อันยุนซึงครุ่นคิด
เขาคิดว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาไม่เคยสัมผัสถึงความรู้สึกยำเกรงมาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ในช่วงวัยเรียน เขาไม่เคยมีที่ปรึกษาหรือบุคคลต้นแบบที่น่าเคารพเลื่อมใสเหมือนที่วัยรุ่นผู้มีความละเอียดอ่อนมักจะมีกัน
แม้แต่ความสำเร็จของเหล่านักกีฬาระดับโลกที่สื่อโทรทัศน์ต่างพากันยกย่องสรรเสริญวันแล้ววันเล่า เขาก็ไม่เคยรู้สึกเลื่อมใสจากใจจริงเลยสักครั้ง
เขาแค่คิดว่า 'อ้อ บนโลกนี้ก็มีคนเก่งๆ แบบนั้นอยู่เหมือนกันสินะ'
'โชคดีจังนะ' เขามีเพียงความรู้สึกฉาบฉวยระดับนั้น จนกระทั่งเข้าสู่วัยมหาวิทยาลัย เขาก็ยังไม่เคยกลายเป็นแฟนคลับของใครเลยด้วยซ้ำ
ดังนั้น วันนี้จึงเป็นวันที่อันยุนซึงได้เข้าใจความหมายของคำคำนี้อย่างถ่องแท้เป็นครั้งแรก
‘นี่มันเป็นไปไม่ได้เลย...’
ความยำเกรง
เมื่อได้เผชิญหน้ากับตัวตนที่เหนือชั้นกว่าอย่างท่วมท้น มันจะกลายเป็นความรู้สึกที่มากกว่าแค่ความเคารพ แต่มันจะมีความยำเกรงอันแฝงไปด้วยความหวาดกลัวจางๆ ผสมโรงอยู่ด้วย
เขาตกอยู่ในอาการช็อกเนิ่นนานหลายนาที
นั่นก็เพราะคิมกิรยอสามารถดึงเอาวิธีใช้งานที่ซ่อนอยู่ของทักษะเขาออกมาได้ เพียงแค่เห็นทักษะของเขา ‘แค่ครั้งเดียว’ เท่านั้น
“─ยุนซึง ทักษะนั่นน่ะ นายต้องปกป้องให้ครอบคลุมรอบทิศทาง ไม่ใช่แค่ข้างหน้าอย่างเดียว”
คนที่ไม่ได้เป็นฮันเตอร์สายป้องกันด้วยซ้ำ จะสามารถควบคุมทักษะได้ดีกว่าเจ้าของทักษะเองได้อย่างไร?
แถมยังเป็นการสั่งสอนที่ดูเป็นธรรมชาติราวกับลมหายใจ...
คิมกิรยอแก้ไขวิธีใช้ทักษะให้เขาอย่างง่ายดายราวกับกำลังสอนเรื่องที่เป็นสามัญสำนึกพื้นฐาน ซึ่งภาพที่เห็นนั้นทำให้เขารู้สึกสั่นสะท้านไปชั่วครู่
ฮันเตอร์คนนี้มีความสามารถระดับไหนกันแน่ ถึงได้ให้คำแนะนำแบบนี้ออกมาได้?
‘ไม่เคยได้ยินว่ามีทักษะประเภทที่สามารถค้นหาจุดบกพร่องของทักษะอื่นได้เลยสักครั้ง’
ข้อสันนิษฐานเดียวที่พอจะตั้งขึ้นมาได้คือ คิมกิรยออาจจะเป็นนักประเมินโดยกำเนิดที่มีทักษะการวิเคราะห์พิเศษบางอย่าง...
อันยุนซึงขมวดคิ้วพลางส่ายหัวไปมาทันที
ไม่ คิมกิรยอไม่ใช่ผู้ตื่นรู้สายวิเคราะห์แน่ๆ...!
