Cover

28

รับสายก่อนแล้วกัน

“เออ ยุนซึงอ่า เมื่อวานเพราะนายแท้ ๆ ฉันเลยออกมาได้เรียบร้อยดี ฉันเหรอ? ฉันสบายดี ไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนเลย”

พรึบ ฉันละสายตาออกไปนอกหน้าต่างพลางเริ่มดำเนินแผนการอย่างระมัดระวัง

“ที่โทรมาก็เพราะว่าฉันรู้สึกขอบคุณมาก เลยอยากจะเลี้ยงข้าวสักมื้อน่ะ...”

เพื่อนบ้านต่างดาวของฉัน ฮันเตอร์อันยุนซึงงับเหยื่อเข้าเต็มเปาด้วยความซื่อ

“สะดวกออกมาเจอกันหน่อยไหม? มีเรื่องจะคุยด้วยพอดี”

***

“อเมริกาโน่เย็นแก้วหนึ่งครับ”

‘ของพรรค์นั้นทำไมถึงกินกันลงนะ?’

ครู่ต่อมา

ฉันกับอันยุนซึงก็มานั่งอยู่ในร้านกาแฟแฟรนไชส์แถว ๆ นั้น

เป็นเพราะอันยุนซึงบอกว่าไม่จำเป็นต้องเลี้ยงข้าวแพง ๆ หรอก แล้วเขาก็ปฏิเสธความปรารถนาดีของฉันอย่างแข็งขันก่อนจะลากมาที่นี่แทน

“เลี้ยงแค่กาแฟแก้วเดียวแบบนี้ก็พอแล้วครับ จะทานให้อร่อยนะครับ! พี่ชาย”

ปัญหาก็คือ สำหรับเอเลี่ยนบางตน แค่ได้กลิ่นเมล็ดกาแฟที่อบอวลอยู่ในนี้ก็รู้สึกพะอืดพะอมแล้วเนี่ยสิ

“ของฉันเอาเมนู BEST ตรงนี้... ที่เรียกว่าวานิลลาลาเต้แล้วกัน”

ฉันกวาดสายตามองกระดานที่มีชื่อยาวเหยียดเรียงรายกันอยู่ ก่อนจะเลือกเมนูออกมาได้อย่างยากลำบาก

วานิลลา อย่างน้อยคำนี้ฉันก็พอจะนึกความหมายของมันออกลาง ๆ

“พี่ชอบทานของหวานเหรอครับ?”

ดูเหมือนเมนูที่เพิ่งสั่งไปจะเป็นเครื่องดื่มรสหวานสินะ

ฉันส่ายหน้าเบา ๆ พลางจ่ายเงิน

“ก็ไม่เชิงหรอก แต่ฉันกินกาแฟไม่ได้น่ะ”

“เอ๊ะ? วานิลลาลาเต้มันใส่ช็อตกาแฟด้วยนะครับ”

“เมื่อกี้ว่าไงนะ?”

เดี๋ยวนะ อะไรนะ?

“เมนูนั้นก็มีคาเฟอีนรวมอยู่ด้วย...”

“นี่คุณ! ของที่ฉันสั่งช่วยตัดกาแฟออกให้หมดเลยนะ อะไรที่มีกลิ่นกาแฟก็ไม่เอาทั้งนั้น!”

ตึง! ฉันรีบคว้าตัวพนักงานที่กำลังจะเริ่มทำเครื่องดื่มเอาไว้แล้วบอกออกไปอย่างร้อนรน พนักงานคนนั้นตอบรับกลับมาด้วยสีหน้ามึนงง

‘ชิบเป๋ง’

เริ่มต้นก็ติดขัดซะแล้ว

แต่ฉันก็พยายามตั้งสติแล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะ ตอนนี้เหลือแค่ต้องคุยกับยุนซึงอย่างใจเย็นเท่านั้น

“จะว่าไปเมื่อวานผมตกใจหมดเลยครับ ที่บอกว่าอยู่ดี ๆ ก็ถูกลักพาตัวไป... พี่กิรยอ ร่างกายไม่เป็นไรจริง ๆ ใช่ไหมครับ?”

“เออ อือ”

ทันทีที่นั่งลงที่โต๊ะ ยุนซึงก็ยิงคำถามด้วยสีหน้ากังวล

ฉันตอบรับไปส่ง ๆ พลางครุ่นคิดว่าจะโยนเหยื่อล่อออกไปท่าไหนดี

“ฉันได้ยินมาแล้วล่ะ เห็นว่าเมื่อคืนตอนเที่ยงคืนนายกำลังปราบดันเจี้ยนเบรกอยู่เหรอ?”

“ครับ พอดีมีเรื่องด่วนเกิดขึ้นเมื่อคืนน่ะครับ”

ลองหยั่งเชิงดูช่วงแรกก่อนแล้วกัน

“ต้องขอโทษจริง ๆ นะครับ บอกตามตรงว่าสถานการณ์ตรงนั้นมันแย่มาก ผมเองก็อยากจะไปช่วยด้วยตัวเองจริง ๆ แต่ก็ช่วยไม่ได้ เลยต้องให้ฮันเตอร์ซอนอูยอนไปก่อน...”

ฉันปัดคำขอโทษของอันยุนซึงทิ้งไปอย่างไม่ใส่ใจ แล้วดึงอำนาจการสนทนามาไว้ในมือ

“ช่างเถอะ ลำบากแย่เลยนะที่ต้องเหนื่อยจนดึกขนาดนั้น”

หยอดคำชมเล็กน้อยเพื่อสร้างบรรยากาศ

“แต่ว่านะ ยุนซึง ช่วงนี้นายมัวแต่ไปตามเก็บงานดันเจี้ยนเบรกอย่างเดียวเลยนะ?”

“ครับ?”

“ไม่ได้เข้าเกตมานานแค่ไหนแล้ว?”

“เรื่องนั้นมัน...”

“ไม่นับตอนที่ไปกับฉันนะ”

อันยุนซึงหุบปากฉับ

ฉันสังเกตปฏิกิริยาของฮันเตอร์ระดับ A คนนี้ แล้วจึงเอ่ยประโยคถัดไป

“ยังลำบากอยู่สินะ? เพราะเรื่องคราวนั้น”

“...”

“ก็เลยกลัวการเข้าเกตงั้นเหรอ?”

