เพียง 5 นาทีเท่านั้น

แต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับการสร้างวงจรเวทมนตร์ให้สมบูรณ์

ฉันเริ่มลงมือร่ายเวทมนตร์บทแรกบนโลกในทันที

ถ้าจะให้บันทึกการเปลี่ยนแปลงนี้ตามแบบฉบับของชาวอัลฟาวูรีละก็ มันจะเป็นดังนี้:

[รายการการเปลี่ยนแปลงเวอร์ชัน 1.0.0]

● ซ่อมแซมความเสียหายของสะบ้าหัวเข่าขวาและกล้ามเนื้อน่อง

● คงสภาพร่างกาย (ระงับความชรา)

ตึก ตึก ตึก ฉันลองกระโดดเบาๆ อยู่กับที่ ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป

คิมกิรยอสามารถวิ่งได้เต็มฝีเท้าแล้ว

“ฮึก... ในที่สุด!”

ปัญหาที่คอยกวนใจมาตลอดตั้งแต่มาจุติใหม่ได้รับการแก้ไขแล้ว!

แต่ยังเร็วเกินไปที่จะดีใจ

เพราะการเดินทางต่อจากนี้ยังอีกยาวไกลเหมือนการวิ่งมาราธอน

‘พอได้ลองตรวจสอบด้วยมือตัวเองแล้วก็ยิ่งมั่นใจ ปริมาณมานาของคิมกิรยอนี่มัน... ขยะชัดๆ!’

มานาอันน้อยนิดเท่าหางอึ่งตามประสาฮันเตอร์ระดับ F

แถมปอดยังเสียหายหนักจากการสูบบุหรี่จัด

ถ้าไม่แก้โจทย์พวกนี้ให้ได้ ก็คงไม่สามารถนำความรุ่งโรจน์ในอดีตกลับคืนมาได้

แต่อย่างไรก็ตาม

‘ฉันยังปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของโลกได้ไม่ดีพอ ต้องรื้อระบบวงจรเวทมนตร์ส่วนใหญ่ที่เคยใช้ในบ้านเกิดใหม่ทั้งหมดเลย’

ผลข้างเคียงจากการจุติใหม่ทำให้ขอบเขตเวทมนตร์ที่ฉันจัดการได้นั้นแคบลงอย่างมาก

อยู่ในระดับที่ใช้ได้เพียงเวทมนตร์พื้นฐานจ๋าๆ เท่านั้นเอง

“อะไรเนี่ย? ทั้งที่ใช้เวทมนตร์ได้แล้ว แต่ทำไมพลังต่อสู้ยังกากพอๆ กับพวกพารามีเซียมแบบนี้ล่ะ?”

แถมด้วยคุณสมบัติของคิมกิรยอ แค่ร่ายเวทระดับต้นนิดหน่อย มานาก็เหือดแห้งเกลี้ยงถัง

สารขยายมานาก็เป็นของที่ถ้าไม่เว้นระยะเวลาในการดื่มให้ดีล่ะก็จะเป็นอันตรายต่อร่างกาย ขนาดใช้แค่ 1 เวทต่อ 1 วัน ร่างกายยังแทบจะรับไม่ไหว

“ไม่สิ พารามีเซียมยังดูดีกว่าคิมกิรยอด้วยซ้ำมั้ง”

ไม่รู้ทำไม ยิ่งรับรู้ความจริง อารมณ์ก็ยิ่งดิ่งลงเรื่อยๆ

อันที่จริง ไม่ว่าจะคิดยังไง วิธีแก้ปัญหาที่ต้นเหตุที่สุดก็คือการรักษาปอด

ตอนนี้เพราะสมรรถภาพของอวัยวะภายในตกต่ำ แม้แต่มานาอันน้อยนิดของระดับ F ก็ยังขับเคลื่อนได้ไม่สะดวก

ประสิทธิภาพของมานาที่ผ่านปอดอันเน่าเฟะออกมาได้ มีเพียงแค่ 6-13% เท่านั้น

ถึงแม้ตอนนี้แค่รักษาสุขภาพให้แข็งแรงจะไม่ได้ช่วยให้ได้สถานะเดิมที่สูญเสียไปกลับคืนมาทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็ต้องซ่อมแซมระบบทางเดินหายใจก่อน ถึงจะพอใช้ชีวิตเลียนแบบจอมเวทได้บ้าง ทว่า...

