รับสายก่อนแล้วกัน
“เออ ยุนซึงอ่า เมื่อวานเพราะนายแท้ ๆ ฉันเลยออกมาได้เรียบร้อยดี ฉันเหรอ? ฉันสบายดี ไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนเลย”
พรึบ ฉันละสายตาออกไปนอกหน้าต่างพลางเริ่มดำเนินแผนการอย่างระมัดระวัง
“ที่โทรมาก็เพราะว่าฉันรู้สึกขอบคุณมาก เลยอยากจะเลี้ยงข้าวสักมื้อน่ะ...”
เพื่อนบ้านต่างดาวของฉัน ฮันเตอร์อันยุนซึงงับเหยื่อเข้าเต็มเปาด้วยความซื่อ
“สะดวกออกมาเจอกันหน่อยไหม? มีเรื่องจะคุยด้วยพอดี”
***
“อเมริกาโน่เย็นแก้วหนึ่งครับ”
‘ของพรรค์นั้นทำไมถึงกินกันลงนะ?’
ครู่ต่อมา
ฉันกับอันยุนซึงก็มานั่งอยู่ในร้านกาแฟแฟรนไชส์แถว ๆ นั้น
เป็นเพราะอันยุนซึงบอกว่าไม่จำเป็นต้องเลี้ยงข้าวแพง ๆ หรอก แล้วเขาก็ปฏิเสธความปรารถนาดีของฉันอย่างแข็งขันก่อนจะลากมาที่นี่แทน
“เลี้ยงแค่กาแฟแก้วเดียวแบบนี้ก็พอแล้วครับ จะทานให้อร่อยนะครับ! พี่ชาย”
ปัญหาก็คือ สำหรับเอเลี่ยนบางตน แค่ได้กลิ่นเมล็ดกาแฟที่อบอวลอยู่ในนี้ก็รู้สึกพะอืดพะอมแล้วเนี่ยสิ
“ของฉันเอาเมนู BEST ตรงนี้... ที่เรียกว่าวานิลลาลาเต้แล้วกัน”
ฉันกวาดสายตามองกระดานที่มีชื่อยาวเหยียดเรียงรายกันอยู่ ก่อนจะเลือกเมนูออกมาได้อย่างยากลำบาก
วานิลลา อย่างน้อยคำนี้ฉันก็พอจะนึกความหมายของมันออกลาง ๆ
“พี่ชอบทานของหวานเหรอครับ?”
ดูเหมือนเมนูที่เพิ่งสั่งไปจะเป็นเครื่องดื่มรสหวานสินะ
ฉันส่ายหน้าเบา ๆ พลางจ่ายเงิน
“ก็ไม่เชิงหรอก แต่ฉันกินกาแฟไม่ได้น่ะ”
“เอ๊ะ? วานิลลาลาเต้มันใส่ช็อตกาแฟด้วยนะครับ”
“เมื่อกี้ว่าไงนะ?”
เดี๋ยวนะ อะไรนะ?
“เมนูนั้นก็มีคาเฟอีนรวมอยู่ด้วย...”
“นี่คุณ! ของที่ฉันสั่งช่วยตัดกาแฟออกให้หมดเลยนะ อะไรที่มีกลิ่นกาแฟก็ไม่เอาทั้งนั้น!”
ตึง! ฉันรีบคว้าตัวพนักงานที่กำลังจะเริ่มทำเครื่องดื่มเอาไว้แล้วบอกออกไปอย่างร้อนรน พนักงานคนนั้นตอบรับกลับมาด้วยสีหน้ามึนงง
‘ชิบเป๋ง’
เริ่มต้นก็ติดขัดซะแล้ว
แต่ฉันก็พยายามตั้งสติแล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะ ตอนนี้เหลือแค่ต้องคุยกับยุนซึงอย่างใจเย็นเท่านั้น
“จะว่าไปเมื่อวานผมตกใจหมดเลยครับ ที่บอกว่าอยู่ดี ๆ ก็ถูกลักพาตัวไป... พี่กิรยอ ร่างกายไม่เป็นไรจริง ๆ ใช่ไหมครับ?”