ครืดดด ครืดดด

ในระหว่างที่ยุนซึงกำลังอึกอัก เครื่องส่งสัญญาณเรียกคิวขนาดเล็กบนโต๊ะก็สั่นขึ้น

“นายนั่งอยู่นี่แหละ เดี๋ยวฉันไปรับเอง”

ฉันปลีกตัวออกมาครู่หนึ่งเพื่อให้เขามีเวลาเตรียมคำตอบ

และเมื่อฉันกลับมาพร้อมเครื่องดื่มที่เสร็จสมบูรณ์ เขาก็ยอมเปิดปากออกมาอย่างยากลำบาก

“ครับ... นิดหน่อย คิดว่าคงยังกลับไปทำงานปกติได้ยากครับ”

การเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์ระดับ A ขั้นสูงอย่างกะทันหัน

การหักหลังของเพื่อนร่วมทีมที่เคยไว้ใจ ความหวาดกลัวต่อความตายที่เข้ามาจ่อลำคอ

มันเป็นบาดแผลทางใจที่ใหญ่เกินกว่านักศึกษาที่เพิ่งพ้นวัย 20 จะทนรับไหว ฉันเข้าใจดี

“แต่ว่านะ ยุนซึง”

ถึงอย่างนั้น เรื่องที่ต้องพูดก็ต้องพูดล่ะนะ

“นายจะมาคอยตามแต่ฉันตลอดไปไม่ได้หรอก เพราะฉันเป็นแค่ฮันเตอร์ระดับ F”

“ครับ...”

“นายควรจะเริ่มเตรียมตัวสร้างทีมของตัวเองใหม่ หรือไม่ก็เตรียมทำงานในฐานะฮันเตอร์อิสระได้แล้ว เข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม?”

อันยุนซึงก้มหน้ายอมรับนิ่ง ๆ สีหน้าเขาดูซีดเผือดราวกับคิดว่าฉันกำลังจะทิ้งเขาตอนนี้เลย

ฉันดูเป็นคนโง่ขนาดนั้นเลยเหรอ?

จะทิ้งหมอนี่ไปทำไมกันล่ะ?

“ฉันก็เลยลองคิดดูน่ะ”

ฉันเริ่มเข้าประเดณ์ด้วยน้ำเสียงที่สุภาพและระมัดระวังที่สุดเพื่อไม่ให้อันยุนซึงรู้สึกไม่ดี

“ถ้านายไม่รังเกียจ ในช่วงที่นายพักงานอยู่นี้ ฉันอยากจะฝึกให้นายหน่อย”

“...! ครับ?”

“ฉันพอจะดูเรื่องวิธีใช้สถาบันหรือการควบคุมมานาให้ได้น่ะ ถ้าได้รับการปรับปรุงแล้ว นายก็น่าจะเก่งขึ้นกว่าเมื่อก่อนนะ”

“จะ... จริงเหรอครับ?”

อันยุนซึงตกใจจนเกือบทำกาแฟที่กินอยู่หกไปครึ่งหนึ่ง

“มันก็ขึ้นอยู่กับว่านายจะอนุญาตหรือเปล่าล่ะนะ”

“ผะ... ผมต้องตกลงอยู่แล้วครับ! ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นพี่ชายมาฝึกให้เชียวนะ แต่ว่าเรื่องแบบนั้น... ผมจะได้รับความช่วยเหลือที่เกินควรแบบนั้นได้จริง ๆ เหรอครับ?”

“ได้สิ แน่นอนอยู่แล้ว”

ปลาติดเบ็ดแล้ว งับเหยื่อซะง่ายเชียว รู้สึกดีเป็นบ้า

“ถ้านายแข็งแกร่งขึ้น ความมั่นใจก็จะตามมาเองตามธรรมชาติ แล้วความกังวลเรื่องเกตก็จะหายไปเร็วขึ้นด้วยไม่ใช่เหรอ?”

ฉันพ่นข้ออ้างร้อยแปดเพื่อหลอกล่อให้ยุนซึงหลงเชื่อ ก่อนจะตอกตะปูปิดฝาโลงเป็นครั้งสุดท้าย

“งั้นไหน ๆ ก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมาแล้ว ถ้ามีเกตแถวนี้ที่พอเหมาะ ๆ เราลองไปที่นั่นกันสักพักไหม?”

“อา! เข้าใจแล้วครับ!”

ทันทีที่ได้ยินข้อเสนอของฉัน อันยุนซึงก็เริ่มค้นหาเกตทันทีโดยไม่เสียเวลาคิดแม้แต่น้อย

น่าสงสารที่เขาดีใจขนาดนั้นโดยไม่รู้เลยว่าฝั่งนี้มีแผนการอะไรซ่อนอยู่

‘หึหึ’

ฉันจิบเครื่องดื่มในมัคเพื่อเป็นการฉลองที่ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น

“เอ๊ะ นี่มันอร่อยดีแฮะ”

“วานิลลาลาเต้ที่ไม่มีช็อตเนี่ยนะครับ...?”

ถึงมันจะเริ่มเย็นชืดไปครึ่งหนึ่งแล้ว แต่รสชาติก็ไม่เลวเลย

และไม่กี่นาทีต่อมา

‘คิกคิกคิก ทุกอย่างเป็นไปตามแผน...’

หลังจากล่อลวงอันยุนซึงสำเร็จ ฉันก็มุ่งหน้าไปยังเกตทันที

เกตระดับ D ที่อยู่ใกล้ ๆ ร้านกาแฟ วิหารแม็กซิมัส

เห็นว่าเกตที่มีทัศนียภาพเหมือนที่นี่เคยปรากฏขึ้นมาแล้วหลายครั้งในอดีต

‘เพราะอย่างนั้นในอินเทอร์เน็ตเลยมีข้อมูลเยอะเลยสินะ’

ที่นี่มีชื่อเสียงว่าเป็นเกตที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมนัก เพราะโอกาสที่หินมานาจะดรอปนั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

นั่นทำให้เราสามารถใช้งานวิหารแห่งนี้ได้ราวกับเช่าเหมาที่เลยทีเดียว

“ไหนดูซิ...”

