Cover

31

บางครั้งก็มีคนประเภทนั้นอยู่

ฮันเตอร์ที่ละทิ้งการต่อสู้กับสัตว์อสูรที่ดุร้ายและอันตราย แล้วหันไปหาเหยื่อที่ล่าได้ง่ายกว่าแทน

ในวงการนี้มีคำแสลงเรียกคนพวกนี้ว่า ‘กบ’

การที่พวกมันอ้าปากกว้างเขมือบแม้กระทั่งพวกพ้องเพียงเพราะอีกฝ่ายตัวเล็กกว่าตัวเองเนี่ยนะ...

“ใช้เกตนั้นเป็นสถานที่ลงมือดีไหมครับ? ตรงทางเข้าไม่มีกล้อง CCTV ด้วย”

“เอาสิ เอาตามนั้นแหละ”

“เดี๋ยวผมจะล่อคิมกิรยอไปเอง”

เป็นชื่อเรียกที่เหมาะกับคนพวกนี้ดีไม่ใช่หรือไง ‘ไอ้พวกกบ’

“นอกจากกำไลแล้ว ฉันก็หวังว่าจะมีอะไรให้ปล้นมากกว่านี้หน่อยนะ แต่ดูจากสภาพซอมซ่อแบบนั้นแล้ว ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากหรอก”

พวกกบเหล่านี้มักจะก่ออาชญากรรมโดยเล็งเป้าหมายไปที่ผู้ตื่นรู้ระดับล่าง

พวกฮันเตอร์มือใหม่มักจะยังไม่คุ้นชินกับเกต จึงมีแนวโน้มที่จะทุ่มเงินเกินตัวไปกับอุปกรณ์ป้องกันเพื่อรักษาชีวิตของตัวเอง

ต่อให้จะกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อซื้ออุปกรณ์ แต่อย่างไรเสียเจ้าตัวก็เป็นแค่ฮันเตอร์หน้าใหม่

เมื่ออยู่ต่อหน้าฮันเตอร์ผู้โชกโชน อุปกรณ์เหล่านั้นก็มักจะกลายเป็นของไร้ประโยชน์ไปโดยปริยาย

“โธ่ จะสนทำไมล่ะครับ แค่ขายกำไลนั่นวงเดียว พวกเราก็มีกินมีใช้ไปได้อีกนานเลยนะ”

ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนที่เลวร้ายที่สุดก็คือ คนพวกนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงแค่การชิงทรัพย์เท่านั้น

“ยังไงก็เถอะ นี่เป็นงานแรกในรอบสามสัปดาห์ เตรียมตัวให้พร้อมหน่อยแล้วกัน”

ในเมื่อตัดสินใจที่จะล่ามนุษย์ด้วยกันเองแล้ว ย่อมไม่มีทางที่จะมีกระบวนการคิดแบบคนปกติ

เหล่านักล่าที่กินพวกพ้องเดียวกันในวงการฮันเตอร์ ส่วนใหญ่มักจะเป็นพวกฆาตกรที่ฆ่าเพื่อความสนุก

และคิมกิรยอก็ดันไปเตะตาฮันเตอร์พวกนี้เข้าพอดี

“ไหนดูซิ ถ้าความสามารถของกำไลนั่นทำงานขึ้นมาล่ะก็แย่แน่ เพราะงั้นอันดับแรกต้องเตรียมไอเทมทำให้หมดสติไว้ก่อน...”

แจฮยอนพึมพำวางแผนอย่างตื่นเต้น

หัวหน้าทีมที่มองดูแจฮยอนอยู่ก็เกิดความสงสัยขึ้นมาในใจ

“นี่ แจฮยอน แกบอกว่าเคยร่วมทีมกับฮันเตอร์คนนั้นมาก่อนใช่ไหม”

“ครับ? อ๋อ ใช่ครับ”

“หมอนั่นเป็นคนยังไง? มีเรื่องอะไรที่ต้องระวังเป็นพิเศษไหม?”

พอถูกถาม ชายหนุ่มก็กลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหวจนระเบิดหัวเราะออกมา

เรื่องที่ต้องระวังงั้นเหรอ?

“พูฮ่าฮ่าฮ่า! อย่าพูดถึงเลยครับ หมอนั่นน่ะ เมื่อปีที่แล้วยังหางจุกตูดหนีออกมาจากเกตระดับ F อยู่เลย! ในบรรดาฮันเตอร์ที่ผมรู้จัก หมอนั่นน่ะอ่อนแอที่สุดแล้ว!”