ปอดเป็นอวัยวะที่ละเอียดอ่อนมากนะ ถ้าเน่าดำปี๋แบบคิมกิรยอเนี่ย มันเกินขั้นที่จะซ่อมแซมได้แล้ว

ทางเดียวคือต้องผ่าเอาปอดออกแล้วเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด

แต่จะให้มารื้อร่างระดับ F ทำงานใหญ่ขนาดนั้น สู้ย้ายร่างใหม่ไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ?

อ้าว แต่ถ้าจะเปลี่ยนร่างก็ต้องใช้มหาเวท ซึ่งปอดไม่ดีเลยใช้มหาเวทไม่ได้ไง...

วนลูปนรก ปัญหามันพัวพันกันเหมือนงูกินหาง

“ฮ่าๆๆๆ”

เออ เลิกคิดเถอะ

“ไม่นึกเลยว่าแค่ซ่อมขาข้างเดียว มานาจะเกลี้ยงถังขนาดนี้ แต่ก็นะ ยังไงก็คือความสำเร็จ”

ฉันหยิบโคล่าออกมาจากตู้เย็นเพื่อดื่มฉลองให้กับความสำเร็จในวันนี้

มันเป็นจังหวะเดียวกับที่ฉันเริ่มหาข้ออ้างปลอบใจตัวเอง

-ติ๊งต่อง ติ๊งต่อง ติ๊งต่อง! ติ๊งต่อง

“หืม?”

หลังจากเงียบหายไปหลายวัน เสียงนั่นก็ดังขึ้นอีกแล้ว

‘กริ่งหน้าบ้าน? ซอนอูยอนเหรอ?’

ฉันชะงักมือที่กำลังจะเปิดกระป๋องโคล่า แล้วเดินออกไปที่หน้าประตู ค่อยๆ แย้มประตูออกดู

ภาพที่ปรากฏคือชายวัยกลางคนค่อนไปทางแก่คนหนึ่ง

“อ้าว พ่อหนุ่ม! อยู่บ้านด้วยเหรอ? ค่อยยังชั่ว กำลังว่าจะโทรหาพอดีเลย เฮ้อ”

คำศัพท์คำหนึ่งแล่นผ่านหัวฉันมาทันที

“คุณตา... เจ้าของบ้าน?”

ในความทรงจำของคิมกิรยอมีชายคนนี้อยู่

ฉันจำคู่สนทนาได้จึงเปิดประตูให้กว้างขึ้น

“ใช่ๆ ขอโทษทีนะที่จู่ๆ ก็มาหาแบบนี้ อื้มมม แต่ว่านะ...”

นี่เป็นครั้งแรกเลยมั้งที่เจอคนที่รู้จักคิมกิรยอ รู้สึกแปลกๆ ดีแฮะ

ฉันจึงตั้งใจฟังสิ่งที่เขาพูดด้วยแววตาใสซื่อ แต่ประโยคต่อมาทำเอาหนังตาของฉันหยุดกึก

“ค่าเช่ายังไม่โอนมาเลยนะ... พ่อหนุ่ม เดือนนี้ก็ยังลำบากอยู่อีกเหรอ?”

ค่าเช่า?

“แต่พ่อหนุ่มก็น่าจะรู้นะ นี่มันปาเข้าไปสามเดือนแล้ว ตาเองก็รอต่อไปไม่ไหวแล้วเหมือนกัน ขอโทษด้วยนะ”

เดือนที่สามแล้วเหรอ?

“แล้วเมื่อกี้ตอนเดินมา เห็นจดหมายเต็มตู้ไปหมดเลยหยิบติดมือมาให้ด้วย ลองดูสิ แม้แต่ค่าส่วนกลางก็ยังไม่ได้จ่ายเลยใช่ไหม?”

“คะ... คือเรื่องนั้น...”