ในที่สุดก็มาถึงบริเวณรอบนอกของวิหาร

พวกเราหยุดตรงทางเดินที่เงียบสงบซึ่งไม่มีมอนสเตอร์เดินผ่าน ฉันจึงหันไปพูดกับยุนซึงทันที

“นายบอกว่าคุณสมบัติที่ตื่นรู้คือสายป้องกันใช่ไหม? ไหนลองแสดงทักษะหลักให้ฉันดูหน่อยสิ”

“เข้าใจแล้วครับ! อะ... แต่อย่างนั้น ถ้าพี่จะสอนวิธีใช้ทักษะให้ หรือว่าพี่เองก็เป็นสายป้องกันเหมือนกัน...?”

“ไม่ใช่หรอก แต่ลองทำดูเถอะ อะไรก็ได้”

“การแสดงทักษะแบบนี้ไม่ได้ทำมานานแล้ว เลยรู้สึกประหม่านิดหน่อยนะครับ ฮ่า ๆ”

จากนั้นอันยุนซึงก็เริ่มร่ายทักษะของเขา

จากการค้นหาในเว็บไซต์ที่ชื่อว่าพิกซีวิกิ มันเป็นเวทมนตร์ที่มีชื่อว่าอย่างนี้

[โล่แห่งการปกป้อง (Active)]

[คำอธิบาย: สร้างม่านพลังป้องกันที่ประกอบด้วยพลังเวทขึ้นด้านหน้าผู้ใช้ ขนาดจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณมานาที่ใช้]

พอนึกดูตอนนี้ คำศัพท์ที่พวกฮันเตอร์ใช้กัน มันก็มีความคล้ายคลึงกับคำในเกมบนโลกนี้อยู่มากเหมือนกันแฮะ...

ช่างเถอะ เอาเป็นว่า

“ฮึบ!”

ฉันชายตามองเวทมนตร์ที่อันยุนซึงกางออกมา

เวทมนตร์ที่เขาสำแดงออกมาพร้อมกับเสียงขู่กรรโชกสั้น ๆ นั้น เป็นรูปแบบอาคมสำหรับป้องกันอย่างชัดเจนแม้จะมองด้วยตาเปล่าก็ตาม

ม่านพลังรูปทรงโล่ที่ส่องแสงสีฟ้าปกคลุมอยู่ด้านหน้าอย่างนั้นเหรอ สิ่งที่ดูเหมือนปีกบนโล่นั่นคือจิตใต้สำนึกของผู้ร่ายสินะ

“เปะ... เป็นยังไงบ้างครับ?”

“ขอบอกคำเดียวแล้วกัน”

ฉันพ่นประโยคที่แวบขึ้นมาในหัวเมื่อเห็นม่านพลังนั้นออกมา

“ทำไมถึงกันแค่ข้างหน้าล่ะ?”

กะไว้แล้วเชียว มีจุดให้แก้เต็มไปหมดเลย...!

“ครับ? กะ... ก็เพราะมันเป็นทักษะแบบนี้นี่ครับ? ตั้งแต่ตอนตื่นรู้ครั้งแรกมันก็เป็นแบบนี้มาตลอด”

สภาพนี้มันเหมือนพวกชิมแปนซีที่เงอะงะใช้มีดหั่นกล้วยกินชัด ๆ แถมยังหั่นจนกล้วยเละเทะไปหมดอีกต่างหาก

เขาไม่ได้ถือกันแบบนั้น และเขาก็ไม่ได้ใช้กันแบบนั้นโว้ย!

ฉันพยายามอดกลั้นความหงุดหงิดแล้วพูดต่อ

“ยุนซึง ทักษะนั้นน่ะ มันต้องปกป้องทุกทิศทาง ไม่ใช่แค่ข้างหน้า”

“ครับ?”

“ไม่ใช่ยืดออกไปเป็นแผ่นเรียบ ๆ ตรงหน้า แต่ให้มันคลุมตัวนายเป็นรูปโดมแก้วไปเลย ยังไงปริมาณมานาที่ใช้มันก็น่าจะพอ ๆ กันนั่นแหละ”

แต่อันยุนซึงลองกางทักษะดูอีกสองสามครั้งหลังจากนั้น แล้วจึงพูดด้วยน้ำเสียงสงสัย

“ขอโทษนะครับ ถึงจะขยายขนาดได้ แต่รูปทรงมันเปลี่ยนไม่ได้เลยครับ...? มันเป็นไปไม่ได้หรอก”

ถ้าฉันควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้าได้เก่งล่ะก็ จังหวะนี้คิ้วข้างหนึ่งของฉันคงกระตุกไปแล้ว

“ไอ้เรื่องง่าย ๆ แค่นั้นทำไมจะทำไม่ได้?”

ฉันก้าวเข้าไปหายุนซึงแล้ววางหมัดไว้ที่ท้องของเขา

จากนั้นก็กดลงไปตรงส่วนที่เรียกว่าลิ้นปี่พลางให้คำแนะนำ

“นั่นมันเป็นอคติของนายเอง มันต้องทำได้สิ คิดซะว่าลิ้นปี่ของนายคือศูนย์กลางของทักษะ แล้วกระจายมานาออกไปให้กลมเหมือนลูกแก้วพยากรณ์”

“กะ... กลม ๆ เหรอครับ?”

“ขอบเขตจะเบลอไปบ้างก็ไม่เป็นไร ปล่อยมานาออกมาก่อน เร็วเข้า”

อันยุนซึงดูจะตกใจกับท่าทีที่ค่อนข้างบีบคั้นอยู่บ้าง แต่ฝั่งนี้ก็ไม่หยุดให้คำแนะนำ

“ยืดหลังตรง! หายใจออก อย่าให้ภาพในหัวหลุดไป ไม่ใช่! ไม่ใช่ให้ปล่อยมานาไหลทิ้งไปแบบนั้น!”

และหลังจากผ่านการเคี่ยวเข็ญแบบสปาร์ตาอยู่ร่วม 20 นาที ในที่สุดเราก็เห็นผล

“บะ... แบบนี้เหรอครับ...? แฮก! ดะ... ได้แล้ว! พี่! แบบนี้คือทำได้แล้วใช่ไหมครับ?”