“เออ อือ”
ทันทีที่นั่งลงที่โต๊ะ ยุนซึงก็ยิงคำถามด้วยสีหน้ากังวล
ฉันตอบรับไปส่ง ๆ พลางครุ่นคิดว่าจะโยนเหยื่อล่อออกไปท่าไหนดี
“ฉันได้ยินมาแล้วล่ะ เห็นว่าเมื่อคืนตอนเที่ยงคืนนายกำลังปราบดันเจี้ยนเบรกอยู่เหรอ?”
“ครับ พอดีมีเรื่องด่วนเกิดขึ้นเมื่อคืนน่ะครับ”
ลองหยั่งเชิงดูช่วงแรกก่อนแล้วกัน
“ต้องขอโทษจริง ๆ นะครับ บอกตามตรงว่าสถานการณ์ตรงนั้นมันแย่มาก ผมเองก็อยากจะไปช่วยด้วยตัวเองจริง ๆ แต่ก็ช่วยไม่ได้ เลยต้องให้ฮันเตอร์ซอนอูยอนไปก่อน...”
ฉันปัดคำขอโทษของอันยุนซึงทิ้งไปอย่างไม่ใส่ใจ แล้วดึงอำนาจการสนทนามาไว้ในมือ
“ช่างเถอะ ลำบากแย่เลยนะที่ต้องเหนื่อยจนดึกขนาดนั้น”
หยอดคำชมเล็กน้อยเพื่อสร้างบรรยากาศ
“แต่ว่านะ ยุนซึง ช่วงนี้นายมัวแต่ไปตามเก็บงานดันเจี้ยนเบรกอย่างเดียวเลยนะ?”
“ครับ?”
“ไม่ได้เข้าเกตมานานแค่ไหนแล้ว?”
“เรื่องนั้นมัน...”
“ไม่นับตอนที่ไปกับฉันนะ”
อันยุนซึงหุบปากฉับ
ฉันสังเกตปฏิกิริยาของฮันเตอร์ระดับ A คนนี้ แล้วจึงเอ่ยประโยคถัดไป
“ยังลำบากอยู่สินะ? เพราะเรื่องคราวนั้น”
“...”
“ก็เลยกลัวการเข้าเกตงั้นเหรอ?”
ครืดดด ครืดดด
ในระหว่างที่ยุนซึงกำลังอึกอัก เครื่องส่งสัญญาณเรียกคิวขนาดเล็กบนโต๊ะก็สั่นขึ้น
“นายนั่งอยู่นี่แหละ เดี๋ยวฉันไปรับเอง”
ฉันปลีกตัวออกมาครู่หนึ่งเพื่อให้เขามีเวลาเตรียมคำตอบ
และเมื่อฉันกลับมาพร้อมเครื่องดื่มที่เสร็จสมบูรณ์ เขาก็ยอมเปิดปากออกมาอย่างยากลำบาก
“ครับ... นิดหน่อย คิดว่าคงยังกลับไปทำงานปกติได้ยากครับ”
การเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์ระดับ A ขั้นสูงอย่างกะทันหัน
การหักหลังของเพื่อนร่วมทีมที่เคยไว้ใจ ความหวาดกลัวต่อความตายที่เข้ามาจ่อลำคอ
มันเป็นบาดแผลทางใจที่ใหญ่เกินกว่านักศึกษาที่เพิ่งพ้นวัย 20 จะทนรับไหว ฉันเข้าใจดี
“แต่ว่านะ ยุนซึง”
ถึงอย่างนั้น เรื่องที่ต้องพูดก็ต้องพูดล่ะนะ
“นายจะมาคอยตามแต่ฉันตลอดไปไม่ได้หรอก เพราะฉันเป็นแค่ฮันเตอร์ระดับ F”
“ครับ...”
“นายควรจะเริ่มเตรียมตัวสร้างทีมของตัวเองใหม่ หรือไม่ก็เตรียมทำงานในฐานะฮันเตอร์อิสระได้แล้ว เข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม?”
อันยุนซึงก้มหน้ายอมรับนิ่ง ๆ สีหน้าเขาดูซีดเผือดราวกับคิดว่าฉันกำลังจะทิ้งเขาตอนนี้เลย
ฉันดูเป็นคนโง่ขนาดนั้นเลยเหรอ?
จะทิ้งหมอนี่ไปทำไมกันล่ะ?