เพราะพอนึกย้อนไป ภาพของชายผู้น่าเกรงขามที่ควักหัวใจของหุ่นศิลาเวทมนตร์ระดับ A ออกมาอย่างเลือดเย็นยังคงติดตาเขาอยู่เลย
เขาคือฮันเตอร์ที่มีความสามารถในการต่อสู้อย่างเต็มเปี่ยมไม่ใช่หรือไง
‘ทักษะการประเมินนั่นต้องได้มาจากการเรียนรู้ผ่านไอเทมที่มีขายทั่วไปแน่ๆ!’
ฟังก์ชันการประเมินของคิมกิรยอไม่น่าจะโดดเด่นเป็นพิเศษอะไร
ต่อให้ซื้อหินทักษะคุณภาพสูงราคาแพงมาใช้ สุดท้ายขอบเขตการใช้งานของเทคนิคก็น่าจะเหมือนๆ กันหมด
ดังนั้น ทั้งหมดนี้จึงเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากไหวพริบ ประสบการณ์ และความรู้ที่หลอมรวมเข้าด้วยกันจนเป็นไปได้
‘เขาไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ’
หลังจากคำนวณในใจเสร็จ ยุนซึงก็กำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว
ความรู้สึกที่สัมผัสได้ในวินาทีนี้คือความยำเกรงอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
แต่ทว่า...
“อันยุนซึง เป็นไงบ้าง? เริ่มจับจุดได้หรือยัง?”
ท่ามกลางความยำเกรงนั้น มีความรู้สึกหนึ่งค่อยๆ ผุดขึ้นมา ทำให้อันยุนซึงแสดงสีหน้าเคร่งเครียดออกมาทันที
“อา พี่ครับ คือเรื่องนั้น...”
เขารู้สึกอับอาย
จะมีสถานการณ์ไหนที่น่าขายหน้าไปกว่านี้อีกไหม
“ผมพยายามจะจับจุดให้ได้อยู่ครับ แต่ดูเหมือนว่า... มันจะยังทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่”
พอมาคิดดูแล้ว คิมกิรยอแสดงท่าทีเป็นกันเองอยู่บ่อยครั้งจนทำให้เขาลืมไปชั่วขณะ
คิมกิรยอนั้นเดิมทีก็เป็นผู้ตื่นรู้ที่มีฝีมือลึกล้ำจนยากจะหยั่งถึงอยู่แล้ว
เหนือฟ้ายังมีฟ้านั่นแหละ
ยิ่งซอนอูยอนเคยบอกว่า อุบัติเหตุเมื่อวานนี้มีความเป็นไปได้ว่าเขาอาจจะแกล้งยอมโดนลักพาตัวเพื่อตั้งใจไปกวาดล้างองค์กรอาชญากรรมด้วยตัวเอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย
‘เฮ้อ’
แต่เมื่อเทียบกับเขาแล้ว ตัวเขาเองกลับเป็นพวกครึ่งๆ กลางๆ ที่แม้แต่ทักษะเดียวก็ยังใช้ได้ไม่เอาไหน
ในสายตาของคนที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถอย่างคิมกิรยอ ตัวเขาจะดูน่าสมเพชขนาดไหนกันนะ
“ขอโทษด้วยครับ! ทั้งที่พี่สละเวลาอันมีค่ามาสอนผมแท้ๆ ผมจะรีบฝึกฝนให้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุดครับ พี่!”
แต่หลังจากนั้นครู่เดียว
อันยุนซึงก็ได้ตระหนักว่า ความคิดของเขานั้นเป็นเพียงการมองโลกในแง่แคบเท่านั้น
“ยุนซึง อย่ารีบร้อนไปเลย”
“ครับ?”
ชายที่มีดวงตาดุขยับลูกตาไปมาครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ถ้าวันนี้ยังไม่ได้ วันหน้าค่อยทำต่อก็ได้ นายไม่ได้จะรีบกลับไปทำกิจกรรมฮันเตอร์เดี๋ยวนี้เสียหน่อย จะรีบร้อนไปทำไม”
“แต่ว่า...”
“เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะช่วยดูให้ใหม่ แล้วจะมะรืน หรือมะเรื่อง หรือเมื่อไหร่ก็ได้ทั้งนั้นแหละ”
น้ำเสียงที่ราบเรียบ
แววตาที่ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
“ฉันเป็นระดับ F น่ะ เลยมีเวลาว่างเยอะ”
ท่าทีของคิมกิรยอยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
นั่นทำให้เขารับรู้ได้ว่า อีกฝ่ายยังคงให้เกียรติและเคารพเขาเหมือนเช่นเคย
“พี่กิรยอ...”
อันยุนซึงถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะเพราะความซาบซึ้งที่พุ่งพล่านขึ้นมา
เพื่อช่วยฮันเตอร์ที่สูญเสียความมั่นใจ เขาถึงกับยอมถ่ายทอดเคล็ดลับของตัวเองให้โดยไม่ลังเล
แถมในสถานการณ์แบบนี้ ยังยอมโกหกหน้าตายเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายต้องรู้สึกกดดันจากการได้รับความช่วยเหลืออีก
เขารู้สึกตั้งแต่วันแรกที่เจอแล้วว่า ฮันเตอร์คิมกิรยอเป็นผู้มีจิตใจกว้างขวางที่หาได้ยากยิ่งจริงๆ
“พี่มีอะไรที่อยากได้จากผมไหมครับ? หรือมีอะไรที่พี่กำลังต้องการหรือเปล่า”
ในวินาทีนั้น อันยุนซึงรู้สึกว่าเขาอยากจะตอบแทนบุญคุณนี้ให้ได้ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม เขาจึงถามออกไปอย่างกระวนกระวาย
“ฉะ...ฉันเหรอ? ฉันจะไปอยากได้อะไรจากนายล่ะ ไม่มีหรอก เรื่องแบบนั้นน่ะ”
แต่ก็นั่นแหละ เขาคาดไว้แล้วว่าจะต้องได้รับคำตอบแบบนี้กลับมา
‘เพราะเขาเป็นคนที่ไม่เห็นแก่ลาภยศเงินทองนี่นา’
คำถามของเขาคงจะฟังดูไร้สาระมากจนพี่เขาถึงกับตกใจจนพูดติดอ่างเลยทีเดียว
คิมกิรยอไม่ใช่คนประเภทที่จะถูกล่อลวงด้วยทรัพย์สินเงินทองเล็กน้อยเหมือนมนุษย์ทั่วไปในสังคมปัจจุบัน
ความสมถะเช่นนี้เป็นคุณลักษณะที่น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างก็จริง
แต่มันกลับกลายเป็นอุปสรรคชิ้นโตในยามที่เขาต้องการจะทดแทนบุญคุณ
“ฟู่ว”
ในตอนที่ตื่นรู้เป็นระดับ A เขาเคยคิดว่าจากนี้ไปคงจะทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา
แต่ตอนนี้เขากลับไม่สามารถแม้แต่จะกล่าวคำขอบคุณได้อย่างเหมาะสมเสียด้วยซ้ำ
‘ช่วยไม่ได้แฮะ ช่วงนี้คงต้องตั้งใจรับการฝึกจากพี่เขาเพื่อเพิ่มพูนความสามารถไปก่อน แล้วสักวันผมจะต้องเป็นกำลังให้พี่เขาให้ได้’
อันยุนซึงตัดสินใจแน่วแน่และปรับลมหายใจให้คงที่
เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง แววตาของเขาก็ไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่แล้ว
“รับทราบครับ! งั้นวันนี้ผมจะทำตามที่พี่บอก จะไม่ฝืนตัวเองแล้วจบลงแค่นี้ครับ”
แถมท้ายด้วยว่า...
เหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ระดับการประเมินค่าของกิรยอในใจอันยุนซึงพุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างฉุดไม่อยู่
หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ นี่คือจุดที่เบรกของรถจักรยานยนต์ที่กำลังวิ่งเต็มสูบได้ขาดสะบั้นลงนั่นเอง
***
ทะ...ทำไม ทำไมจู่ๆ ถึงถามแบบนั้นล่ะ?
ถามว่าอยากได้อะไรจากเขางั้นเหรอ?
หรือว่าเขาจะล่วงรู้แผนการของฉันเข้าแล้ว?
“ฉะ...ฉันเหรอ? ฉันจะไปอยากได้อะไรจากนายล่ะ มะ...มะ...ไม่มีหรอก เรื่องแบบนั้นน่ะ”
ฉันพยายามปฏิเสธคำซักไซ้ของอันยุนซึงสุดชีวิตพลางตัวสั่นเทา
ในหัวมีแต่ความคิดแย่ๆ ผุดขึ้นมาไม่หยุด
‘ระดับ F อย่างฉัน ในสายตาของยุนซึงคงเป็นเหมือนแมลงตัวหนึ่งแท้ๆ! ถ้าเขาเกิดรู้ขึ้นมาว่าฉันใช้เขาเป็นเครื่องมือหาเงินละก็...’
เสียวสันหลังวาบเลยแฮะ
ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ ฉันคงเหงื่อแตกจนขาดน้ำตายแน่ๆ
“อ้อ จริงด้วย ยุนซึง ไม่หิวเหรอ? มามะ รีบไปจัดการบอส ปิดเกตแล้วออกไปข้างนอกกันเถอะ”
ฉันรีบเร่งจบภารกิจพลางดันหลังของยุนซึงที่บอกว่าเขายังโอเคอยู่
เป็นไปตามคาด ฮันเตอร์ระดับ A อย่างเขาไม่ได้ให้ความสนใจกับเศษซากมอนสเตอร์ระดับ D ที่ตกอยู่บนพื้นเลยจนกระทั่งเดินออกมาถึงทางออกเกต อาชญากรรมของฉันจึงยังไม่ถูกเปิดเผย
‘ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะไม่ก้มลงไปคุ้ยหาหินมานาเลยสักก้อนจนถึงที่สุด’
บางทีเศษซากมอนสเตอร์ระดับ D สำหรับอันยุนซึงแล้ว คงจะให้ความรู้สึกเหมือนเหรียญ 10 วอนที่ตกอยู่ข้างทางล่ะมั้ง
‘ถ้าเป็นแบบนี้ ต่อให้ขยับเลเวลขึ้นไปเป็นระดับ C หรือ B ก็น่าจะมีอะไรให้เก็บกินอยู่นะ?’
เยส!
ฉันเผยรอยยิ้มออกมาจากส่วนลึกของจิตวิญญาณเมื่อจินตนาการว่าถ้าขายของที่ได้มาในวันนี้จะได้เงินเท่าไหร่
ในจินตนาการนั้น ฉันได้ซื้อบ้านหลังใหญ่ราวกับวังและมีคนรับใช้สัก 100 คน กลายเป็นมหาเศรษฐีไปเรียบร้อยแล้ว
“เอ๊ะ?”
ทว่า ในขณะที่กำลังวางแผนอนาคตอยู่นั้น
อันยุนซึงที่เดินออกมานอกเกตก็หยุดกะทันหันเมื่อเห็นใครบางคนยืนรออยู่ที่ทางออก
“ท่านนั้นคือ...”