***

วันต่อมา

‘พอเห็นหน้าแจฮยอนแล้ว เหมือนจะนึกอะไรออกแต่ก็นึกไม่ออกแฮะ’

ติ๊ง♪

ในขณะที่ความรู้สึกกำลังสับสน เสียงแจ้งเตือนข้อความก็ดังขึ้น

ฉันปลดล็อกโทรศัพท์มือถือแล้วตอบข้อความกลับไป

“โอ้โห! มาถึงเร็วขนาดนี้เลยเหรอครับ?”

หลังจากนั้นไม่นาน ใบหน้าที่คุ้นเคยก็มาถึง

ทีมฮันเตอร์ที่เจอเมื่อวานนั่นเอง

“เรื่องค่าจ้างยังเหมือนกับที่ตกลงกันไว้เมื่อวานใช่ไหมครับ?”

“โอ้ แน่นอนครับ ผมถอนเงินสดเป็นธนบัตรใบใหม่เอี่ยมเตรียมไว้ให้แล้ว ฮ่าๆ”

งั้น ในเมื่อคนครบแล้ว ก็ควรเริ่มงานกันเสียที

ฉันเดินตามการนำทางของพวกเขาไปจนถึงเกตแห่งหนึ่ง

ระหว่างตึกต่อตึก

เรดเกตระดับ F ที่เกิดขึ้นตรงมุมตรอกแคบๆ ที่นี่คือสถานที่ทำงานของฉันในวันนี้

‘เขาบอกว่าที่นี่มีบอสถึงสองตัวเลยใช่ไหม?’

โดยทั่วไปแล้ว เกตจะหายไปเมื่อบอสถูกกำจัด

ทว่าปรากฏการณ์นี้มีกฎเหล็กอยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือหากยังมีคนที่มีชีวิตอยู่ข้างใน เกตจะไม่เกิดการล่มสลาย

‘ถ้ามีเวลาว่าง ฉันก็อยากจะลองสำรวจเกตพวกนี้ให้ละเอียดดูเหมือนกัน’

ฉันมองดูอารยธรรมของโลกด้วยความสนใจครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงสติกลับมา

เรื่องความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้ทีหลัง ตอนนี้ต้องจดจ่อกับงานตรงหน้าก่อน

‘ถ้างานเด็กแบกของมันทำเงินได้ขนาดนี้ ฉันก็ไม่จำเป็นต้องไปรีบไถอันยุนซึงผู้แสนดีนั่นหรอก’

ฉันกระชับเป้สะพายหลังด้วยความดีใจ แล้วมุ่งหน้าเข้าไปในเกต

เดินตามหลังพวกฮันเตอร์ที่ดูพึ่งพาได้ ต่างจากคิมกิรยอจอมขี้ขลาดคนเดิม

ไปข้างหน้า และข้างหน้าต่อไป

“คิดไปเองหรือเปล่านะ? ทางนี้เหมือนเราจะเคยผ่านมาแล้วไม่ใช่เหรอครับ?”

หลังจากเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน ในที่สุดกลุ่มของพวกเราก็มาถึงทางตัน

ดูเหมือนว่าโครงสร้างถ้ำจะมีทางแยกมากมายจนทำให้หลงทิศทางได้ง่าย

“ดูสิครับ ซากมอนสเตอร์ที่เพิ่งล่าไปเมื่อกี้ยังอยู่ที่เดิมเลย ดูเหมือนจะมาผิดทางจริงๆ นะครับ”

“.......”

“มีใครมีทักษะการค้นหาเส้นทางบ้างไหมครับ?”

ฉันถามสั้นๆ พร้อมกับมองไปรอบๆ

ภายในถ้ำคดเคี้ยวและมีแสงสีแดงขุ่นมัว ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในหลอดอาหารของสัตว์ร้ายที่มีชีวิต

“คุณกิรยอ เรื่องนั้นไม่จำเป็นหรอกครับ เพราะพวกเรามาถึงถูกทางแล้ว”

“ครับ?”

ทว่าในวินาทีนั้น

ฮันเตอร์ระดับ D ที่เดินนำหน้าอยู่ก็หยุดกะทันหัน ก่อนจะหันมาส่งยิ้มกว้างให้ฉัน

“เดี๋ยวสิครับ นี่มันทางตันนะ ที่ว่ามาถูกทางหมายความว่า...”

ทันทีหลังจากนั้น สิ่งที่สัมผัสได้คือเสียงแตกกระจาย

ตามมาด้วยกลิ่นฉุนของน้ำส้มสายชูที่พุ่งเข้าจมูก

“อ๊าก!”