“ฉันก็เลยลองคิดดูน่ะ”
ฉันเริ่มเข้าประเดณ์ด้วยน้ำเสียงที่สุภาพและระมัดระวังที่สุดเพื่อไม่ให้อันยุนซึงรู้สึกไม่ดี
“ถ้านายไม่รังเกียจ ในช่วงที่นายพักงานอยู่นี้ ฉันอยากจะฝึกให้นายหน่อย”
“...! ครับ?”
“ฉันพอจะดูเรื่องวิธีใช้สถาบันหรือการควบคุมมานาให้ได้น่ะ ถ้าได้รับการปรับปรุงแล้ว นายก็น่าจะเก่งขึ้นกว่าเมื่อก่อนนะ”
“จะ... จริงเหรอครับ?”
อันยุนซึงตกใจจนเกือบทำกาแฟที่กินอยู่หกไปครึ่งหนึ่ง
“มันก็ขึ้นอยู่กับว่านายจะอนุญาตหรือเปล่าล่ะนะ”
“ผะ... ผมต้องตกลงอยู่แล้วครับ! ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นพี่ชายมาฝึกให้เชียวนะ แต่ว่าเรื่องแบบนั้น... ผมจะได้รับความช่วยเหลือที่เกินควรแบบนั้นได้จริง ๆ เหรอครับ?”
“ได้สิ แน่นอนอยู่แล้ว”
ปลาติดเบ็ดแล้ว งับเหยื่อซะง่ายเชียว รู้สึกดีเป็นบ้า
“ถ้านายแข็งแกร่งขึ้น ความมั่นใจก็จะตามมาเองตามธรรมชาติ แล้วความกังวลเรื่องเกตก็จะหายไปเร็วขึ้นด้วยไม่ใช่เหรอ?”
ฉันพ่นข้ออ้างร้อยแปดเพื่อหลอกล่อให้ยุนซึงหลงเชื่อ ก่อนจะตอกตะปูปิดฝาโลงเป็นครั้งสุดท้าย
“งั้นไหน ๆ ก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมาแล้ว ถ้ามีเกตแถวนี้ที่พอเหมาะ ๆ เราลองไปที่นั่นกันสักพักไหม?”
“อา! เข้าใจแล้วครับ!”
ทันทีที่ได้ยินข้อเสนอของฉัน อันยุนซึงก็เริ่มค้นหาเกตทันทีโดยไม่เสียเวลาคิดแม้แต่น้อย
น่าสงสารที่เขาดีใจขนาดนั้นโดยไม่รู้เลยว่าฝั่งนี้มีแผนการอะไรซ่อนอยู่
‘หึหึ’
ฉันจิบเครื่องดื่มในมัคเพื่อเป็นการฉลองที่ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น
“เอ๊ะ นี่มันอร่อยดีแฮะ”
“วานิลลาลาเต้ที่ไม่มีช็อตเนี่ยนะครับ...?”
ถึงมันจะเริ่มเย็นชืดไปครึ่งหนึ่งแล้ว แต่รสชาติก็ไม่เลวเลย
และไม่กี่นาทีต่อมา
‘คิกคิกคิก ทุกอย่างเป็นไปตามแผน...’
หลังจากล่อลวงอันยุนซึงสำเร็จ ฉันก็มุ่งหน้าไปยังเกตทันที
เกตระดับ D ที่อยู่ใกล้ ๆ ร้านกาแฟ วิหารแม็กซิมัส
เห็นว่าเกตที่มีทัศนียภาพเหมือนที่นี่เคยปรากฏขึ้นมาแล้วหลายครั้งในอดีต
‘เพราะอย่างนั้นในอินเทอร์เน็ตเลยมีข้อมูลเยอะเลยสินะ’
ที่นี่มีชื่อเสียงว่าเป็นเกตที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมนัก เพราะโอกาสที่หินมานาจะดรอปนั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
นั่นทำให้เราสามารถใช้งานวิหารแห่งนี้ได้ราวกับเช่าเหมาที่เลยทีเดียว
“ไหนดูซิ...”
