Cover

29

อันยุนซึงครุ่นคิด

เขาคิดว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาไม่เคยสัมผัสถึงความรู้สึกยำเกรงมาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ในช่วงวัยเรียน เขาไม่เคยมีที่ปรึกษาหรือบุคคลต้นแบบที่น่าเคารพเลื่อมใสเหมือนที่วัยรุ่นผู้มีความละเอียดอ่อนมักจะมีกัน

แม้แต่ความสำเร็จของเหล่านักกีฬาระดับโลกที่สื่อโทรทัศน์ต่างพากันยกย่องสรรเสริญวันแล้ววันเล่า เขาก็ไม่เคยรู้สึกเลื่อมใสจากใจจริงเลยสักครั้ง

เขาแค่คิดว่า 'อ้อ บนโลกนี้ก็มีคนเก่งๆ แบบนั้นอยู่เหมือนกันสินะ'

'โชคดีจังนะ' เขามีเพียงความรู้สึกฉาบฉวยระดับนั้น จนกระทั่งเข้าสู่วัยมหาวิทยาลัย เขาก็ยังไม่เคยกลายเป็นแฟนคลับของใครเลยด้วยซ้ำ

ดังนั้น วันนี้จึงเป็นวันที่อันยุนซึงได้เข้าใจความหมายของคำคำนี้อย่างถ่องแท้เป็นครั้งแรก

‘นี่มันเป็นไปไม่ได้เลย...’

ความยำเกรง

เมื่อได้เผชิญหน้ากับตัวตนที่เหนือชั้นกว่าอย่างท่วมท้น มันจะกลายเป็นความรู้สึกที่มากกว่าแค่ความเคารพ แต่มันจะมีความยำเกรงอันแฝงไปด้วยความหวาดกลัวจางๆ ผสมโรงอยู่ด้วย

เขาตกอยู่ในอาการช็อกเนิ่นนานหลายนาที

นั่นก็เพราะคิมกิรยอสามารถดึงเอาวิธีใช้งานที่ซ่อนอยู่ของทักษะเขาออกมาได้ เพียงแค่เห็นทักษะของเขา ‘แค่ครั้งเดียว’ เท่านั้น

“─ยุนซึง ทักษะนั่นน่ะ นายต้องปกป้องให้ครอบคลุมรอบทิศทาง ไม่ใช่แค่ข้างหน้าอย่างเดียว”

คนที่ไม่ได้เป็นฮันเตอร์สายป้องกันด้วยซ้ำ จะสามารถควบคุมทักษะได้ดีกว่าเจ้าของทักษะเองได้อย่างไร?

แถมยังเป็นการสั่งสอนที่ดูเป็นธรรมชาติราวกับลมหายใจ...

คิมกิรยอแก้ไขวิธีใช้ทักษะให้เขาอย่างง่ายดายราวกับกำลังสอนเรื่องที่เป็นสามัญสำนึกพื้นฐาน ซึ่งภาพที่เห็นนั้นทำให้เขารู้สึกสั่นสะท้านไปชั่วครู่

ฮันเตอร์คนนี้มีความสามารถระดับไหนกันแน่ ถึงได้ให้คำแนะนำแบบนี้ออกมาได้?

‘ไม่เคยได้ยินว่ามีทักษะประเภทที่สามารถค้นหาจุดบกพร่องของทักษะอื่นได้เลยสักครั้ง’

ข้อสันนิษฐานเดียวที่พอจะตั้งขึ้นมาได้คือ คิมกิรยออาจจะเป็นนักประเมินโดยกำเนิดที่มีทักษะการวิเคราะห์พิเศษบางอย่าง...

อันยุนซึงขมวดคิ้วพลางส่ายหัวไปมาทันที

ไม่ คิมกิรยอไม่ใช่ผู้ตื่นรู้สายวิเคราะห์แน่ๆ...!

เพราะพอนึกย้อนไป ภาพของชายผู้น่าเกรงขามที่ควักหัวใจของหุ่นศิลาเวทมนตร์ระดับ A ออกมาอย่างเลือดเย็นยังคงติดตาเขาอยู่เลย

เขาคือฮันเตอร์ที่มีความสามารถในการต่อสู้อย่างเต็มเปี่ยมไม่ใช่หรือไง

‘ทักษะการประเมินนั่นต้องได้มาจากการเรียนรู้ผ่านไอเทมที่มีขายทั่วไปแน่ๆ!’

ฟังก์ชันการประเมินของคิมกิรยอไม่น่าจะโดดเด่นเป็นพิเศษอะไร

ต่อให้ซื้อหินทักษะคุณภาพสูงราคาแพงมาใช้ สุดท้ายขอบเขตการใช้งานของเทคนิคก็น่าจะเหมือนๆ กันหมด

ดังนั้น ทั้งหมดนี้จึงเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากไหวพริบ ประสบการณ์ และความรู้ที่หลอมรวมเข้าด้วยกันจนเป็นไปได้

‘เขาไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ’

หลังจากคำนวณในใจเสร็จ ยุนซึงก็กำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว

ความรู้สึกที่สัมผัสได้ในวินาทีนี้คือความยำเกรงอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

แต่ทว่า...

“อันยุนซึง เป็นไงบ้าง? เริ่มจับจุดได้หรือยัง?”

ท่ามกลางความยำเกรงนั้น มีความรู้สึกหนึ่งค่อยๆ ผุดขึ้นมา ทำให้อันยุนซึงแสดงสีหน้าเคร่งเครียดออกมาทันที

“อา พี่ครับ คือเรื่องนั้น...”