เออ ฉันบอกแล้วไง

“แต่ว่าขยับเขยื้อนไม่ได้เลยสักก้าว อ๊ะ! แตกซะแล้ว”

“ไม่เป็นไร ทำบ่อย ๆ เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง”

การปรับแต่งแค่ระดับนี้มันความยากต่ำจะตายไป

ถึงแม้จะยังเป็นรูปแบบที่ไม่เสถียร แต่อย่างน้อยอันยุนซึงก็ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงทักษะ

ถ้าทำได้แบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ อีกไม่นานเขาก็จะสามารถใช้ม่านพลังป้องกันที่ไร้จุดบอดได้

“ไม่น่าเชื่อเลย ไม่นึกเลยว่าทักษะของผมจะมีความลับในการใช้งานแบบนี้ซ่อนอยู่...”

แม้จะหอบหายใจอย่างหนักจากการใช้มานาอย่างรวดเร็ว แต่อันยุนซึงก็มีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น

ฉันจ้องมองยุนซึงนิ่ง ๆ ก่อนจะพูดช้า ๆ

“สุดท้ายแล้วทักษะมันก็ขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจนั่นแหละ”

มานาได้รับอิทธิพลอย่างมากจากภาพลักษณ์ในใจของผู้ร่าย เพราะฉะนั้นพวกที่ขี้เก๊กหรือเย่อหยิ่งหน่อย ๆ มักจะมีโอกาสเป็นนักเวทที่ดีได้สูงกว่า

ฉันนึกถึงสามัญสำนึกจากบ้านเกิดแล้วก็หุบปากเงียบ

“อืม เอาเป็นว่าทำต่อเถอะ ครั้งนี้มาซ้อมแบบที่ใช้ในสถานการณ์จริงกัน”

หลังจากหลุดจากห้วงความคิดสั้น ๆ ฉันก็เริ่มดำเนินการตามแผนขั้นต่อไปทันที

ตอนนี้ต้องมีสมาธิ เพราะตั้งแต่นี้ไปคือไฮไลต์ของแผนการในครั้งนี้

“ยังไงซะ ทักษะมันก็ต้องลองใช้กับพวกมอนสเตอร์บ่อย ๆ ถึงจะเพิ่มความชำนาญได้”

ฉันอ้างเรื่องการฝึกซ้อม สั่งให้อันยุนซึงลองรับมือกับศัตรูในเกตนี้โดยใช้ทักษะดู

ยุนซึงเดินออกไปข้างหน้าอย่างว่าง่ายและเริ่มจัดการมอนสเตอร์

“ระดับนี้สบายมากครับ!”

ปึก เพล้ง!

สัตว์ประหลาดที่มีรูปร่างเหมือนรูปปั้นปูนปลาสเตอร์เคลื่อนที่ได้แตกกระจายอย่างง่ายดาย เป็นความต่างชั้นของพลังที่เหนือกว่าตามคาด จนวิญญาณของฉันเผลอเตลิดเปิดเปิงไปชั่วขณะ

ดีล่ะ ได้เวลาแล้ว

“ยุน... ยุนซึงอ่า~ มองข้างหน้าดี ๆ แล้วล่าไปนะ~ เข้าใจไหม~?”

ฉันค่อย ๆ ย่องเข้าไป

ฉันเข้าไปใกล้ซากสัตว์ประหลาดที่เขาจัดการทิ้งไว้

แล้วรีบก้มตัวลง เริ่มเก็บกวาดเศษซากใส่ลงในกระเป๋าสะพายข้างที่เตรียมมา

‘เห็นว่าหินมานาแล้วก็อัญมณีบนหน้าผากมันทำเงินได้สินะ?’

พูดง่าย ๆ ก็คือ ฉันกำลังแอบขโมยของกลางของคนอื่นอยู่นั่นเอง

‘หินมานาออกมาเยอะกว่าที่คิดแฮะ?’

นี่แหละคือเจตนาที่แท้จริงของฉัน

ใช้ข้ออ้างเรื่องการฝึกทักษะเพื่อจูงใจให้เขาออกล่า แล้วฉันก็คอยเก็บไอเทมขยะที่คนระดับ A ทำตกไว้!

ช่างเป็นธุรกิจที่อัจฉริยะจริง ๆ จะต้องไปลงมือจับมอนสเตอร์เองให้เหนื่อยทำไมกัน?

‘แค่นี้ก็น่าจะอยู่ได้เป็นเดือนแล้ว’

แน่นอนว่านอกจากวิธีขี้ปะติ๋วแบบนี้แล้ว ยังมีวิธีที่ตรงไปตรงมามากกว่านี้อีกตั้งเยอะ

อย่างเช่นขอเงินสดตรง ๆ หรือสั่งให้เขาไปจับมอนสเตอร์มาให้

แต่นั่นมันเป็นความคิดของพวกหวังรวยทางลัด

ถ้าขอเงินไปตรง ๆ แล้วเกิดไปสะกิดต่อมอารมณ์ของคุณระดับ A เข้า ทุกอย่างก็จบเหม่พอดีไม่ใช่เหรอ

‘จะให้เรื่องเงินหลุดไปถึงหูอันยุนซึงไม่ได้เด็ดขาด ต้องเก็บไปในปริมาณที่ไม่สะดุดตา ให้เขารู้ตัวน้อยที่สุด’

กฎเหล็กคือห้ามฆ่าห่านที่ออกไข่เป็นทองคำ

ในระหว่างที่ฮันเตอร์คนนั้นกำลังจดจ่อกับการฝึก ฉันก็เก็บหินมานามาได้ในปริมาณที่เหมาะสมแล้วลุกขึ้นยืน

“อันยุนซึง เป็นไงบ้าง? เริ่มจับเคล็ดได้หรือยัง?”

แต่ทันทีหลังจากนั้น ปฏิกิริยาที่อันยุนซึงแสดงออกมากลับดูแปลกไป

ทั้งที่ฉันทักออกไปด้วยท่าทางที่เนียนที่สุดแล้วแท้ ๆ แต่ไม่รู้ทำไมเขากลับไม่ตอบคำถามที่ดูเป็นธรรมชาติพรรค์นี้อยู่พักใหญ่

เขาเพียงแต่หันกลับมามองฉันด้วยสายตาที่ดูเหมือนกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด

อย่างจริงจังเอามาก ๆ

“อืม”

จู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนขาขวาที่เพิ่งรักษาหายจะกลับมาชาอีกรอบแฮะ

หรือว่าเป็นเพราะฉันมันเป็นไอ้ขี้ขโมยกันนะ

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

28

20px

รับสายก่อนแล้วกัน

“เออ ยุนซึงอ่า เมื่อวานเพราะนายแท้ ๆ ฉันเลยออกมาได้เรียบร้อยดี ฉันเหรอ? ฉันสบายดี ไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนเลย”

พรึบ ฉันละสายตาออกไปนอกหน้าต่างพลางเริ่มดำเนินแผนการอย่างระมัดระวัง

“ที่โทรมาก็เพราะว่าฉันรู้สึกขอบคุณมาก เลยอยากจะเลี้ยงข้าวสักมื้อน่ะ...”