เพล้ง! ต่อมาขวดแก้วที่ใครบางคนปามาก็กระแทกเข้ากับศีรษะของฉันจนแตกละเอียด

นั่นทำให้ฉันต้องอาบน้ำยาสารพัดสีโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่

“แค่กๆ!”

“ไม่ต้องกังวลไปหรอก พอนอนหลับไปสักตื่น ลืมตาขึ้นมาทุกอย่างก็จบลงแล้ว”

ฉันไม่เข้าใจเลย

พวกเราเป็นฮันเตอร์เหมือนกันนะ ทำไมถึงโจมตีกันล่ะ

ไอ้พวกมนุษย์โลกนี่มีรสนิยมชอบทำร้ายเผ่าพันธุ์เดียวกันหรือไง

“เชยจังครับลูกพี่ ไอ้หมอนี่ทนเก่งเหมือนกันนะเนี่ย?”

“จะทนได้สักแค่ไหนเชียว เจอยาสลบขวดนี้เข้าไป ต่อให้เป็นระดับ F ก็จบเห่ภายใน 5 วินาทีอยู่แล้ว”

แต่ดูเหมือนว่าคนพวกนี้จะเข้าใจอะไรผิดไปหน่อยนะ

ฉันก็แค่รังเกียจกลิ่นเหม็นรุนแรงของน้ำยานี่เท่านั้น ไม่ได้กำลังดิ้นรนเพราะต้องทนกับความง่วงหรืออาการหมดสติเสียหน่อย

“...ผมว่ามันเกิน 5 วินาทีแล้วนะ?”

“หือ?”

ไม่กี่วินาทีต่อมา

ดูเหมือนพวกเขาจะเริ่มตระหนักถึงความผิดปกติ สีหน้าของแต่ละคนเริ่มเคร่งเครียดขึ้นมาทีละคน

‘ไปเอาอุปกรณ์เวทมนตร์ชั้นต่ำพรรค์นี้มาจากไหนกัน!’

พื้นฐานของฉันคือผู้ที่มีความต้านทานต่อเวทมนตร์ทำให้หมดสติอย่างสมบูรณ์

ฉันดึงสติกลับมาทันที และสิ่งแรกที่ฉันทำก็คือ...

“บัดซบ!”

“เฮ้ยๆๆ! มันหนีไปแล้ว จับมัน!”

“ไหนแกบอกว่ามันวิ่งไม่ได้ไง!”

เมื่อรู้สึกว่าท่าไม่ดี การโกยแน่บคือหนทางที่ดีที่สุด

ฉันกัดฟันวิ่งสุดฝีเท้า

เป้สัมภาระที่แบกอยู่ถูกโยนทิ้งไปนานแล้ว แต่ถึงจะพยายามขนาดนั้น ขาของฉันก็ถูกพันธนาการไว้จนได้...

“อ้ากกก!”

วูบ! เถาวัลย์สีน้ำเงินที่โผล่มาจากไหนไม่รู้เกี่ยวกระชากขาฉันอย่างรุนแรง ถ้าเป็นผู้ใช้พลังควบคุมพืชล่ะก็ คงจะเป็นหมอนั่นไม่ผิดแน่

“แจฮยอน! แกทำบ้าอะไรของแกเนี่ย!”

พริบตาเดียว วิสัยทัศน์ของฉันก็กลับหัวกลับหาง

ฉันถูกห้อยต้อยแต่งอยู่กลางอากาศด้วยทักษะของแจฮยอน

“เดี๋ยวสิ จนถึงเมื่อปีที่แล้วยังเดินกะเผลกอยู่เลย ไปรักษามาตอนไหนเนี่ย?”

“เรื่องนั้นมันสำคัญที่ไหนล่ะ! ทำแบบนี้กับฉันทำไม!”

“โธ่เว้ย เอาไงดีวะ”

พอมองใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธนั่น ดูเหมือนแผนการของพวกเขาจะผิดพลาดไป

“ทำไมแกถึงไม่หมดสติไปวะ?”

“ไม่รู้สิครับ ค้นตัวไปก็เห็นมีแค่กำไลอย่างเดียวเอง”

“เฮ้ย เอาลงมาก่อน เผื่อไว้ก่อน”

ตอนนี้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก เมื่อฮันเตอร์ระดับ D เข้ามาร่วมวงด้วย

หัวหน้าทีมที่ฉันเคยคิดว่าดูพึ่งพาได้ สั่งการด้วยใบหน้าเย็นชา

“ไอ้ระดับ F สวะเอ๊ย ตั้งแต่ตอนนี้ฟังคำสั่งของฉันให้ดี ถ้าคิดจะหนีอีก ฉันจะถอนฟันแกออกมาทีละซี่แล้วฆ่าทิ้งซะ”