ในที่สุดก็มาถึงบริเวณรอบนอกของวิหาร
พวกเราหยุดตรงทางเดินที่เงียบสงบซึ่งไม่มีมอนสเตอร์เดินผ่าน ฉันจึงหันไปพูดกับยุนซึงทันที
“นายบอกว่าคุณสมบัติที่ตื่นรู้คือสายป้องกันใช่ไหม? ไหนลองแสดงทักษะหลักให้ฉันดูหน่อยสิ”
“เข้าใจแล้วครับ! อะ... แต่อย่างนั้น ถ้าพี่จะสอนวิธีใช้ทักษะให้ หรือว่าพี่เองก็เป็นสายป้องกันเหมือนกัน...?”
“ไม่ใช่หรอก แต่ลองทำดูเถอะ อะไรก็ได้”
“การแสดงทักษะแบบนี้ไม่ได้ทำมานานแล้ว เลยรู้สึกประหม่านิดหน่อยนะครับ ฮ่า ๆ”
จากนั้นอันยุนซึงก็เริ่มร่ายทักษะของเขา
จากการค้นหาในเว็บไซต์ที่ชื่อว่าพิกซีวิกิ มันเป็นเวทมนตร์ที่มีชื่อว่าอย่างนี้
[โล่แห่งการปกป้อง (Active)]
[คำอธิบาย: สร้างม่านพลังป้องกันที่ประกอบด้วยพลังเวทขึ้นด้านหน้าผู้ใช้ ขนาดจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณมานาที่ใช้]
พอนึกดูตอนนี้ คำศัพท์ที่พวกฮันเตอร์ใช้กัน มันก็มีความคล้ายคลึงกับคำในเกมบนโลกนี้อยู่มากเหมือนกันแฮะ...
ช่างเถอะ เอาเป็นว่า
“ฮึบ!”
ฉันชายตามองเวทมนตร์ที่อันยุนซึงกางออกมา
เวทมนตร์ที่เขาสำแดงออกมาพร้อมกับเสียงขู่กรรโชกสั้น ๆ นั้น เป็นรูปแบบอาคมสำหรับป้องกันอย่างชัดเจนแม้จะมองด้วยตาเปล่าก็ตาม
ม่านพลังรูปทรงโล่ที่ส่องแสงสีฟ้าปกคลุมอยู่ด้านหน้าอย่างนั้นเหรอ สิ่งที่ดูเหมือนปีกบนโล่นั่นคือจิตใต้สำนึกของผู้ร่ายสินะ
“เปะ... เป็นยังไงบ้างครับ?”
“ขอบอกคำเดียวแล้วกัน”
ฉันพ่นประโยคที่แวบขึ้นมาในหัวเมื่อเห็นม่านพลังนั้นออกมา
“ทำไมถึงกันแค่ข้างหน้าล่ะ?”
กะไว้แล้วเชียว มีจุดให้แก้เต็มไปหมดเลย...!
“ครับ? กะ... ก็เพราะมันเป็นทักษะแบบนี้นี่ครับ? ตั้งแต่ตอนตื่นรู้ครั้งแรกมันก็เป็นแบบนี้มาตลอด”
สภาพนี้มันเหมือนพวกชิมแปนซีที่เงอะงะใช้มีดหั่นกล้วยกินชัด ๆ แถมยังหั่นจนกล้วยเละเทะไปหมดอีกต่างหาก
เขาไม่ได้ถือกันแบบนั้น และเขาก็ไม่ได้ใช้กันแบบนั้นโว้ย!
ฉันพยายามอดกลั้นความหงุดหงิดแล้วพูดต่อ
“ยุนซึง ทักษะนั้นน่ะ มันต้องปกป้องทุกทิศทาง ไม่ใช่แค่ข้างหน้า”
“ครับ?”
“ไม่ใช่ยืดออกไปเป็นแผ่นเรียบ ๆ ตรงหน้า แต่ให้มันคลุมตัวนายเป็นรูปโดมแก้วไปเลย ยังไงปริมาณมานาที่ใช้มันก็น่าจะพอ ๆ กันนั่นแหละ”
แต่อันยุนซึงลองกางทักษะดูอีกสองสามครั้งหลังจากนั้น แล้วจึงพูดด้วยน้ำเสียงสงสัย
“ขอโทษนะครับ ถึงจะขยายขนาดได้ แต่รูปทรงมันเปลี่ยนไม่ได้เลยครับ...? มันเป็นไปไม่ได้หรอก”
ถ้าฉันควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้าได้เก่งล่ะก็ จังหวะนี้คิ้วข้างหนึ่งของฉันคงกระตุกไปแล้ว
“ไอ้เรื่องง่าย ๆ แค่นั้นทำไมจะทำไม่ได้?”