เขารู้สึกอับอาย

จะมีสถานการณ์ไหนที่น่าขายหน้าไปกว่านี้อีกไหม

“ผมพยายามจะจับจุดให้ได้อยู่ครับ แต่ดูเหมือนว่า... มันจะยังทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่”

พอมาคิดดูแล้ว คิมกิรยอแสดงท่าทีเป็นกันเองอยู่บ่อยครั้งจนทำให้เขาลืมไปชั่วขณะ

คิมกิรยอนั้นเดิมทีก็เป็นผู้ตื่นรู้ที่มีฝีมือลึกล้ำจนยากจะหยั่งถึงอยู่แล้ว

เหนือฟ้ายังมีฟ้านั่นแหละ

ยิ่งซอนอูยอนเคยบอกว่า อุบัติเหตุเมื่อวานนี้มีความเป็นไปได้ว่าเขาอาจจะแกล้งยอมโดนลักพาตัวเพื่อตั้งใจไปกวาดล้างองค์กรอาชญากรรมด้วยตัวเอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย

‘เฮ้อ’

แต่เมื่อเทียบกับเขาแล้ว ตัวเขาเองกลับเป็นพวกครึ่งๆ กลางๆ ที่แม้แต่ทักษะเดียวก็ยังใช้ได้ไม่เอาไหน

ในสายตาของคนที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถอย่างคิมกิรยอ ตัวเขาจะดูน่าสมเพชขนาดไหนกันนะ

“ขอโทษด้วยครับ! ทั้งที่พี่สละเวลาอันมีค่ามาสอนผมแท้ๆ ผมจะรีบฝึกฝนให้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุดครับ พี่!”

แต่หลังจากนั้นครู่เดียว

อันยุนซึงก็ได้ตระหนักว่า ความคิดของเขานั้นเป็นเพียงการมองโลกในแง่แคบเท่านั้น

“ยุนซึง อย่ารีบร้อนไปเลย”

“ครับ?”

ชายที่มีดวงตาดุขยับลูกตาไปมาครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น

“ถ้าวันนี้ยังไม่ได้ วันหน้าค่อยทำต่อก็ได้ นายไม่ได้จะรีบกลับไปทำกิจกรรมฮันเตอร์เดี๋ยวนี้เสียหน่อย จะรีบร้อนไปทำไม”

“แต่ว่า...”

“เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะช่วยดูให้ใหม่ แล้วจะมะรืน หรือมะเรื่อง หรือเมื่อไหร่ก็ได้ทั้งนั้นแหละ”

น้ำเสียงที่ราบเรียบ

แววตาที่ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ

“ฉันเป็นระดับ F น่ะ เลยมีเวลาว่างเยอะ”

ท่าทีของคิมกิรยอยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

นั่นทำให้เขารับรู้ได้ว่า อีกฝ่ายยังคงให้เกียรติและเคารพเขาเหมือนเช่นเคย

“พี่กิรยอ...”

อันยุนซึงถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะเพราะความซาบซึ้งที่พุ่งพล่านขึ้นมา

เพื่อช่วยฮันเตอร์ที่สูญเสียความมั่นใจ เขาถึงกับยอมถ่ายทอดเคล็ดลับของตัวเองให้โดยไม่ลังเล

แถมในสถานการณ์แบบนี้ ยังยอมโกหกหน้าตายเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายต้องรู้สึกกดดันจากการได้รับความช่วยเหลืออีก

เขารู้สึกตั้งแต่วันแรกที่เจอแล้วว่า ฮันเตอร์คิมกิรยอเป็นผู้มีจิตใจกว้างขวางที่หาได้ยากยิ่งจริงๆ

“พี่มีอะไรที่อยากได้จากผมไหมครับ? หรือมีอะไรที่พี่กำลังต้องการหรือเปล่า”

ในวินาทีนั้น อันยุนซึงรู้สึกว่าเขาอยากจะตอบแทนบุญคุณนี้ให้ได้ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม เขาจึงถามออกไปอย่างกระวนกระวาย

“ฉะ...ฉันเหรอ? ฉันจะไปอยากได้อะไรจากนายล่ะ ไม่มีหรอก เรื่องแบบนั้นน่ะ”

แต่ก็นั่นแหละ เขาคาดไว้แล้วว่าจะต้องได้รับคำตอบแบบนี้กลับมา

‘เพราะเขาเป็นคนที่ไม่เห็นแก่ลาภยศเงินทองนี่นา’

คำถามของเขาคงจะฟังดูไร้สาระมากจนพี่เขาถึงกับตกใจจนพูดติดอ่างเลยทีเดียว

คิมกิรยอไม่ใช่คนประเภทที่จะถูกล่อลวงด้วยทรัพย์สินเงินทองเล็กน้อยเหมือนมนุษย์ทั่วไปในสังคมปัจจุบัน

ความสมถะเช่นนี้เป็นคุณลักษณะที่น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างก็จริง

แต่มันกลับกลายเป็นอุปสรรคชิ้นโตในยามที่เขาต้องการจะทดแทนบุญคุณ

“ฟู่ว”

ในตอนที่ตื่นรู้เป็นระดับ A เขาเคยคิดว่าจากนี้ไปคงจะทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา

แต่ตอนนี้เขากลับไม่สามารถแม้แต่จะกล่าวคำขอบคุณได้อย่างเหมาะสมเสียด้วยซ้ำ

‘ช่วยไม่ได้แฮะ ช่วงนี้คงต้องตั้งใจรับการฝึกจากพี่เขาเพื่อเพิ่มพูนความสามารถไปก่อน แล้วสักวันผมจะต้องเป็นกำลังให้พี่เขาให้ได้’

อันยุนซึงตัดสินใจแน่วแน่และปรับลมหายใจให้คงที่

เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง แววตาของเขาก็ไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่แล้ว

“รับทราบครับ! งั้นวันนี้ผมจะทำตามที่พี่บอก จะไม่ฝืนตัวเองแล้วจบลงแค่นี้ครับ”

แถมท้ายด้วยว่า...

เหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ระดับการประเมินค่าของกิรยอในใจอันยุนซึงพุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างฉุดไม่อยู่

หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ นี่คือจุดที่เบรกของรถจักรยานยนต์ที่กำลังวิ่งเต็มสูบได้ขาดสะบั้นลงนั่นเอง

***

ทะ...ทำไม ทำไมจู่ๆ ถึงถามแบบนั้นล่ะ?

ถามว่าอยากได้อะไรจากเขางั้นเหรอ?

หรือว่าเขาจะล่วงรู้แผนการของฉันเข้าแล้ว?

“ฉะ...ฉันเหรอ? ฉันจะไปอยากได้อะไรจากนายล่ะ มะ...มะ...ไม่มีหรอก เรื่องแบบนั้นน่ะ”

ฉันพยายามปฏิเสธคำซักไซ้ของอันยุนซึงสุดชีวิตพลางตัวสั่นเทา

ในหัวมีแต่ความคิดแย่ๆ ผุดขึ้นมาไม่หยุด

‘ระดับ F อย่างฉัน ในสายตาของยุนซึงคงเป็นเหมือนแมลงตัวหนึ่งแท้ๆ! ถ้าเขาเกิดรู้ขึ้นมาว่าฉันใช้เขาเป็นเครื่องมือหาเงินละก็...’

เสียวสันหลังวาบเลยแฮะ

ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ ฉันคงเหงื่อแตกจนขาดน้ำตายแน่ๆ

“อ้อ จริงด้วย ยุนซึง ไม่หิวเหรอ? มามะ รีบไปจัดการบอส ปิดเกตแล้วออกไปข้างนอกกันเถอะ”

ฉันรีบเร่งจบภารกิจพลางดันหลังของยุนซึงที่บอกว่าเขายังโอเคอยู่

เป็นไปตามคาด ฮันเตอร์ระดับ A อย่างเขาไม่ได้ให้ความสนใจกับเศษซากมอนสเตอร์ระดับ D ที่ตกอยู่บนพื้นเลยจนกระทั่งเดินออกมาถึงทางออกเกต อาชญากรรมของฉันจึงยังไม่ถูกเปิดเผย

‘ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะไม่ก้มลงไปคุ้ยหาหินมานาเลยสักก้อนจนถึงที่สุด’

บางทีเศษซากมอนสเตอร์ระดับ D สำหรับอันยุนซึงแล้ว คงจะให้ความรู้สึกเหมือนเหรียญ 10 วอนที่ตกอยู่ข้างทางล่ะมั้ง

‘ถ้าเป็นแบบนี้ ต่อให้ขยับเลเวลขึ้นไปเป็นระดับ C หรือ B ก็น่าจะมีอะไรให้เก็บกินอยู่นะ?’

เยส!

ฉันเผยรอยยิ้มออกมาจากส่วนลึกของจิตวิญญาณเมื่อจินตนาการว่าถ้าขายของที่ได้มาในวันนี้จะได้เงินเท่าไหร่

ในจินตนาการนั้น ฉันได้ซื้อบ้านหลังใหญ่ราวกับวังและมีคนรับใช้สัก 100 คน กลายเป็นมหาเศรษฐีไปเรียบร้อยแล้ว

“เอ๊ะ?”

ทว่า ในขณะที่กำลังวางแผนอนาคตอยู่นั้น

อันยุนซึงที่เดินออกมานอกเกตก็หยุดกะทันหันเมื่อเห็นใครบางคนยืนรออยู่ที่ทางออก

“ท่านนั้นคือ...”

“สวัสดีค่ะ ฮันเตอร์อันยุนซึง ออกมาค่อนข้างช้าเลยนะคะ? ทั้งที่เข้าไปในเกตแค่ระดับ D แท้ๆ”

น้ำเสียงที่มีคลื่นความถี่สูง

ในมือถือแฟ้มเอกสารหนาปึก สวมชุดสูทที่ติดกระดุมจนครบทุกเม็ด

ถ้ามองแค่ตรงนี้อาจจะนึกว่าเป็นพนักงานสมาคมฮันเตอร์ธรรมดาๆ แต่ไม่ว่าจะมองยังไงก็น่าจะเป็นคนเดียวกับที่เจอเมื่อวานแน่ๆ

เพราะผมดำเหยียดตรงที่ยาวสลวยถึงเอวนั่นเป็นลักษณะเด่นที่ยากจะลืมเลือน

“อ้าว? คุณซอนอูยอน สวัสดีครับ”

ผู้ตื่นรู้ระดับ B

ซอนอูยอนยืนต้อนรับพวกเราอยู่

“คุณกิรยอยังมีหน้ามาทักทายในสถานการณ์แบบนี้อีกเหรอคะ?”

แต่ดูเหมือนว่าเธอจะอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ...

‘เกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอถึงทำหน้าแบบนั้นล่ะ?’

ฉันนึกสงสัยว่าเธออาจจะยังเคืองเรื่องที่ฉันส่งข้อความตามเธอมาเมื่อเช้ามืดหรือเปล่า แต่ปัญหาจริงๆ มันรุนแรงกว่านั้นมาก

“วันนี้ฉันตั้งใจจะมาแจ้งเรื่องกับคุณยุนซึงน่ะค่ะ แต่ไม่นึกเลยว่าจะมาเห็นการเข้าเกตอย่างผิดกฎหมายต่อหน้าต่อตาแบบนี้”

“...!”

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ คุณอยู่ระดับ F ไม่ใช่เหรอคะ? แล้วทำไมถึงออกมาจากเกตนี้ได้ล่ะ?”

การเข้าเกตที่ไม่เหมาะสมกับระดับของตนเอง

นั่นเป็นข้อห้ามที่ชัดเจนอย่างยิ่ง

“อา คือว่า พี่เขา...”