“สวัสดีค่ะ ฮันเตอร์อันยุนซึง ออกมาค่อนข้างช้าเลยนะคะ? ทั้งที่เข้าไปในเกตแค่ระดับ D แท้ๆ”
น้ำเสียงที่มีคลื่นความถี่สูง
ในมือถือแฟ้มเอกสารหนาปึก สวมชุดสูทที่ติดกระดุมจนครบทุกเม็ด
ถ้ามองแค่ตรงนี้อาจจะนึกว่าเป็นพนักงานสมาคมฮันเตอร์ธรรมดาๆ แต่ไม่ว่าจะมองยังไงก็น่าจะเป็นคนเดียวกับที่เจอเมื่อวานแน่ๆ
เพราะผมดำเหยียดตรงที่ยาวสลวยถึงเอวนั่นเป็นลักษณะเด่นที่ยากจะลืมเลือน
“อ้าว? คุณซอนอูยอน สวัสดีครับ”
ผู้ตื่นรู้ระดับ B
ซอนอูยอนยืนต้อนรับพวกเราอยู่
“คุณกิรยอยังมีหน้ามาทักทายในสถานการณ์แบบนี้อีกเหรอคะ?”
แต่ดูเหมือนว่าเธอจะอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ...
‘เกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอถึงทำหน้าแบบนั้นล่ะ?’
ฉันนึกสงสัยว่าเธออาจจะยังเคืองเรื่องที่ฉันส่งข้อความตามเธอมาเมื่อเช้ามืดหรือเปล่า แต่ปัญหาจริงๆ มันรุนแรงกว่านั้นมาก
“วันนี้ฉันตั้งใจจะมาแจ้งเรื่องกับคุณยุนซึงน่ะค่ะ แต่ไม่นึกเลยว่าจะมาเห็นการเข้าเกตอย่างผิดกฎหมายต่อหน้าต่อตาแบบนี้”
“...!”
“ฮันเตอร์คิมกิรยอ คุณอยู่ระดับ F ไม่ใช่เหรอคะ? แล้วทำไมถึงออกมาจากเกตนี้ได้ล่ะ?”
การเข้าเกตที่ไม่เหมาะสมกับระดับของตนเอง
นั่นเป็นข้อห้ามที่ชัดเจนอย่างยิ่ง
“อา คือว่า พี่เขา...”
“ผมเข้าไปในฐานะพนักงานขนส่งครับ พอดีทำงานเป็นเด็กแบกของให้ยุนซึงน่ะ”
ฉันรีบอธิบายอย่างรวดเร็ว แต่มันกลับใช้ไม่ได้ผลเลยสักนิด
“ตอนนี้คุณกำลังพูดจาเหลวไหลอะไรอยู่คะ? กระเป๋าที่คุณถืออยู่มันจะใส่ของได้สักเท่าไหร่กันเชียว ถึงได้กล้าอ้างว่าเป็นเด็กแบกของ”
ซอนอูยอนขมวดคิ้วราวกับจะบอกว่าอย่ามาทำเป็นไขสือ
“ฮันเตอร์อันยุนซึง คุณก็ด้วยนะคะ ถ้ายังขืนร่วมมือกับการเข้าเกตที่ผิดกฎหมายแบบนี้ต่อไปจะลำบากเอานะคะ”
“อืม...”
“ครั้งนี้ฉันจะถือว่าเป็นการเตือนก็แล้วกัน ต่อไปห้ามพาฮันเตอร์ระดับ F เข้าไปในเกตระดับที่สูงกว่าโดยเด็ดขาด”
เดี๋ยวก่อนสิ เรื่องมันเริ่มจะบานปลายไปกันใหญ่แล้ว
ฉันรีบคัดค้านคำพูดของเธอทันที
“เดี๋ยวก่อนครับ คุณซอนอูยอน เข้าเกตผิดกฎหมายงั้นเหรอ? ผมไม่ได้ทำผิดกฎหมายข้อไหนเลยนะครับ”
“คะ?”
“ก็ในระเบียบของสมาคมน่ะ...”