“พ่อหนุ่ม ทำแบบนี้เขาก็โทรมาตามที่ตาเรื่อยเลย ต้องรีบจ่ายนะ”

คุณตาเจ้าของบ้านส่งซองจดหมายในมือที่ถืออยู่พวงใหญ่มาให้

ส่วนใหญ่เป็นเอกสารที่เขียนว่า ใบแจ้งหนี้

“เอาเป็นว่า ตาจะรอถึงแค่สิ้นเดือนนี้เท่านั้นนะ ถ้ายังจ่ายค่าเช่าที่ค้างอยู่ไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องย้ายออกเถอะ ตาขอร้องล่ะ”

เศษเสี้ยวความทรงจำในสมองของคิมกิรยอเริ่มผุดขึ้นมาทีละนิด

ค่าเช่าบ้าน, ค่าแก๊ส, ค่าไฟ

เมื่อคำเหล่านี้เติมเต็มสมอง ฉันจึงเอ่ยถามชายชราผู้นั้นไปว่า

“ขอโทษนะครับ ค่าเช่าบ้านของเรามันเท่าไหร่กันแน่ครับ?”

ขอหมายเหตุไว้หน่อยว่า เงินในบัญชีของฉันตอนนี้มีอยู่ 3,320 วอน

“4 แสน 5 หมื่นวอน”

…….

“อ้อ รับทราบครับ ไว้เดี๋ยวผมจะติดต่อกลับไปนะครับ”

ปัง!

ฉันปิดประตูบ้านด้วยมือที่สั่นเทาแล้วเดินกลับเข้ามาในห้อง

พอลองเปิดดูเอกสารที่คุณตาเจ้าของบ้านส่งมาให้ ฉันก็ตระหนักถึงสถานการณ์นี้ได้อย่างถ่องแท้

“ถ้าหาเงิน 1 ล้าน 3 แสน 5 หมื่นวอนมาจ่ายค่าเช่าที่ค้างไว้ไม่ได้ ฉันต้องโดนไล่ออกจากบ้านหลังนี้เหรอ?”

ค่าบ้าน! ค่าโทรศัพท์! ค่าไฟ!

ความสยดสยองครั้งใหม่เข้าจู่โจม

เมื่อลองรวมยอดจากใบแจ้งหนี้ทั้งหมดดูแล้ว... เงินที่ฉันต้องหามาให้ได้คือเกือบ 2 ล้านวอนเลยทีเดียว...!

“ถ้าถึงสิ้นเดือนนี้ ก็เหลือเวลาอีกแค่ 14 วันเองเหรอ?”

แต่มองตามความเป็นจริง การจะหาเงินจำนวนที่คุณตาบอกมาให้ทันกำหนดดูจะเป็นเรื่องยาก

ไม่ใช่แค่เรื่องค่าเช่าบ้านอย่างเดียวหรอกนะ

ถ้าโดนตัดน้ำตัดไฟขึ้นมาจะลำบากเอา ฉันต้องรีบจัดการเรื่องพวกนี้ให้เร็วที่สุด

“บ้าเอ๊ย!”

ด้วยเหตุนี้ หลังจากครุ่นคิดอย่างหนัก ฉันจึงตัดสินใจควักไม้ตายสุดท้ายออกมา

-ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด

ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เลือกเบอร์หนึ่งจากรายการที่บล็อกไว้แล้วกดแตะ

[ยกเลิกการบล็อก]

จากนั้นก็กดปุ่มโทรออกค้างไว้

ไม่ต้องรอนานนัก เสียงสัญญาณดังเพียงสามครั้ง สายก็ถูกตอบรับ

“ฮัลโหล?”

เห้อ...

ไม่อยากใช้วิธีนี้เลยจริงๆ

“ใช่เบอร์คุณคังชางโฮไหมครับ?”