“ผมเข้าไปในฐานะพนักงานขนส่งครับ พอดีทำงานเป็นเด็กแบกของให้ยุนซึงน่ะ”

ฉันรีบอธิบายอย่างรวดเร็ว แต่มันกลับใช้ไม่ได้ผลเลยสักนิด

“ตอนนี้คุณกำลังพูดจาเหลวไหลอะไรอยู่คะ? กระเป๋าที่คุณถืออยู่มันจะใส่ของได้สักเท่าไหร่กันเชียว ถึงได้กล้าอ้างว่าเป็นเด็กแบกของ”

ซอนอูยอนขมวดคิ้วราวกับจะบอกว่าอย่ามาทำเป็นไขสือ

“ฮันเตอร์อันยุนซึง คุณก็ด้วยนะคะ ถ้ายังขืนร่วมมือกับการเข้าเกตที่ผิดกฎหมายแบบนี้ต่อไปจะลำบากเอานะคะ”

“อืม...”

“ครั้งนี้ฉันจะถือว่าเป็นการเตือนก็แล้วกัน ต่อไปห้ามพาฮันเตอร์ระดับ F เข้าไปในเกตระดับที่สูงกว่าโดยเด็ดขาด”

เดี๋ยวก่อนสิ เรื่องมันเริ่มจะบานปลายไปกันใหญ่แล้ว

ฉันรีบคัดค้านคำพูดของเธอทันที

“เดี๋ยวก่อนครับ คุณซอนอูยอน เข้าเกตผิดกฎหมายงั้นเหรอ? ผมไม่ได้ทำผิดกฎหมายข้อไหนเลยนะครับ”

“คะ?”

“ก็ในระเบียบของสมาคมน่ะ...”

แต่ซอนอูยอนกลับดูเหมือนจะคาดการณ์คำพูดนี้ไว้อยู่แล้ว เธอทำสีหน้าเย็นชาพลางพยักหน้า

“ใช่ค่ะ ระเบียบไม่ได้กำหนดข้อจำกัดการเข้าเกตสำหรับพนักงานขนส่งไว้ แต่นั่นเขามีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกให้พวกเขาทำงานได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่มีไว้ให้คนอย่างคุณใช้เป็นช่องโหว่แบบนี้”

ไม่รู้ทำไม ยิ่งคุยกันไป ซอนอูยอนก็ยิ่งมองฉันด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยามมากขึ้นเรื่อยๆ

หวังว่าฉันคงจะคิดไปเองนะ

“ทำไมถึงไม่รู้ว่าไอ้ท่าทางเพิกเฉยต่อการจำกัดระดับนั่นแหละที่ยิ่งกระตุ้นความน่าสงสัยน่ะ...?”

“ครับ?”

“หมายความว่าฮันเตอร์ระดับ F ทั่วไปน่ะ เขาจะรักษาฎระเบียบอย่างเคร่งครัดก็เพื่อความปลอดภัยของชีวิตตัวเองยังไงล่ะคะ”

ซอนอูยอนหันไปค้อนใส่อันยุนซึงที่ยืนตัวแข็งทื่อด้วยสายตาคาดโทษ ก่อนจะเอ่ยเตือนด้วยเสียงเข้ม

“คุณอาจจะคิดว่ามันเป็นชีวิตของคุณเอง คนอื่นจะมายุ่งอะไรด้วย แต่สิ่งที่สำคัญคือเรื่องของบันทึกข้อมูลค่ะ”

“....”

“เพื่อให้พร้อมรับมือในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุภายในเกต ข้อมูลส่วนตัวของผู้พิชิตจะมีการบิดเบือนไม่ได้เด็ดขาด...”

เมื่อน้ำเสียงเย็นชาทิ่มแทงเข้าหู ฉันก็ไม่เหลือข้อแก้ตัวใดๆ อีกแล้ว มันคือสถานการณ์ที่จนแต้มอย่างสมบูรณ์

“ได้โปรดเถอะค่ะ ช่วยให้ความร่วมมือกับทางสมาคมด้วย”

ผู้ตื่นรู้คนนี้อยู่ระดับ B

ที่ผ่านมาฉันอาจจะปฏิบัติกับอันยุนซึงอย่างเป็นกันเองจนลืมตัวไป

แต่ความจริงแล้ว แค่ระดับ B ก็เป็นปีศาจที่สามารถฉีกร่างสิงโตในทุ่งหญ้าสะวันนาได้ด้วยมือเปล่าแล้ว ฉันจึงไม่ควรไปทำให้อารมณ์เสียโดยเปล่าประโยชน์

“ครับ เข้าใจแล้วครับ”

ฉันรีบเก็บหางและยอมจำนนอย่างว่าง่าย

“พะ...พี่กิรยอไม่ผิดนะครับ! ผมเป็นคนขอให้พี่เขาช่วยเอง...”

“ฮันเตอร์อันยุนซึง ตามฉันมาสักครู่ค่ะ มีเรื่องจะแจ้งเกี่ยวกับการเปลี่ยนพื้นที่รับมือดันเจี้ยนเบรก”

เจ้าหนุ่มผู้น่าสงสาร

แม้อันยุนซึงจะเป็นถึงฮันเตอร์ระดับ A แต่เขากลับไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงประท้วงและยอมถูกซอนอูยอนลากตัวไปแต่โดยดี

ฉันโบกมือลาเขานิ่งๆ พลางตกอยู่ในห้วงความคิด

แย่ละแฮะ ดูเหมือนว่าแผนการหาเงินของฉันคงจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเสียหน่อยแล้ว

‘ช่วยไม่ได้แฮะ’

แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก

เพราะฉันยังมีทางเลือกอื่นที่เตรียมเอาไว้ในใจอยู่แล้ว

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

29

20px

อันยุนซึงครุ่นคิด

เขาคิดว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาไม่เคยสัมผัสถึงความรู้สึกยำเกรงมาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ในช่วงวัยเรียน เขาไม่เคยมีที่ปรึกษาหรือบุคคลต้นแบบที่น่าเคารพเลื่อมใสเหมือนที่วัยรุ่นผู้มีความละเอียดอ่อนมักจะมีกัน

แม้แต่ความสำเร็จของเหล่านักกีฬาระดับโลกที่สื่อโทรทัศน์ต่างพากันยกย่องสรรเสริญวันแล้ววันเล่า เขาก็ไม่เคยรู้สึกเลื่อมใสจากใจจริงเลยสักครั้ง

เขาแค่คิดว่า 'อ้อ บนโลกนี้ก็มีคนเก่งๆ แบบนั้นอยู่เหมือนกันสินะ'

'โชคดีจังนะ' เขามีเพียงความรู้สึกฉาบฉวยระดับนั้น จนกระทั่งเข้าสู่วัยมหาวิทยาลัย เขาก็ยังไม่เคยกลายเป็นแฟนคลับของใครเลยด้วยซ้ำ

ดังนั้น วันนี้จึงเป็นวันที่อันยุนซึงได้เข้าใจความหมายของคำคำนี้อย่างถ่องแท้เป็นครั้งแรก

‘นี่มันเป็นไปไม่ได้เลย...’

ความยำเกรง

เมื่อได้เผชิญหน้ากับตัวตนที่เหนือชั้นกว่าอย่างท่วมท้น มันจะกลายเป็นความรู้สึกที่มากกว่าแค่ความเคารพ แต่มันจะมีความยำเกรงอันแฝงไปด้วยความหวาดกลัวจางๆ ผสมโรงอยู่ด้วย

เขาตกอยู่ในอาการช็อกเนิ่นนานหลายนาที

นั่นก็เพราะคิมกิรยอสามารถดึงเอาวิธีใช้งานที่ซ่อนอยู่ของทักษะเขาออกมาได้ เพียงแค่เห็นทักษะของเขา ‘แค่ครั้งเดียว’ เท่านั้น

“─ยุนซึง ทักษะนั่นน่ะ นายต้องปกป้องให้ครอบคลุมรอบทิศทาง ไม่ใช่แค่ข้างหน้าอย่างเดียว”

คนที่ไม่ได้เป็นฮันเตอร์สายป้องกันด้วยซ้ำ จะสามารถควบคุมทักษะได้ดีกว่าเจ้าของทักษะเองได้อย่างไร?

แถมยังเป็นการสั่งสอนที่ดูเป็นธรรมชาติราวกับลมหายใจ...

คิมกิรยอแก้ไขวิธีใช้ทักษะให้เขาอย่างง่ายดายราวกับกำลังสอนเรื่องที่เป็นสามัญสำนึกพื้นฐาน ซึ่งภาพที่เห็นนั้นทำให้เขารู้สึกสั่นสะท้านไปชั่วครู่

ฮันเตอร์คนนี้มีความสามารถระดับไหนกันแน่ ถึงได้ให้คำแนะนำแบบนี้ออกมาได้?

‘ไม่เคยได้ยินว่ามีทักษะประเภทที่สามารถค้นหาจุดบกพร่องของทักษะอื่นได้เลยสักครั้ง’

ข้อสันนิษฐานเดียวที่พอจะตั้งขึ้นมาได้คือ คิมกิรยออาจจะเป็นนักประเมินโดยกำเนิดที่มีทักษะการวิเคราะห์พิเศษบางอย่าง...

อันยุนซึงขมวดคิ้วพลางส่ายหัวไปมาทันที

ไม่ คิมกิรยอไม่ใช่ผู้ตื่นรู้สายวิเคราะห์แน่ๆ...!

เพราะพอนึกย้อนไป ภาพของชายผู้น่าเกรงขามที่ควักหัวใจของหุ่นศิลาเวทมนตร์ระดับ A ออกมาอย่างเลือดเย็นยังคงติดตาเขาอยู่เลย

เขาคือฮันเตอร์ที่มีความสามารถในการต่อสู้อย่างเต็มเปี่ยมไม่ใช่หรือไง

‘ทักษะการประเมินนั่นต้องได้มาจากการเรียนรู้ผ่านไอเทมที่มีขายทั่วไปแน่ๆ!’

ฟังก์ชันการประเมินของคิมกิรยอไม่น่าจะโดดเด่นเป็นพิเศษอะไร

ต่อให้ซื้อหินทักษะคุณภาพสูงราคาแพงมาใช้ สุดท้ายขอบเขตการใช้งานของเทคนิคก็น่าจะเหมือนๆ กันหมด

ดังนั้น ทั้งหมดนี้จึงเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากไหวพริบ ประสบการณ์ และความรู้ที่หลอมรวมเข้าด้วยกันจนเป็นไปได้

‘เขาไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ’

หลังจากคำนวณในใจเสร็จ ยุนซึงก็กำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว

ความรู้สึกที่สัมผัสได้ในวินาทีนี้คือความยำเกรงอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

แต่ทว่า...

“อันยุนซึง เป็นไงบ้าง? เริ่มจับจุดได้หรือยัง?”

ท่ามกลางความยำเกรงนั้น มีความรู้สึกหนึ่งค่อยๆ ผุดขึ้นมา ทำให้อันยุนซึงแสดงสีหน้าเคร่งเครียดออกมาทันที

“อา พี่ครับ คือเรื่องนั้น...”