ฉันเคยได้ยินภาษิตที่ว่า ‘ไว้ใจทาง วางใจคน จะจนใจเอง’ แต่ไม่คิดเลยว่าจะต้องมาโดนขู่ด้วยขวานจริงๆ แบบนี้

“พะ... พะ... พูดกันดีๆ ก็ได้ครับ ค่อยๆ คุยกัน”

ฉันมองใบขวานที่พาดอยู่ตรงลูกกระเดือกพลางรีบยกมือสองข้างขึ้นสูง

ให้ตายเถอะ

‘อะไรกัน พอฉันยกมือขึ้น สายตาของไอ้พวกมนุษย์นี่ก็มองตามมาเลย พวกแกกำลังมองอะไรอยู่วะ?’

และในตอนนั้นเอง ที่ฉันเริ่มพอมองเห็นภาพรวมของสถานการณ์

‘หรือว่า...’

สายตาของพวกมันที่จ้องเขม็งมาที่ข้อมือของฉันตั้งแตเมื่อกี้ มันช่างน่าสงสัยเหลือเกิน

“ที่ทำแบบนี้ เป็นเพราะกำไลนี่เหรอครับ?”

เป็นอย่างที่คิด พอฉันพูดออกไป พวกมันก็ไหล่กระตุกเหมือนถูกแทงใจดำ

ใช่แล้ว ตอนนี้ฉันกำลังถูกปล้นอยู่นั่นเอง

‘ที่พยายามทำให้ฉันหมดสติ ก็เพื่อไม่ต้องการให้จำนวนครั้งการใช้งานของไอเทมนี่ถูกใช้ไปสินะ...!’

แต่บอกตามตรงนะ ความสามารถของกำไลวงนี้มันก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรขนาดนั้นเลย

ป้องกันความเสียหาย 2 ครั้ง เป็นเอฟเฟกต์ธรรมดาๆ ที่หาได้ทั่วไป

“เออสิ! ไอเทมที่ป้องกันการโจมตีได้ทุกอย่างแบบไม่จำกัดพลังแบบนี้ ใครมันจะไม่หน้ามืดตามัวบ้างล่ะ?”

เพียงแต่ ปัญหาคือไอ้อุปกรณ์เวทมนตร์ชิ้นนี้ ถ้าทำได้ดี มันอาจจะป้องกันได้แม้กระทั่งการโจมตีของมอนสเตอร์ระดับ S เลยทีเดียว

‘บ้าฉิบ’

อุปกรณ์ที่พกไว้ป้องกันตัวกลับกลายเป็นตัวดึงดูดอันตรายมาให้เสียนี่ มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!

‘บนโลกนี้ แมแต่อุปกรณ์เวทมนตร์ระดับต่ำพรรค์นี้ก็ยังเป็นเป้าหมายของการปล้นงั้นเหรอ...!’

เอาจริงๆ การมอบกำไลให้มันไม่ใช่เรื่องยากหรอก

เพราะฉันเองก็แค่โชคดีที่ได้มันมา ไม่ได้มีความยึดติดอะไรกับของชิ้นนี้มากมายนัก

ถ้าการมอบอุปกรณ์ให้แล้วเรื่องมันจบลง ฉันก็ยินดีจะทำมันตั้งนานแล้ว

‘อือออ’

แต่เมื่อดูจากสถานการณ์แล้ว ดูเหมือนว่ามันจะสายเกินกว่าจะเจรจาเสียแล้ว

‘ไอ้พวกนี้ ตั้งแต่แรกพวกมันก็ไม่คิดจะปล่อยให้ฉันรอดไปอยู่แล้ว’

ไม่อย่างนั้นพวกมันจะล่อเหยื่อเข้ามาลึกถึงขนาดนี้ในเกตทำไมกัน

พวกมันคงกะจะฆ่าฉันแล้วทำการปิดเกตเสีย จากนั้นเมื่อดันเจี้ยนหายไป ศพก็จะถูกทำลายหลักฐานไปโดยปริยาย

“เฮ้ย! คิมกิรยอ ถอดกำไลนั่นแล้วส่งมาเดี๋ยวนี้!”

“ใครจะไปบ้าให้วะ? อย่าขยับนะ! ไม่งั้นฉันจะใช้ให้หมดทั้ง 2 ครั้งเลย!”