ดูเหมือนว่าฉันต้องขอรับ ‘ค่าทำขวัญ’ ที่เคยฝังลืมไว้มาใช้เสียหน่อยแล้ว

***

ถ้าเลือกได้ ฉันไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับฮันเตอร์ที่ชื่อคังชางโฮเลย

เพราะงั้นหลังจากอุบัติเหตุรถชน ตอนที่อีกฝ่ายติดต่อมาเพื่อขอเจรจา ฉันจึงแอบบล็อกเขาไปเนียนๆ

ไม่นึกเลยว่าจะมีวันที่ต้องเป็นฝ่ายติดต่อหาเขาก่อนแบบนี้

“หืม”

แน่นอนว่าการเสียสละนี้คุ้มค่า

ในที่สุดค่าทำขวัญที่คังชางโฮให้มาก็ช่วยดับไฟที่กำลังลนก้นได้ทันเวลา

3 ล้านวอน ตอนที่ฝ่ายผู้ก่อเหตุถามว่าต้องการเท่าไหร่แล้วฉันตอบตัวเลขนี้ไป แอบกังวลนิดๆ เหมือนกันว่ามันจะดูแปลกหรือเปล่า

‘ข้อมูลที่สืบหามาได้ก็ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด เช็กก็ไม่ได้ด้วยสิ’

ร่างนี้ยังเป็นเอเลี่ยนที่มืดแปดด้านเรื่องโลกภายนอกอยู่เลย

แต่ฉันพยายามไม่โลภเกินไปและเรียกราคาตามขอบเขตค่าทำขวัญจากอุบัติเหตุรถชนที่เจอในอินเทอร์เน็ต ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไรหรอกมั้ง

“แค่ค้างจ่าย 3 เดือน แต่ราคามันมหาศาลขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย”

ฉันจ่ายค่าสาธารณูปโภคงวดสุดท้ายเสร็จแล้วเช็กยอดเงินในบัญชี เหลือเงินอยู่ไม่มากเลย พอใช้หนี้เสร็จปุ๊บ วิกฤตการเลี้ยงชีพก็มาเยือนปั๊บ

‘บัดซบ ไม่คิดเลยว่าจู่ๆ จะต้องใช้เงินเยอะขนาดนี้’

งานนี้แค่หาเงินประทังชีวิตไปวันๆ คงไม่รอดแน่

‘มีวิธีดีๆ บ้างไหมนะ?’

ฉันใช้เวลาครู่ใหญ่ในการขบคิดหาวิธีหาเงิน

อย่างที่รู้กันว่าสิ่งมีชีวิตที่สามารถฆ่าได้ด้วยสารดูดซับมานานั้นมีน้อยมาก

ค้างคาวเพลิงที่จับได้คราวก่อนน่ะมันกรณีพิเศษ จะใช้วิธีล่าแบบเดิมอีกคงลำบาก

ถ้าอย่างนั้น จอมเวทต่างดาวที่สูญเสียพลังไปแล้วจะทำอะไรได้บ้างล่ะ

-ตื๊ดดดด♪ ตื๊ดดดดดด♬

“อะไรอีกเนี่ย”

จังหวะนั้นเอง เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ก็ดังขึ้นในห้องอันเงียบสงัด

ฉันนึกว่าจะเป็นพวกกิลด์แมวมองโทรมาอีกจนรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา

ต่อให้จะไม่มีเงินแค่ไหน ฉันก็ไม่คิดจะหาเจ้านายมาขี่คอตัวเองหรอกนะ

[อันยุนซึง ☎]

ทว่า ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์กลับเป็นชื่อที่คาดไม่ถึง

‘อ๊ะ! มัวแต่วุ่นวายจนลืมขอบคุณไปเลยแฮะ สงสัยจะโทรมาเพราะความเป็นห่วงมั้ง’

ฉันเอื้อมมือจะไปรับสาย แต่แล้วก็กำหมัดแน่นและชะงักมือค้างไว้กลางอากาศ

“เดี๋ยวก่อน”

ฮันเตอร์ระดับ A อันยุนซึงงั้นเหรอ

จะว่าไป เคยได้ยินมาว่าฮันเตอร์ระดับ A แค่ลงเกตครั้งเดียวก็ได้เงินระดับหลายล้านไปจนถึงร้อยล้าน เป็นอาชีพที่มีรายได้สูงปรี๊ดเลยนี่นา...?

“…….”

ในวินาทีนั้น ไอเดียบางอย่างก็แล่นเข้ามาในหัว

พูดตามตรงมันก็กึ่งๆ จะเป็นการต้มตุ๋นนั่นแหละ... แต่อันยุนซึงเองก็คงไม่เกลียดมันเท่าไหร่หรอกมั้ง