เขารู้สึกอับอาย

จะมีสถานการณ์ไหนที่น่าขายหน้าไปกว่านี้อีกไหม

“ผมพยายามจะจับจุดให้ได้อยู่ครับ แต่ดูเหมือนว่า... มันจะยังทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่”

พอมาคิดดูแล้ว คิมกิรยอแสดงท่าทีเป็นกันเองอยู่บ่อยครั้งจนทำให้เขาลืมไปชั่วขณะ

คิมกิรยอนั้นเดิมทีก็เป็นผู้ตื่นรู้ที่มีฝีมือลึกล้ำจนยากจะหยั่งถึงอยู่แล้ว

เหนือฟ้ายังมีฟ้านั่นแหละ

ยิ่งซอนอูยอนเคยบอกว่า อุบัติเหตุเมื่อวานนี้มีความเป็นไปได้ว่าเขาอาจจะแกล้งยอมโดนลักพาตัวเพื่อตั้งใจไปกวาดล้างองค์กรอาชญากรรมด้วยตัวเอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย

‘เฮ้อ’

แต่เมื่อเทียบกับเขาแล้ว ตัวเขาเองกลับเป็นพวกครึ่งๆ กลางๆ ที่แม้แต่ทักษะเดียวก็ยังใช้ได้ไม่เอาไหน

ในสายตาของคนที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถอย่างคิมกิรยอ ตัวเขาจะดูน่าสมเพชขนาดไหนกันนะ

“ขอโทษด้วยครับ! ทั้งที่พี่สละเวลาอันมีค่ามาสอนผมแท้ๆ ผมจะรีบฝึกฝนให้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุดครับ พี่!”

แต่หลังจากนั้นครู่เดียว

อันยุนซึงก็ได้ตระหนักว่า ความคิดของเขานั้นเป็นเพียงการมองโลกในแง่แคบเท่านั้น

“ยุนซึง อย่ารีบร้อนไปเลย”

“ครับ?”

ชายที่มีดวงตาดุขยับลูกตาไปมาครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น

“ถ้าวันนี้ยังไม่ได้ วันหน้าค่อยทำต่อก็ได้ นายไม่ได้จะรีบกลับไปทำกิจกรรมฮันเตอร์เดี๋ยวนี้เสียหน่อย จะรีบร้อนไปทำไม”

“แต่ว่า...”

“เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะช่วยดูให้ใหม่ แล้วจะมะรืน หรือมะเรื่อง หรือเมื่อไหร่ก็ได้ทั้งนั้นแหละ”

น้ำเสียงที่ราบเรียบ

แววตาที่ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ

“ฉันเป็นระดับ F น่ะ เลยมีเวลาว่างเยอะ”

ท่าทีของคิมกิรยอยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

นั่นทำให้เขารับรู้ได้ว่า อีกฝ่ายยังคงให้เกียรติและเคารพเขาเหมือนเช่นเคย

“พี่กิรยอ...”

อันยุนซึงถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะเพราะความซาบซึ้งที่พุ่งพล่านขึ้นมา

เพื่อช่วยฮันเตอร์ที่สูญเสียความมั่นใจ เขาถึงกับยอมถ่ายทอดเคล็ดลับของตัวเองให้โดยไม่ลังเล

แถมในสถานการณ์แบบนี้ ยังยอมโกหกหน้าตายเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายต้องรู้สึกกดดันจากการได้รับความช่วยเหลืออีก

เขารู้สึกตั้งแต่วันแรกที่เจอแล้วว่า ฮันเตอร์คิมกิรยอเป็นผู้มีจิตใจกว้างขวางที่หาได้ยากยิ่งจริงๆ

“พี่มีอะไรที่อยากได้จากผมไหมครับ? หรือมีอะไรที่พี่กำลังต้องการหรือเปล่า”

ในวินาทีนั้น อันยุนซึงรู้สึกว่าเขาอยากจะตอบแทนบุญคุณนี้ให้ได้ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม เขาจึงถามออกไปอย่างกระวนกระวาย

“ฉะ...ฉันเหรอ? ฉันจะไปอยากได้อะไรจากนายล่ะ ไม่มีหรอก เรื่องแบบนั้นน่ะ”

แต่ก็นั่นแหละ เขาคาดไว้แล้วว่าจะต้องได้รับคำตอบแบบนี้กลับมา

‘เพราะเขาเป็นคนที่ไม่เห็นแก่ลาภยศเงินทองนี่นา’

คำถามของเขาคงจะฟังดูไร้สาระมากจนพี่เขาถึงกับตกใจจนพูดติดอ่างเลยทีเดียว

คิมกิรยอไม่ใช่คนประเภทที่จะถูกล่อลวงด้วยทรัพย์สินเงินทองเล็กน้อยเหมือนมนุษย์ทั่วไปในสังคมปัจจุบัน

ความสมถะเช่นนี้เป็นคุณลักษณะที่น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างก็จริง

แต่มันกลับกลายเป็นอุปสรรคชิ้นโตในยามที่เขาต้องการจะทดแทนบุญคุณ

“ฟู่ว”

ในตอนที่ตื่นรู้เป็นระดับ A เขาเคยคิดว่าจากนี้ไปคงจะทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา

แต่ตอนนี้เขากลับไม่สามารถแม้แต่จะกล่าวคำขอบคุณได้อย่างเหมาะสมเสียด้วยซ้ำ

‘ช่วยไม่ได้แฮะ ช่วงนี้คงต้องตั้งใจรับการฝึกจากพี่เขาเพื่อเพิ่มพูนความสามารถไปก่อน แล้วสักวันผมจะต้องเป็นกำลังให้พี่เขาให้ได้’

อันยุนซึงตัดสินใจแน่วแน่และปรับลมหายใจให้คงที่

เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง แววตาของเขาก็ไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่แล้ว

“รับทราบครับ! งั้นวันนี้ผมจะทำตามที่พี่บอก จะไม่ฝืนตัวเองแล้วจบลงแค่นี้ครับ”

แถมท้ายด้วยว่า...

เหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ระดับการประเมินค่าของกิรยอในใจอันยุนซึงพุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างฉุดไม่อยู่

หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ นี่คือจุดที่เบรกของรถจักรยานยนต์ที่กำลังวิ่งเต็มสูบได้ขาดสะบั้นลงนั่นเอง

***

ทะ...ทำไม ทำไมจู่ๆ ถึงถามแบบนั้นล่ะ?

ถามว่าอยากได้อะไรจากเขางั้นเหรอ?

หรือว่าเขาจะล่วงรู้แผนการของฉันเข้าแล้ว?

“ฉะ...ฉันเหรอ? ฉันจะไปอยากได้อะไรจากนายล่ะ มะ...มะ...ไม่มีหรอก เรื่องแบบนั้นน่ะ”

ฉันพยายามปฏิเสธคำซักไซ้ของอันยุนซึงสุดชีวิตพลางตัวสั่นเทา

ในหัวมีแต่ความคิดแย่ๆ ผุดขึ้นมาไม่หยุด

‘ระดับ F อย่างฉัน ในสายตาของยุนซึงคงเป็นเหมือนแมลงตัวหนึ่งแท้ๆ! ถ้าเขาเกิดรู้ขึ้นมาว่าฉันใช้เขาเป็นเครื่องมือหาเงินละก็...’

เสียวสันหลังวาบเลยแฮะ

ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ ฉันคงเหงื่อแตกจนขาดน้ำตายแน่ๆ

“อ้อ จริงด้วย ยุนซึง ไม่หิวเหรอ? มามะ รีบไปจัดการบอส ปิดเกตแล้วออกไปข้างนอกกันเถอะ”

ฉันรีบเร่งจบภารกิจพลางดันหลังของยุนซึงที่บอกว่าเขายังโอเคอยู่

เป็นไปตามคาด ฮันเตอร์ระดับ A อย่างเขาไม่ได้ให้ความสนใจกับเศษซากมอนสเตอร์ระดับ D ที่ตกอยู่บนพื้นเลยจนกระทั่งเดินออกมาถึงทางออกเกต อาชญากรรมของฉันจึงยังไม่ถูกเปิดเผย

‘ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะไม่ก้มลงไปคุ้ยหาหินมานาเลยสักก้อนจนถึงที่สุด’

บางทีเศษซากมอนสเตอร์ระดับ D สำหรับอันยุนซึงแล้ว คงจะให้ความรู้สึกเหมือนเหรียญ 10 วอนที่ตกอยู่ข้างทางล่ะมั้ง

‘ถ้าเป็นแบบนี้ ต่อให้ขยับเลเวลขึ้นไปเป็นระดับ C หรือ B ก็น่าจะมีอะไรให้เก็บกินอยู่นะ?’

เยส!

ฉันเผยรอยยิ้มออกมาจากส่วนลึกของจิตวิญญาณเมื่อจินตนาการว่าถ้าขายของที่ได้มาในวันนี้จะได้เงินเท่าไหร่

ในจินตนาการนั้น ฉันได้ซื้อบ้านหลังใหญ่ราวกับวังและมีคนรับใช้สัก 100 คน กลายเป็นมหาเศรษฐีไปเรียบร้อยแล้ว

“เอ๊ะ?”

ทว่า ในขณะที่กำลังวางแผนอนาคตอยู่นั้น

อันยุนซึงที่เดินออกมานอกเกตก็หยุดกะทันหันเมื่อเห็นใครบางคนยืนรออยู่ที่ทางออก

“ท่านนั้นคือ...”

“สวัสดีค่ะ ฮันเตอร์อันยุนซึง ออกมาค่อนข้างช้าเลยนะคะ? ทั้งที่เข้าไปในเกตแค่ระดับ D แท้ๆ”

น้ำเสียงที่มีคลื่นความถี่สูง

ในมือถือแฟ้มเอกสารหนาปึก สวมชุดสูทที่ติดกระดุมจนครบทุกเม็ด

ถ้ามองแค่ตรงนี้อาจจะนึกว่าเป็นพนักงานสมาคมฮันเตอร์ธรรมดาๆ แต่ไม่ว่าจะมองยังไงก็น่าจะเป็นคนเดียวกับที่เจอเมื่อวานแน่ๆ

เพราะผมดำเหยียดตรงที่ยาวสลวยถึงเอวนั่นเป็นลักษณะเด่นที่ยากจะลืมเลือน

“อ้าว? คุณซอนอูยอน สวัสดีครับ”

ผู้ตื่นรู้ระดับ B

ซอนอูยอนยืนต้อนรับพวกเราอยู่

“คุณกิรยอยังมีหน้ามาทักทายในสถานการณ์แบบนี้อีกเหรอคะ?”

แต่ดูเหมือนว่าเธอจะอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ...

‘เกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอถึงทำหน้าแบบนั้นล่ะ?’

ฉันนึกสงสัยว่าเธออาจจะยังเคืองเรื่องที่ฉันส่งข้อความตามเธอมาเมื่อเช้ามืดหรือเปล่า แต่ปัญหาจริงๆ มันรุนแรงกว่านั้นมาก

“วันนี้ฉันตั้งใจจะมาแจ้งเรื่องกับคุณยุนซึงน่ะค่ะ แต่ไม่นึกเลยว่าจะมาเห็นการเข้าเกตอย่างผิดกฎหมายต่อหน้าต่อตาแบบนี้”

“...!”

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ คุณอยู่ระดับ F ไม่ใช่เหรอคะ? แล้วทำไมถึงออกมาจากเกตนี้ได้ล่ะ?”

การเข้าเกตที่ไม่เหมาะสมกับระดับของตนเอง

นั่นเป็นข้อห้ามที่ชัดเจนอย่างยิ่ง

“อา คือว่า พี่เขา...”