ฉันก้าวเข้าไปหายุนซึงแล้ววางหมัดไว้ที่ท้องของเขา
จากนั้นก็กดลงไปตรงส่วนที่เรียกว่าลิ้นปี่พลางให้คำแนะนำ
“นั่นมันเป็นอคติของนายเอง มันต้องทำได้สิ คิดซะว่าลิ้นปี่ของนายคือศูนย์กลางของทักษะ แล้วกระจายมานาออกไปให้กลมเหมือนลูกแก้วพยากรณ์”
“กะ... กลม ๆ เหรอครับ?”
“ขอบเขตจะเบลอไปบ้างก็ไม่เป็นไร ปล่อยมานาออกมาก่อน เร็วเข้า”
อันยุนซึงดูจะตกใจกับท่าทีที่ค่อนข้างบีบคั้นอยู่บ้าง แต่ฝั่งนี้ก็ไม่หยุดให้คำแนะนำ
“ยืดหลังตรง! หายใจออก อย่าให้ภาพในหัวหลุดไป ไม่ใช่! ไม่ใช่ให้ปล่อยมานาไหลทิ้งไปแบบนั้น!”
และหลังจากผ่านการเคี่ยวเข็ญแบบสปาร์ตาอยู่ร่วม 20 นาที ในที่สุดเราก็เห็นผล
“บะ... แบบนี้เหรอครับ...? แฮก! ดะ... ได้แล้ว! พี่! แบบนี้คือทำได้แล้วใช่ไหมครับ?”
เออ ฉันบอกแล้วไง
“แต่ว่าขยับเขยื้อนไม่ได้เลยสักก้าว อ๊ะ! แตกซะแล้ว”
“ไม่เป็นไร ทำบ่อย ๆ เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง”
การปรับแต่งแค่ระดับนี้มันความยากต่ำจะตายไป
ถึงแม้จะยังเป็นรูปแบบที่ไม่เสถียร แต่อย่างน้อยอันยุนซึงก็ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงทักษะ
ถ้าทำได้แบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ อีกไม่นานเขาก็จะสามารถใช้ม่านพลังป้องกันที่ไร้จุดบอดได้
“ไม่น่าเชื่อเลย ไม่นึกเลยว่าทักษะของผมจะมีความลับในการใช้งานแบบนี้ซ่อนอยู่...”
แม้จะหอบหายใจอย่างหนักจากการใช้มานาอย่างรวดเร็ว แต่อันยุนซึงก็มีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ฉันจ้องมองยุนซึงนิ่ง ๆ ก่อนจะพูดช้า ๆ
“สุดท้ายแล้วทักษะมันก็ขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจนั่นแหละ”
มานาได้รับอิทธิพลอย่างมากจากภาพลักษณ์ในใจของผู้ร่าย เพราะฉะนั้นพวกที่ขี้เก๊กหรือเย่อหยิ่งหน่อย ๆ มักจะมีโอกาสเป็นนักเวทที่ดีได้สูงกว่า
ฉันนึกถึงสามัญสำนึกจากบ้านเกิดแล้วก็หุบปากเงียบ
“อืม เอาเป็นว่าทำต่อเถอะ ครั้งนี้มาซ้อมแบบที่ใช้ในสถานการณ์จริงกัน”
หลังจากหลุดจากห้วงความคิดสั้น ๆ ฉันก็เริ่มดำเนินการตามแผนขั้นต่อไปทันที
ตอนนี้ต้องมีสมาธิ เพราะตั้งแต่นี้ไปคือไฮไลต์ของแผนการในครั้งนี้
“ยังไงซะ ทักษะมันก็ต้องลองใช้กับพวกมอนสเตอร์บ่อย ๆ ถึงจะเพิ่มความชำนาญได้”
ฉันอ้างเรื่องการฝึกซ้อม สั่งให้อันยุนซึงลองรับมือกับศัตรูในเกตนี้โดยใช้ทักษะดู
ยุนซึงเดินออกไปข้างหน้าอย่างว่าง่ายและเริ่มจัดการมอนสเตอร์
“ระดับนี้สบายมากครับ!”