เพื่อนบ้านต่างดาวของฉัน ฮันเตอร์อันยุนซึงงับเหยื่อเข้าเต็มเปาด้วยความซื่อ

“สะดวกออกมาเจอกันหน่อยไหม? มีเรื่องจะคุยด้วยพอดี”

***

“อเมริกาโน่เย็นแก้วหนึ่งครับ”

‘ของพรรค์นั้นทำไมถึงกินกันลงนะ?’

ครู่ต่อมา

ฉันกับอันยุนซึงก็มานั่งอยู่ในร้านกาแฟแฟรนไชส์แถว ๆ นั้น

เป็นเพราะอันยุนซึงบอกว่าไม่จำเป็นต้องเลี้ยงข้าวแพง ๆ หรอก แล้วเขาก็ปฏิเสธความปรารถนาดีของฉันอย่างแข็งขันก่อนจะลากมาที่นี่แทน

“เลี้ยงแค่กาแฟแก้วเดียวแบบนี้ก็พอแล้วครับ จะทานให้อร่อยนะครับ! พี่ชาย”

ปัญหาก็คือ สำหรับเอเลี่ยนบางตน แค่ได้กลิ่นเมล็ดกาแฟที่อบอวลอยู่ในนี้ก็รู้สึกพะอืดพะอมแล้วเนี่ยสิ

“ของฉันเอาเมนู BEST ตรงนี้... ที่เรียกว่าวานิลลาลาเต้แล้วกัน”

ฉันกวาดสายตามองกระดานที่มีชื่อยาวเหยียดเรียงรายกันอยู่ ก่อนจะเลือกเมนูออกมาได้อย่างยากลำบาก

วานิลลา อย่างน้อยคำนี้ฉันก็พอจะนึกความหมายของมันออกลาง ๆ

“พี่ชอบทานของหวานเหรอครับ?”

ดูเหมือนเมนูที่เพิ่งสั่งไปจะเป็นเครื่องดื่มรสหวานสินะ

ฉันส่ายหน้าเบา ๆ พลางจ่ายเงิน

“ก็ไม่เชิงหรอก แต่ฉันกินกาแฟไม่ได้น่ะ”

“เอ๊ะ? วานิลลาลาเต้มันใส่ช็อตกาแฟด้วยนะครับ”

“เมื่อกี้ว่าไงนะ?”

เดี๋ยวนะ อะไรนะ?

“เมนูนั้นก็มีคาเฟอีนรวมอยู่ด้วย...”

“นี่คุณ! ของที่ฉันสั่งช่วยตัดกาแฟออกให้หมดเลยนะ อะไรที่มีกลิ่นกาแฟก็ไม่เอาทั้งนั้น!”

ตึง! ฉันรีบคว้าตัวพนักงานที่กำลังจะเริ่มทำเครื่องดื่มเอาไว้แล้วบอกออกไปอย่างร้อนรน พนักงานคนนั้นตอบรับกลับมาด้วยสีหน้ามึนงง

‘ชิบเป๋ง’

เริ่มต้นก็ติดขัดซะแล้ว

แต่ฉันก็พยายามตั้งสติแล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะ ตอนนี้เหลือแค่ต้องคุยกับยุนซึงอย่างใจเย็นเท่านั้น

“จะว่าไปเมื่อวานผมตกใจหมดเลยครับ ที่บอกว่าอยู่ดี ๆ ก็ถูกลักพาตัวไป... พี่กิรยอ ร่างกายไม่เป็นไรจริง ๆ ใช่ไหมครับ?”

“เออ อือ”

ทันทีที่นั่งลงที่โต๊ะ ยุนซึงก็ยิงคำถามด้วยสีหน้ากังวล

ฉันตอบรับไปส่ง ๆ พลางครุ่นคิดว่าจะโยนเหยื่อล่อออกไปท่าไหนดี

“ฉันได้ยินมาแล้วล่ะ เห็นว่าเมื่อคืนตอนเที่ยงคืนนายกำลังปราบดันเจี้ยนเบรกอยู่เหรอ?”

“ครับ พอดีมีเรื่องด่วนเกิดขึ้นเมื่อคืนน่ะครับ”

ลองหยั่งเชิงดูช่วงแรกก่อนแล้วกัน

“ต้องขอโทษจริง ๆ นะครับ บอกตามตรงว่าสถานการณ์ตรงนั้นมันแย่มาก ผมเองก็อยากจะไปช่วยด้วยตัวเองจริง ๆ แต่ก็ช่วยไม่ได้ เลยต้องให้ฮันเตอร์ซอนอูยอนไปก่อน...”

ฉันปัดคำขอโทษของอันยุนซึงทิ้งไปอย่างไม่ใส่ใจ แล้วดึงอำนาจการสนทนามาไว้ในมือ

“ช่างเถอะ ลำบากแย่เลยนะที่ต้องเหนื่อยจนดึกขนาดนั้น”

หยอดคำชมเล็กน้อยเพื่อสร้างบรรยากาศ

“แต่ว่านะ ยุนซึง ช่วงนี้นายมัวแต่ไปตามเก็บงานดันเจี้ยนเบรกอย่างเดียวเลยนะ?”

“ครับ?”

“ไม่ได้เข้าเกตมานานแค่ไหนแล้ว?”

“เรื่องนั้นมัน...”

“ไม่นับตอนที่ไปกับฉันนะ”

อันยุนซึงหุบปากฉับ

ฉันสังเกตปฏิกิริยาของฮันเตอร์ระดับ A คนนี้ แล้วจึงเอ่ยประโยคถัดไป

“ยังลำบากอยู่สินะ? เพราะเรื่องคราวนั้น”

“...”

“ก็เลยกลัวการเข้าเกตงั้นเหรอ?”