“ผมเข้าไปในฐานะพนักงานขนส่งครับ พอดีทำงานเป็นเด็กแบกของให้ยุนซึงน่ะ”

ฉันรีบอธิบายอย่างรวดเร็ว แต่มันกลับใช้ไม่ได้ผลเลยสักนิด

“ตอนนี้คุณกำลังพูดจาเหลวไหลอะไรอยู่คะ? กระเป๋าที่คุณถืออยู่มันจะใส่ของได้สักเท่าไหร่กันเชียว ถึงได้กล้าอ้างว่าเป็นเด็กแบกของ”

ซอนอูยอนขมวดคิ้วราวกับจะบอกว่าอย่ามาทำเป็นไขสือ

“ฮันเตอร์อันยุนซึง คุณก็ด้วยนะคะ ถ้ายังขืนร่วมมือกับการเข้าเกตที่ผิดกฎหมายแบบนี้ต่อไปจะลำบากเอานะคะ”

“อืม...”

“ครั้งนี้ฉันจะถือว่าเป็นการเตือนก็แล้วกัน ต่อไปห้ามพาฮันเตอร์ระดับ F เข้าไปในเกตระดับที่สูงกว่าโดยเด็ดขาด”

เดี๋ยวก่อนสิ เรื่องมันเริ่มจะบานปลายไปกันใหญ่แล้ว

ฉันรีบคัดค้านคำพูดของเธอทันที

“เดี๋ยวก่อนครับ คุณซอนอูยอน เข้าเกตผิดกฎหมายงั้นเหรอ? ผมไม่ได้ทำผิดกฎหมายข้อไหนเลยนะครับ”

“คะ?”

“ก็ในระเบียบของสมาคมน่ะ...”

แต่ซอนอูยอนกลับดูเหมือนจะคาดการณ์คำพูดนี้ไว้อยู่แล้ว เธอทำสีหน้าเย็นชาพลางพยักหน้า

“ใช่ค่ะ ระเบียบไม่ได้กำหนดข้อจำกัดการเข้าเกตสำหรับพนักงานขนส่งไว้ แต่นั่นเขามีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกให้พวกเขาทำงานได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่มีไว้ให้คนอย่างคุณใช้เป็นช่องโหว่แบบนี้”

ไม่รู้ทำไม ยิ่งคุยกันไป ซอนอูยอนก็ยิ่งมองฉันด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยามมากขึ้นเรื่อยๆ

หวังว่าฉันคงจะคิดไปเองนะ

“ทำไมถึงไม่รู้ว่าไอ้ท่าทางเพิกเฉยต่อการจำกัดระดับนั่นแหละที่ยิ่งกระตุ้นความน่าสงสัยน่ะ...?”

“ครับ?”

“หมายความว่าฮันเตอร์ระดับ F ทั่วไปน่ะ เขาจะรักษาฎระเบียบอย่างเคร่งครัดก็เพื่อความปลอดภัยของชีวิตตัวเองยังไงล่ะคะ”

ซอนอูยอนหันไปค้อนใส่อันยุนซึงที่ยืนตัวแข็งทื่อด้วยสายตาคาดโทษ ก่อนจะเอ่ยเตือนด้วยเสียงเข้ม

“คุณอาจจะคิดว่ามันเป็นชีวิตของคุณเอง คนอื่นจะมายุ่งอะไรด้วย แต่สิ่งที่สำคัญคือเรื่องของบันทึกข้อมูลค่ะ”

“....”

“เพื่อให้พร้อมรับมือในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุภายในเกต ข้อมูลส่วนตัวของผู้พิชิตจะมีการบิดเบือนไม่ได้เด็ดขาด...”

เมื่อน้ำเสียงเย็นชาทิ่มแทงเข้าหู ฉันก็ไม่เหลือข้อแก้ตัวใดๆ อีกแล้ว มันคือสถานการณ์ที่จนแต้มอย่างสมบูรณ์

“ได้โปรดเถอะค่ะ ช่วยให้ความร่วมมือกับทางสมาคมด้วย”

ผู้ตื่นรู้คนนี้อยู่ระดับ B

ที่ผ่านมาฉันอาจจะปฏิบัติกับอันยุนซึงอย่างเป็นกันเองจนลืมตัวไป

แต่ความจริงแล้ว แค่ระดับ B ก็เป็นปีศาจที่สามารถฉีกร่างสิงโตในทุ่งหญ้าสะวันนาได้ด้วยมือเปล่าแล้ว ฉันจึงไม่ควรไปทำให้อารมณ์เสียโดยเปล่าประโยชน์

“ครับ เข้าใจแล้วครับ”

ฉันรีบเก็บหางและยอมจำนนอย่างว่าง่าย

“พะ...พี่กิรยอไม่ผิดนะครับ! ผมเป็นคนขอให้พี่เขาช่วยเอง...”

“ฮันเตอร์อันยุนซึง ตามฉันมาสักครู่ค่ะ มีเรื่องจะแจ้งเกี่ยวกับการเปลี่ยนพื้นที่รับมือดันเจี้ยนเบรก”

เจ้าหนุ่มผู้น่าสงสาร

แม้อันยุนซึงจะเป็นถึงฮันเตอร์ระดับ A แต่เขากลับไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงประท้วงและยอมถูกซอนอูยอนลากตัวไปแต่โดยดี

ฉันโบกมือลาเขานิ่งๆ พลางตกอยู่ในห้วงความคิด

แย่ละแฮะ ดูเหมือนว่าแผนการหาเงินของฉันคงจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเสียหน่อยแล้ว

‘ช่วยไม่ได้แฮะ’

แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก

เพราะฉันยังมีทางเลือกอื่นที่เตรียมเอาไว้ในใจอยู่แล้ว