แต่ซอนอูยอนกลับดูเหมือนจะคาดการณ์คำพูดนี้ไว้อยู่แล้ว เธอทำสีหน้าเย็นชาพลางพยักหน้า
“ใช่ค่ะ ระเบียบไม่ได้กำหนดข้อจำกัดการเข้าเกตสำหรับพนักงานขนส่งไว้ แต่นั่นเขามีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกให้พวกเขาทำงานได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่มีไว้ให้คนอย่างคุณใช้เป็นช่องโหว่แบบนี้”
ไม่รู้ทำไม ยิ่งคุยกันไป ซอนอูยอนก็ยิ่งมองฉันด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยามมากขึ้นเรื่อยๆ
หวังว่าฉันคงจะคิดไปเองนะ
“ทำไมถึงไม่รู้ว่าไอ้ท่าทางเพิกเฉยต่อการจำกัดระดับนั่นแหละที่ยิ่งกระตุ้นความน่าสงสัยน่ะ...?”
“ครับ?”
“หมายความว่าฮันเตอร์ระดับ F ทั่วไปน่ะ เขาจะรักษาฎระเบียบอย่างเคร่งครัดก็เพื่อความปลอดภัยของชีวิตตัวเองยังไงล่ะคะ”
ซอนอูยอนหันไปค้อนใส่อันยุนซึงที่ยืนตัวแข็งทื่อด้วยสายตาคาดโทษ ก่อนจะเอ่ยเตือนด้วยเสียงเข้ม
“คุณอาจจะคิดว่ามันเป็นชีวิตของคุณเอง คนอื่นจะมายุ่งอะไรด้วย แต่สิ่งที่สำคัญคือเรื่องของบันทึกข้อมูลค่ะ”
“....”
“เพื่อให้พร้อมรับมือในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุภายในเกต ข้อมูลส่วนตัวของผู้พิชิตจะมีการบิดเบือนไม่ได้เด็ดขาด...”
เมื่อน้ำเสียงเย็นชาทิ่มแทงเข้าหู ฉันก็ไม่เหลือข้อแก้ตัวใดๆ อีกแล้ว มันคือสถานการณ์ที่จนแต้มอย่างสมบูรณ์
“ได้โปรดเถอะค่ะ ช่วยให้ความร่วมมือกับทางสมาคมด้วย”
ผู้ตื่นรู้คนนี้อยู่ระดับ B
ที่ผ่านมาฉันอาจจะปฏิบัติกับอันยุนซึงอย่างเป็นกันเองจนลืมตัวไป
แต่ความจริงแล้ว แค่ระดับ B ก็เป็นปีศาจที่สามารถฉีกร่างสิงโตในทุ่งหญ้าสะวันนาได้ด้วยมือเปล่าแล้ว ฉันจึงไม่ควรไปทำให้อารมณ์เสียโดยเปล่าประโยชน์
“ครับ เข้าใจแล้วครับ”
ฉันรีบเก็บหางและยอมจำนนอย่างว่าง่าย
“พะ...พี่กิรยอไม่ผิดนะครับ! ผมเป็นคนขอให้พี่เขาช่วยเอง...”
“ฮันเตอร์อันยุนซึง ตามฉันมาสักครู่ค่ะ มีเรื่องจะแจ้งเกี่ยวกับการเปลี่ยนพื้นที่รับมือดันเจี้ยนเบรก”
เจ้าหนุ่มผู้น่าสงสาร
แม้อันยุนซึงจะเป็นถึงฮันเตอร์ระดับ A แต่เขากลับไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงประท้วงและยอมถูกซอนอูยอนลากตัวไปแต่โดยดี
ฉันโบกมือลาเขานิ่งๆ พลางตกอยู่ในห้วงความคิด
แย่ละแฮะ ดูเหมือนว่าแผนการหาเงินของฉันคงจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเสียหน่อยแล้ว
‘ช่วยไม่ได้แฮะ’
แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก
เพราะฉันยังมีทางเลือกอื่นที่เตรียมเอาไว้ในใจอยู่แล้ว