ครืดดด ครืดดด

ในระหว่างที่ยุนซึงกำลังอึกอัก เครื่องส่งสัญญาณเรียกคิวขนาดเล็กบนโต๊ะก็สั่นขึ้น

“นายนั่งอยู่นี่แหละ เดี๋ยวฉันไปรับเอง”

ฉันปลีกตัวออกมาครู่หนึ่งเพื่อให้เขามีเวลาเตรียมคำตอบ

และเมื่อฉันกลับมาพร้อมเครื่องดื่มที่เสร็จสมบูรณ์ เขาก็ยอมเปิดปากออกมาอย่างยากลำบาก

“ครับ... นิดหน่อย คิดว่าคงยังกลับไปทำงานปกติได้ยากครับ”

การเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์ระดับ A ขั้นสูงอย่างกะทันหัน

การหักหลังของเพื่อนร่วมทีมที่เคยไว้ใจ ความหวาดกลัวต่อความตายที่เข้ามาจ่อลำคอ

มันเป็นบาดแผลทางใจที่ใหญ่เกินกว่านักศึกษาที่เพิ่งพ้นวัย 20 จะทนรับไหว ฉันเข้าใจดี

“แต่ว่านะ ยุนซึง”

ถึงอย่างนั้น เรื่องที่ต้องพูดก็ต้องพูดล่ะนะ

“นายจะมาคอยตามแต่ฉันตลอดไปไม่ได้หรอก เพราะฉันเป็นแค่ฮันเตอร์ระดับ F”

“ครับ...”

“นายควรจะเริ่มเตรียมตัวสร้างทีมของตัวเองใหม่ หรือไม่ก็เตรียมทำงานในฐานะฮันเตอร์อิสระได้แล้ว เข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม?”

อันยุนซึงก้มหน้ายอมรับนิ่ง ๆ สีหน้าเขาดูซีดเผือดราวกับคิดว่าฉันกำลังจะทิ้งเขาตอนนี้เลย

ฉันดูเป็นคนโง่ขนาดนั้นเลยเหรอ?

จะทิ้งหมอนี่ไปทำไมกันล่ะ?

“ฉันก็เลยลองคิดดูน่ะ”

ฉันเริ่มเข้าประเดณ์ด้วยน้ำเสียงที่สุภาพและระมัดระวังที่สุดเพื่อไม่ให้อันยุนซึงรู้สึกไม่ดี

“ถ้านายไม่รังเกียจ ในช่วงที่นายพักงานอยู่นี้ ฉันอยากจะฝึกให้นายหน่อย”

“...! ครับ?”

“ฉันพอจะดูเรื่องวิธีใช้สถาบันหรือการควบคุมมานาให้ได้น่ะ ถ้าได้รับการปรับปรุงแล้ว นายก็น่าจะเก่งขึ้นกว่าเมื่อก่อนนะ”

“จะ... จริงเหรอครับ?”

อันยุนซึงตกใจจนเกือบทำกาแฟที่กินอยู่หกไปครึ่งหนึ่ง

“มันก็ขึ้นอยู่กับว่านายจะอนุญาตหรือเปล่าล่ะนะ”

“ผะ... ผมต้องตกลงอยู่แล้วครับ! ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นพี่ชายมาฝึกให้เชียวนะ แต่ว่าเรื่องแบบนั้น... ผมจะได้รับความช่วยเหลือที่เกินควรแบบนั้นได้จริง ๆ เหรอครับ?”

“ได้สิ แน่นอนอยู่แล้ว”

ปลาติดเบ็ดแล้ว งับเหยื่อซะง่ายเชียว รู้สึกดีเป็นบ้า

“ถ้านายแข็งแกร่งขึ้น ความมั่นใจก็จะตามมาเองตามธรรมชาติ แล้วความกังวลเรื่องเกตก็จะหายไปเร็วขึ้นด้วยไม่ใช่เหรอ?”

ฉันพ่นข้ออ้างร้อยแปดเพื่อหลอกล่อให้ยุนซึงหลงเชื่อ ก่อนจะตอกตะปูปิดฝาโลงเป็นครั้งสุดท้าย

“งั้นไหน ๆ ก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมาแล้ว ถ้ามีเกตแถวนี้ที่พอเหมาะ ๆ เราลองไปที่นั่นกันสักพักไหม?”

“อา! เข้าใจแล้วครับ!”

ทันทีที่ได้ยินข้อเสนอของฉัน อันยุนซึงก็เริ่มค้นหาเกตทันทีโดยไม่เสียเวลาคิดแม้แต่น้อย

น่าสงสารที่เขาดีใจขนาดนั้นโดยไม่รู้เลยว่าฝั่งนี้มีแผนการอะไรซ่อนอยู่

‘หึหึ’

ฉันจิบเครื่องดื่มในมัคเพื่อเป็นการฉลองที่ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น

“เอ๊ะ นี่มันอร่อยดีแฮะ”

“วานิลลาลาเต้ที่ไม่มีช็อตเนี่ยนะครับ...?”

ถึงมันจะเริ่มเย็นชืดไปครึ่งหนึ่งแล้ว แต่รสชาติก็ไม่เลวเลย

และไม่กี่นาทีต่อมา

‘คิกคิกคิก ทุกอย่างเป็นไปตามแผน...’

หลังจากล่อลวงอันยุนซึงสำเร็จ ฉันก็มุ่งหน้าไปยังเกตทันที

เกตระดับ D ที่อยู่ใกล้ ๆ ร้านกาแฟ วิหารแม็กซิมัส

เห็นว่าเกตที่มีทัศนียภาพเหมือนที่นี่เคยปรากฏขึ้นมาแล้วหลายครั้งในอดีต

‘เพราะอย่างนั้นในอินเทอร์เน็ตเลยมีข้อมูลเยอะเลยสินะ’

ที่นี่มีชื่อเสียงว่าเป็นเกตที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมนัก เพราะโอกาสที่หินมานาจะดรอปนั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

นั่นทำให้เราสามารถใช้งานวิหารแห่งนี้ได้ราวกับเช่าเหมาที่เลยทีเดียว

“ไหนดูซิ...”