เมื่อรู้สึกถึงภัยคุกคามถึงชีวิต ฉันจึงตะโกนออกไปสุดเสียงเพื่อข่มขู่

นั่นทำให้พวกโจรพวกนี้ชะงักและยืนนิ่งด้วยความลังเล ใช่สิ พวกมันย่อมไม่กล้าขยับสุ่มสี่สุ่มห้าแน่นอน

‘ถ้าพวกแกแตะต้องฉันนิดเดียว มันอาจจะถูกตัดสินว่าเป็นการโจมตีได้!’

จำนวนครั้งการใช้งานของอุปกรณ์เวทมนตร์ชิ้นนี้มีเพียง 2 ครั้ง

หากใช้ครบแล้ว มันก็จะกลายเป็นเพียงเครื่องประดับธรรมดาๆ เท่านั้น

สายตาของฉันเหลือบไปมองผลึกมานาสีน้ำเงินที่ประดับอยู่บนกำไล ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกจำนวนครั้งการใช้งานที่เหลืออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปมองข้างหน้า

“นี่ แจฮยอน ทำแบบนี้ไปก็ไม่มีใครได้อะไรขึ้นมา ปล่อยฉันไปไม่ได้เหรอ?”

“ว่าไงนะ?”

“ถ้าปล่อยฉันไป ฉันสัญญาว่าจะเก็บเรื่องวันนี้ไว้เป็นความลับสุดยอด ยังไงตอนนี้ฉันก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไรร้ายแรงอยู่แล้ว ฉันจะไปแจ้งความจับพวกแกในข้อหาอะไรได้ล่ะ?”

เมื่อสถานการณ์ตกอยู่ในสภาวะคุมเชิงกัน ฉันจึงเริ่มการเกลี้ยกล่อมเพื่อหาทางออกไปจากที่นี่

แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร

“พูดเพ้อเจ้ออะไรวะ ใครจะไปเชื่อว่าถ้าแกออกไปแล้วจะไม่ไปป่าวประกาศให้คนอื่นรู้!”

‘ดูออกด้วยเหรอ?’

ฉันเมินหัวหน้าทีมที่กำลังโกรธเกรี้ยวพลางใช้ความคิดอย่างเงียบๆ เดิมทีฉันกะจะหาโอกาสหนีไปอีกครั้ง

แต่ทว่า...

“อา... พอที มัวแต่พึ่งพาไอ้ยาสลบไม่ได้เรื่องนั่นจนงานพังหมด แจฮยอน”

“ครับ?”

“ครั้งนี้ต้องยอมแพ้แล้วว่ะ”

ฮันเตอร์ระดับ D ลดใบขวานที่จ่อคอฉันลงพร้อมกับถอนหายใจยาว ฉันแอบคิดแวบหนึ่งว่าในที่สุดตัวเองก็เป็นอิสระเสียที

จนกระทั่งถูกหมัดของเขากระแทกเข้านั่นแหละ

“ไอ้สวะระดับ F กล้าดียังไงมาทำเป็นเล่นแง่ว่าจะใช้ไอเทมหรือไม่ใช้ไอเทม น่ารำคาญโว้ย!”

ผัวะ!

เสียงหมัดกระแทกเข้ากับกระดูกใบหน้าดังสนั่นไปทั่วทั้งถ้ำ

ฮันเตอร์ระดับ D ที่หมดความอดทนลงมือทำร้ายฉันในที่สุด จากนั้นเขาก็พูดอย่างเกรี้ยวกราดว่า

“เฮ้ย ใช้สิ ใช้เลยไอ้ลูกหมา! ทันทีที่จำนวนครั้งการใช้งานไอเทมนั่นหมดลง วันนั้นแหละคือวันตายของแก!”

หลังจากการเตือนคือการซ้อมอย่างไร้ปรานี

ฮันเตอร์ระดับ D คนนั้นรัวหมัดใส่ไหล่และท้องของฉันเหมือนเป็นการระบายอารมณ์ ทุกครั้งที่โดน ฉันรู้สึกได้ถึงกระดูกที่หักไปทีละซี่

‘โอ๊ย!’

ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปได้โดนซ้อมจนตายแน่

“เดี๋ยวก่อน! ขะ... เข้าใจแล้วครับ จะให้แล้ว! ยอมให้ไอเทมแล้ว เพราะงั้นหยุดก่อนเถอะครับ!”

ไม่มีทางเลือกอื่น

ฉันตะโกนออกไปอย่างร้อนรน ฮันเตอร์ระดับ D จึงหยุดมือแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ

“ก็แค่นั้นแหละ!”

“ฮ่าๆ สุดท้ายไม้แข็งก็คือยาดีที่สุดจริงๆ”

นี่คือความเป็นจริงของระดับ F งั้นเหรอ

ต้องศิโรราบต่อความรุนแรง ถูกเย้ยหยัน การไม่มีพลังมันช่างน่าเศร้าจริงๆ

“เฮ้อ...”