ปึก เพล้ง!
สัตว์ประหลาดที่มีรูปร่างเหมือนรูปปั้นปูนปลาสเตอร์เคลื่อนที่ได้แตกกระจายอย่างง่ายดาย เป็นความต่างชั้นของพลังที่เหนือกว่าตามคาด จนวิญญาณของฉันเผลอเตลิดเปิดเปิงไปชั่วขณะ
ดีล่ะ ได้เวลาแล้ว
“ยุน... ยุนซึงอ่า~ มองข้างหน้าดี ๆ แล้วล่าไปนะ~ เข้าใจไหม~?”
ฉันค่อย ๆ ย่องเข้าไป
ฉันเข้าไปใกล้ซากสัตว์ประหลาดที่เขาจัดการทิ้งไว้
แล้วรีบก้มตัวลง เริ่มเก็บกวาดเศษซากใส่ลงในกระเป๋าสะพายข้างที่เตรียมมา
‘เห็นว่าหินมานาแล้วก็อัญมณีบนหน้าผากมันทำเงินได้สินะ?’
พูดง่าย ๆ ก็คือ ฉันกำลังแอบขโมยของกลางของคนอื่นอยู่นั่นเอง
‘หินมานาออกมาเยอะกว่าที่คิดแฮะ?’
นี่แหละคือเจตนาที่แท้จริงของฉัน
ใช้ข้ออ้างเรื่องการฝึกทักษะเพื่อจูงใจให้เขาออกล่า แล้วฉันก็คอยเก็บไอเทมขยะที่คนระดับ A ทำตกไว้!
ช่างเป็นธุรกิจที่อัจฉริยะจริง ๆ จะต้องไปลงมือจับมอนสเตอร์เองให้เหนื่อยทำไมกัน?
‘แค่นี้ก็น่าจะอยู่ได้เป็นเดือนแล้ว’
แน่นอนว่านอกจากวิธีขี้ปะติ๋วแบบนี้แล้ว ยังมีวิธีที่ตรงไปตรงมามากกว่านี้อีกตั้งเยอะ
อย่างเช่นขอเงินสดตรง ๆ หรือสั่งให้เขาไปจับมอนสเตอร์มาให้
แต่นั่นมันเป็นความคิดของพวกหวังรวยทางลัด
ถ้าขอเงินไปตรง ๆ แล้วเกิดไปสะกิดต่อมอารมณ์ของคุณระดับ A เข้า ทุกอย่างก็จบเหม่พอดีไม่ใช่เหรอ
‘จะให้เรื่องเงินหลุดไปถึงหูอันยุนซึงไม่ได้เด็ดขาด ต้องเก็บไปในปริมาณที่ไม่สะดุดตา ให้เขารู้ตัวน้อยที่สุด’
กฎเหล็กคือห้ามฆ่าห่านที่ออกไข่เป็นทองคำ
ในระหว่างที่ฮันเตอร์คนนั้นกำลังจดจ่อกับการฝึก ฉันก็เก็บหินมานามาได้ในปริมาณที่เหมาะสมแล้วลุกขึ้นยืน
“อันยุนซึง เป็นไงบ้าง? เริ่มจับเคล็ดได้หรือยัง?”
แต่ทันทีหลังจากนั้น ปฏิกิริยาที่อันยุนซึงแสดงออกมากลับดูแปลกไป
ทั้งที่ฉันทักออกไปด้วยท่าทางที่เนียนที่สุดแล้วแท้ ๆ แต่ไม่รู้ทำไมเขากลับไม่ตอบคำถามที่ดูเป็นธรรมชาติพรรค์นี้อยู่พักใหญ่
เขาเพียงแต่หันกลับมามองฉันด้วยสายตาที่ดูเหมือนกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด
อย่างจริงจังเอามาก ๆ
“อืม”
จู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนขาขวาที่เพิ่งรักษาหายจะกลับมาชาอีกรอบแฮะ
หรือว่าเป็นเพราะฉันมันเป็นไอ้ขี้ขโมยกันนะ