ในที่สุดก็มาถึงบริเวณรอบนอกของวิหาร

พวกเราหยุดตรงทางเดินที่เงียบสงบซึ่งไม่มีมอนสเตอร์เดินผ่าน ฉันจึงหันไปพูดกับยุนซึงทันที

“นายบอกว่าคุณสมบัติที่ตื่นรู้คือสายป้องกันใช่ไหม? ไหนลองแสดงทักษะหลักให้ฉันดูหน่อยสิ”

“เข้าใจแล้วครับ! อะ... แต่อย่างนั้น ถ้าพี่จะสอนวิธีใช้ทักษะให้ หรือว่าพี่เองก็เป็นสายป้องกันเหมือนกัน...?”

“ไม่ใช่หรอก แต่ลองทำดูเถอะ อะไรก็ได้”

“การแสดงทักษะแบบนี้ไม่ได้ทำมานานแล้ว เลยรู้สึกประหม่านิดหน่อยนะครับ ฮ่า ๆ”

จากนั้นอันยุนซึงก็เริ่มร่ายทักษะของเขา

จากการค้นหาในเว็บไซต์ที่ชื่อว่าพิกซีวิกิ มันเป็นเวทมนตร์ที่มีชื่อว่าอย่างนี้

[โล่แห่งการปกป้อง (Active)]

[คำอธิบาย: สร้างม่านพลังป้องกันที่ประกอบด้วยพลังเวทขึ้นด้านหน้าผู้ใช้ ขนาดจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณมานาที่ใช้]

พอนึกดูตอนนี้ คำศัพท์ที่พวกฮันเตอร์ใช้กัน มันก็มีความคล้ายคลึงกับคำในเกมบนโลกนี้อยู่มากเหมือนกันแฮะ...

ช่างเถอะ เอาเป็นว่า

“ฮึบ!”

ฉันชายตามองเวทมนตร์ที่อันยุนซึงกางออกมา

เวทมนตร์ที่เขาสำแดงออกมาพร้อมกับเสียงขู่กรรโชกสั้น ๆ นั้น เป็นรูปแบบอาคมสำหรับป้องกันอย่างชัดเจนแม้จะมองด้วยตาเปล่าก็ตาม

ม่านพลังรูปทรงโล่ที่ส่องแสงสีฟ้าปกคลุมอยู่ด้านหน้าอย่างนั้นเหรอ สิ่งที่ดูเหมือนปีกบนโล่นั่นคือจิตใต้สำนึกของผู้ร่ายสินะ

“เปะ... เป็นยังไงบ้างครับ?”

“ขอบอกคำเดียวแล้วกัน”

ฉันพ่นประโยคที่แวบขึ้นมาในหัวเมื่อเห็นม่านพลังนั้นออกมา

“ทำไมถึงกันแค่ข้างหน้าล่ะ?”

กะไว้แล้วเชียว มีจุดให้แก้เต็มไปหมดเลย...!

“ครับ? กะ... ก็เพราะมันเป็นทักษะแบบนี้นี่ครับ? ตั้งแต่ตอนตื่นรู้ครั้งแรกมันก็เป็นแบบนี้มาตลอด”

สภาพนี้มันเหมือนพวกชิมแปนซีที่เงอะงะใช้มีดหั่นกล้วยกินชัด ๆ แถมยังหั่นจนกล้วยเละเทะไปหมดอีกต่างหาก

เขาไม่ได้ถือกันแบบนั้น และเขาก็ไม่ได้ใช้กันแบบนั้นโว้ย!

ฉันพยายามอดกลั้นความหงุดหงิดแล้วพูดต่อ

“ยุนซึง ทักษะนั้นน่ะ มันต้องปกป้องทุกทิศทาง ไม่ใช่แค่ข้างหน้า”

“ครับ?”

“ไม่ใช่ยืดออกไปเป็นแผ่นเรียบ ๆ ตรงหน้า แต่ให้มันคลุมตัวนายเป็นรูปโดมแก้วไปเลย ยังไงปริมาณมานาที่ใช้มันก็น่าจะพอ ๆ กันนั่นแหละ”

แต่อันยุนซึงลองกางทักษะดูอีกสองสามครั้งหลังจากนั้น แล้วจึงพูดด้วยน้ำเสียงสงสัย

“ขอโทษนะครับ ถึงจะขยายขนาดได้ แต่รูปทรงมันเปลี่ยนไม่ได้เลยครับ...? มันเป็นไปไม่ได้หรอก”

ถ้าฉันควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้าได้เก่งล่ะก็ จังหวะนี้คิ้วข้างหนึ่งของฉันคงกระตุกไปแล้ว

“ไอ้เรื่องง่าย ๆ แค่นั้นทำไมจะทำไม่ได้?”

ฉันก้าวเข้าไปหายุนซึงแล้ววางหมัดไว้ที่ท้องของเขา

จากนั้นก็กดลงไปตรงส่วนที่เรียกว่าลิ้นปี่พลางให้คำแนะนำ

“นั่นมันเป็นอคติของนายเอง มันต้องทำได้สิ คิดซะว่าลิ้นปี่ของนายคือศูนย์กลางของทักษะ แล้วกระจายมานาออกไปให้กลมเหมือนลูกแก้วพยากรณ์”

“กะ... กลม ๆ เหรอครับ?”

“ขอบเขตจะเบลอไปบ้างก็ไม่เป็นไร ปล่อยมานาออกมาก่อน เร็วเข้า”

อันยุนซึงดูจะตกใจกับท่าทีที่ค่อนข้างบีบคั้นอยู่บ้าง แต่ฝั่งนี้ก็ไม่หยุดให้คำแนะนำ

“ยืดหลังตรง! หายใจออก อย่าให้ภาพในหัวหลุดไป ไม่ใช่! ไม่ใช่ให้ปล่อยมานาไหลทิ้งไปแบบนั้น!”

และหลังจากผ่านการเคี่ยวเข็ญแบบสปาร์ตาอยู่ร่วม 20 นาที ในที่สุดเราก็เห็นผล

“บะ... แบบนี้เหรอครับ...? แฮก! ดะ... ได้แล้ว! พี่! แบบนี้คือทำได้แล้วใช่ไหมครับ?”