ดูเหมือนตอนที่ถูกต่อยเข้าที่หัว ผิวหนังจะฉีกขาดด้วย ฉันพยายามเมินเฉยต่อเลือดที่ไหลลงมาจากหน้าผาก แล้วเอื้อมมือไปลูบกำไลอย่างทุลักทุเล

ถ้าส่งสิ่งนี้ให้ ทุกอย่างก็จะจบลง

‘รวมถึงชีวิตของฉันด้วย...!’

ในตอนนั้นเอง

จู่ๆ จากอีกฟากหนึ่งของถ้ำ ก็มีเสียงฝีเท้าของใครบางคนดังแว่วเข้ามา ตึกตัก ตึกตัก

“เสียงคนวิ่ง?”

แจฮยอนและสมาชิกทีมคนอื่นๆ ต่างหันไปมองเป็นตาเดียว

“ใครมันบังอาจบุกเข้ามาวะ?”

ไม่น่าจะมีใครบุกรุกเข้ามาในเกตระดับ F กระจอกๆ ที่ทำเงินไม่ได้แบบนี้แท้ๆ

ทว่า บุคคลที่ปรากฏตัวออกมา กลับเป็นคนที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลยจริงๆ

“อะไรน่ะ นั่นมัน...”

“อันยุนซึง? อันยุนซึงคนนั้นเหรอ?”

ฮันเตอร์ระดับ A อันยุนซึง

คนระดับนั้นมาทำอะไรที่นี่?

“พี่กิรยอ? นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น...”

ยุนซึงที่วิ่งออกมามองมาทางนี้ด้วยใบหน้าตกตะลึง ทันทีที่สบตากับเขา ฉันก็ตะโกนออกไปสุดเสียง

“ช่วยด้วย!”

จะว่าไป ฉันลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทเลยแฮะ

[(ข้อความ)]

[ยุนซึง วันนี้มีนัดจำได้ใช่ไหม? เกตระดับ F ใช้เวลาไม่นานหรอก นายรออยู่ข้างหน้าเกตแล้วกัน]

[ครับ!]

[พอเสร็จงานแล้ว พี่จะดูเรื่องทักษะให้ต่อเลย]

[ขอบคุณจริงๆ ครับพี่]

วันนี้ฉันมีนัดซ้อนกันสองงานนี่นา

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

31

20px

บางครั้งก็มีคนประเภทนั้นอยู่

ฮันเตอร์ที่ละทิ้งการต่อสู้กับสัตว์อสูรที่ดุร้ายและอันตราย แล้วหันไปหาเหยื่อที่ล่าได้ง่ายกว่าแทน

ในวงการนี้มีคำแสลงเรียกคนพวกนี้ว่า ‘กบ’

การที่พวกมันอ้าปากกว้างเขมือบแม้กระทั่งพวกพ้องเพียงเพราะอีกฝ่ายตัวเล็กกว่าตัวเองเนี่ยนะ...

“ใช้เกตนั้นเป็นสถานที่ลงมือดีไหมครับ? ตรงทางเข้าไม่มีกล้อง CCTV ด้วย”

“เอาสิ เอาตามนั้นแหละ”

“เดี๋ยวผมจะล่อคิมกิรยอไปเอง”

เป็นชื่อเรียกที่เหมาะกับคนพวกนี้ดีไม่ใช่หรือไง ‘ไอ้พวกกบ’

“นอกจากกำไลแล้ว ฉันก็หวังว่าจะมีอะไรให้ปล้นมากกว่านี้หน่อยนะ แต่ดูจากสภาพซอมซ่อแบบนั้นแล้ว ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากหรอก”

พวกกบเหล่านี้มักจะก่ออาชญากรรมโดยเล็งเป้าหมายไปที่ผู้ตื่นรู้ระดับล่าง

พวกฮันเตอร์มือใหม่มักจะยังไม่คุ้นชินกับเกต จึงมีแนวโน้มที่จะทุ่มเงินเกินตัวไปกับอุปกรณ์ป้องกันเพื่อรักษาชีวิตของตัวเอง

ต่อให้จะกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อซื้ออุปกรณ์ แต่อย่างไรเสียเจ้าตัวก็เป็นแค่ฮันเตอร์หน้าใหม่

เมื่ออยู่ต่อหน้าฮันเตอร์ผู้โชกโชน อุปกรณ์เหล่านั้นก็มักจะกลายเป็นของไร้ประโยชน์ไปโดยปริยาย