เออ ฉันบอกแล้วไง

“แต่ว่าขยับเขยื้อนไม่ได้เลยสักก้าว อ๊ะ! แตกซะแล้ว”

“ไม่เป็นไร ทำบ่อย ๆ เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง”

การปรับแต่งแค่ระดับนี้มันความยากต่ำจะตายไป

ถึงแม้จะยังเป็นรูปแบบที่ไม่เสถียร แต่อย่างน้อยอันยุนซึงก็ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงทักษะ

ถ้าทำได้แบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ อีกไม่นานเขาก็จะสามารถใช้ม่านพลังป้องกันที่ไร้จุดบอดได้

“ไม่น่าเชื่อเลย ไม่นึกเลยว่าทักษะของผมจะมีความลับในการใช้งานแบบนี้ซ่อนอยู่...”

แม้จะหอบหายใจอย่างหนักจากการใช้มานาอย่างรวดเร็ว แต่อันยุนซึงก็มีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น

ฉันจ้องมองยุนซึงนิ่ง ๆ ก่อนจะพูดช้า ๆ

“สุดท้ายแล้วทักษะมันก็ขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจนั่นแหละ”

มานาได้รับอิทธิพลอย่างมากจากภาพลักษณ์ในใจของผู้ร่าย เพราะฉะนั้นพวกที่ขี้เก๊กหรือเย่อหยิ่งหน่อย ๆ มักจะมีโอกาสเป็นนักเวทที่ดีได้สูงกว่า

ฉันนึกถึงสามัญสำนึกจากบ้านเกิดแล้วก็หุบปากเงียบ

“อืม เอาเป็นว่าทำต่อเถอะ ครั้งนี้มาซ้อมแบบที่ใช้ในสถานการณ์จริงกัน”

หลังจากหลุดจากห้วงความคิดสั้น ๆ ฉันก็เริ่มดำเนินการตามแผนขั้นต่อไปทันที

ตอนนี้ต้องมีสมาธิ เพราะตั้งแต่นี้ไปคือไฮไลต์ของแผนการในครั้งนี้

“ยังไงซะ ทักษะมันก็ต้องลองใช้กับพวกมอนสเตอร์บ่อย ๆ ถึงจะเพิ่มความชำนาญได้”

ฉันอ้างเรื่องการฝึกซ้อม สั่งให้อันยุนซึงลองรับมือกับศัตรูในเกตนี้โดยใช้ทักษะดู

ยุนซึงเดินออกไปข้างหน้าอย่างว่าง่ายและเริ่มจัดการมอนสเตอร์

“ระดับนี้สบายมากครับ!”

ปึก เพล้ง!

สัตว์ประหลาดที่มีรูปร่างเหมือนรูปปั้นปูนปลาสเตอร์เคลื่อนที่ได้แตกกระจายอย่างง่ายดาย เป็นความต่างชั้นของพลังที่เหนือกว่าตามคาด จนวิญญาณของฉันเผลอเตลิดเปิดเปิงไปชั่วขณะ

ดีล่ะ ได้เวลาแล้ว

“ยุน... ยุนซึงอ่า~ มองข้างหน้าดี ๆ แล้วล่าไปนะ~ เข้าใจไหม~?”

ฉันค่อย ๆ ย่องเข้าไป

ฉันเข้าไปใกล้ซากสัตว์ประหลาดที่เขาจัดการทิ้งไว้

แล้วรีบก้มตัวลง เริ่มเก็บกวาดเศษซากใส่ลงในกระเป๋าสะพายข้างที่เตรียมมา

‘เห็นว่าหินมานาแล้วก็อัญมณีบนหน้าผากมันทำเงินได้สินะ?’

พูดง่าย ๆ ก็คือ ฉันกำลังแอบขโมยของกลางของคนอื่นอยู่นั่นเอง

‘หินมานาออกมาเยอะกว่าที่คิดแฮะ?’

นี่แหละคือเจตนาที่แท้จริงของฉัน

ใช้ข้ออ้างเรื่องการฝึกทักษะเพื่อจูงใจให้เขาออกล่า แล้วฉันก็คอยเก็บไอเทมขยะที่คนระดับ A ทำตกไว้!

ช่างเป็นธุรกิจที่อัจฉริยะจริง ๆ จะต้องไปลงมือจับมอนสเตอร์เองให้เหนื่อยทำไมกัน?

‘แค่นี้ก็น่าจะอยู่ได้เป็นเดือนแล้ว’

แน่นอนว่านอกจากวิธีขี้ปะติ๋วแบบนี้แล้ว ยังมีวิธีที่ตรงไปตรงมามากกว่านี้อีกตั้งเยอะ

อย่างเช่นขอเงินสดตรง ๆ หรือสั่งให้เขาไปจับมอนสเตอร์มาให้

แต่นั่นมันเป็นความคิดของพวกหวังรวยทางลัด

ถ้าขอเงินไปตรง ๆ แล้วเกิดไปสะกิดต่อมอารมณ์ของคุณระดับ A เข้า ทุกอย่างก็จบเหม่พอดีไม่ใช่เหรอ

‘จะให้เรื่องเงินหลุดไปถึงหูอันยุนซึงไม่ได้เด็ดขาด ต้องเก็บไปในปริมาณที่ไม่สะดุดตา ให้เขารู้ตัวน้อยที่สุด’

กฎเหล็กคือห้ามฆ่าห่านที่ออกไข่เป็นทองคำ

ในระหว่างที่ฮันเตอร์คนนั้นกำลังจดจ่อกับการฝึก ฉันก็เก็บหินมานามาได้ในปริมาณที่เหมาะสมแล้วลุกขึ้นยืน

“อันยุนซึง เป็นไงบ้าง? เริ่มจับเคล็ดได้หรือยัง?”

แต่ทันทีหลังจากนั้น ปฏิกิริยาที่อันยุนซึงแสดงออกมากลับดูแปลกไป

ทั้งที่ฉันทักออกไปด้วยท่าทางที่เนียนที่สุดแล้วแท้ ๆ แต่ไม่รู้ทำไมเขากลับไม่ตอบคำถามที่ดูเป็นธรรมชาติพรรค์นี้อยู่พักใหญ่

เขาเพียงแต่หันกลับมามองฉันด้วยสายตาที่ดูเหมือนกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด

อย่างจริงจังเอามาก ๆ

“อืม”

จู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนขาขวาที่เพิ่งรักษาหายจะกลับมาชาอีกรอบแฮะ

หรือว่าเป็นเพราะฉันมันเป็นไอ้ขี้ขโมยกันนะ