“โธ่ จะสนทำไมล่ะครับ แค่ขายกำไลนั่นวงเดียว พวกเราก็มีกินมีใช้ไปได้อีกนานเลยนะ”

ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนที่เลวร้ายที่สุดก็คือ คนพวกนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงแค่การชิงทรัพย์เท่านั้น

“ยังไงก็เถอะ นี่เป็นงานแรกในรอบสามสัปดาห์ เตรียมตัวให้พร้อมหน่อยแล้วกัน”

ในเมื่อตัดสินใจที่จะล่ามนุษย์ด้วยกันเองแล้ว ย่อมไม่มีทางที่จะมีกระบวนการคิดแบบคนปกติ

เหล่านักล่าที่กินพวกพ้องเดียวกันในวงการฮันเตอร์ ส่วนใหญ่มักจะเป็นพวกฆาตกรที่ฆ่าเพื่อความสนุก

และคิมกิรยอก็ดันไปเตะตาฮันเตอร์พวกนี้เข้าพอดี

“ไหนดูซิ ถ้าความสามารถของกำไลนั่นทำงานขึ้นมาล่ะก็แย่แน่ เพราะงั้นอันดับแรกต้องเตรียมไอเทมทำให้หมดสติไว้ก่อน...”

แจฮยอนพึมพำวางแผนอย่างตื่นเต้น

หัวหน้าทีมที่มองดูแจฮยอนอยู่ก็เกิดความสงสัยขึ้นมาในใจ

“นี่ แจฮยอน แกบอกว่าเคยร่วมทีมกับฮันเตอร์คนนั้นมาก่อนใช่ไหม”

“ครับ? อ๋อ ใช่ครับ”

“หมอนั่นเป็นคนยังไง? มีเรื่องอะไรที่ต้องระวังเป็นพิเศษไหม?”

พอถูกถาม ชายหนุ่มก็กลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหวจนระเบิดหัวเราะออกมา

เรื่องที่ต้องระวังงั้นเหรอ?

“พูฮ่าฮ่าฮ่า! อย่าพูดถึงเลยครับ หมอนั่นน่ะ เมื่อปีที่แล้วยังหางจุกตูดหนีออกมาจากเกตระดับ F อยู่เลย! ในบรรดาฮันเตอร์ที่ผมรู้จัก หมอนั่นน่ะอ่อนแอที่สุดแล้ว!”

***

วันต่อมา

‘พอเห็นหน้าแจฮยอนแล้ว เหมือนจะนึกอะไรออกแต่ก็นึกไม่ออกแฮะ’

ติ๊ง♪

ในขณะที่ความรู้สึกกำลังสับสน เสียงแจ้งเตือนข้อความก็ดังขึ้น

ฉันปลดล็อกโทรศัพท์มือถือแล้วตอบข้อความกลับไป

“โอ้โห! มาถึงเร็วขนาดนี้เลยเหรอครับ?”

หลังจากนั้นไม่นาน ใบหน้าที่คุ้นเคยก็มาถึง

ทีมฮันเตอร์ที่เจอเมื่อวานนั่นเอง

“เรื่องค่าจ้างยังเหมือนกับที่ตกลงกันไว้เมื่อวานใช่ไหมครับ?”

“โอ้ แน่นอนครับ ผมถอนเงินสดเป็นธนบัตรใบใหม่เอี่ยมเตรียมไว้ให้แล้ว ฮ่าๆ”

งั้น ในเมื่อคนครบแล้ว ก็ควรเริ่มงานกันเสียที

ฉันเดินตามการนำทางของพวกเขาไปจนถึงเกตแห่งหนึ่ง

ระหว่างตึกต่อตึก

เรดเกตระดับ F ที่เกิดขึ้นตรงมุมตรอกแคบๆ ที่นี่คือสถานที่ทำงานของฉันในวันนี้

‘เขาบอกว่าที่นี่มีบอสถึงสองตัวเลยใช่ไหม?’

โดยทั่วไปแล้ว เกตจะหายไปเมื่อบอสถูกกำจัด

ทว่าปรากฏการณ์นี้มีกฎเหล็กอยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือหากยังมีคนที่มีชีวิตอยู่ข้างใน เกตจะไม่เกิดการล่มสลาย

‘ถ้ามีเวลาว่าง ฉันก็อยากจะลองสำรวจเกตพวกนี้ให้ละเอียดดูเหมือนกัน’

ฉันมองดูอารยธรรมของโลกด้วยความสนใจครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงสติกลับมา

เรื่องความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้ทีหลัง ตอนนี้ต้องจดจ่อกับงานตรงหน้าก่อน

‘ถ้างานเด็กแบกของมันทำเงินได้ขนาดนี้ ฉันก็ไม่จำเป็นต้องไปรีบไถอันยุนซึงผู้แสนดีนั่นหรอก’

ฉันกระชับเป้สะพายหลังด้วยความดีใจ แล้วมุ่งหน้าเข้าไปในเกต

เดินตามหลังพวกฮันเตอร์ที่ดูพึ่งพาได้ ต่างจากคิมกิรยอจอมขี้ขลาดคนเดิม

ไปข้างหน้า และข้างหน้าต่อไป

“คิดไปเองหรือเปล่านะ? ทางนี้เหมือนเราจะเคยผ่านมาแล้วไม่ใช่เหรอครับ?”

หลังจากเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน ในที่สุดกลุ่มของพวกเราก็มาถึงทางตัน

ดูเหมือนว่าโครงสร้างถ้ำจะมีทางแยกมากมายจนทำให้หลงทิศทางได้ง่าย

“ดูสิครับ ซากมอนสเตอร์ที่เพิ่งล่าไปเมื่อกี้ยังอยู่ที่เดิมเลย ดูเหมือนจะมาผิดทางจริงๆ นะครับ”

“.......”

“มีใครมีทักษะการค้นหาเส้นทางบ้างไหมครับ?”

ฉันถามสั้นๆ พร้อมกับมองไปรอบๆ

ภายในถ้ำคดเคี้ยวและมีแสงสีแดงขุ่นมัว ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในหลอดอาหารของสัตว์ร้ายที่มีชีวิต

“คุณกิรยอ เรื่องนั้นไม่จำเป็นหรอกครับ เพราะพวกเรามาถึงถูกทางแล้ว”

“ครับ?”

ทว่าในวินาทีนั้น

ฮันเตอร์ระดับ D ที่เดินนำหน้าอยู่ก็หยุดกะทันหัน ก่อนจะหันมาส่งยิ้มกว้างให้ฉัน

“เดี๋ยวสิครับ นี่มันทางตันนะ ที่ว่ามาถูกทางหมายความว่า...”

ทันทีหลังจากนั้น สิ่งที่สัมผัสได้คือเสียงแตกกระจาย

ตามมาด้วยกลิ่นฉุนของน้ำส้มสายชูที่พุ่งเข้าจมูก

“อ๊าก!”

เพล้ง! ต่อมาขวดแก้วที่ใครบางคนปามาก็กระแทกเข้ากับศีรษะของฉันจนแตกละเอียด

นั่นทำให้ฉันต้องอาบน้ำยาสารพัดสีโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่

“แค่กๆ!”

“ไม่ต้องกังวลไปหรอก พอนอนหลับไปสักตื่น ลืมตาขึ้นมาทุกอย่างก็จบลงแล้ว”

ฉันไม่เข้าใจเลย

พวกเราเป็นฮันเตอร์เหมือนกันนะ ทำไมถึงโจมตีกันล่ะ

ไอ้พวกมนุษย์โลกนี่มีรสนิยมชอบทำร้ายเผ่าพันธุ์เดียวกันหรือไง

“เชยจังครับลูกพี่ ไอ้หมอนี่ทนเก่งเหมือนกันนะเนี่ย?”

“จะทนได้สักแค่ไหนเชียว เจอยาสลบขวดนี้เข้าไป ต่อให้เป็นระดับ F ก็จบเห่ภายใน 5 วินาทีอยู่แล้ว”

แต่ดูเหมือนว่าคนพวกนี้จะเข้าใจอะไรผิดไปหน่อยนะ

ฉันก็แค่รังเกียจกลิ่นเหม็นรุนแรงของน้ำยานี่เท่านั้น ไม่ได้กำลังดิ้นรนเพราะต้องทนกับความง่วงหรืออาการหมดสติเสียหน่อย

“...ผมว่ามันเกิน 5 วินาทีแล้วนะ?”

“หือ?”

ไม่กี่วินาทีต่อมา

ดูเหมือนพวกเขาจะเริ่มตระหนักถึงความผิดปกติ สีหน้าของแต่ละคนเริ่มเคร่งเครียดขึ้นมาทีละคน

‘ไปเอาอุปกรณ์เวทมนตร์ชั้นต่ำพรรค์นี้มาจากไหนกัน!’

พื้นฐานของฉันคือผู้ที่มีความต้านทานต่อเวทมนตร์ทำให้หมดสติอย่างสมบูรณ์

ฉันดึงสติกลับมาทันที และสิ่งแรกที่ฉันทำก็คือ...

“บัดซบ!”

“เฮ้ยๆๆ! มันหนีไปแล้ว จับมัน!”

“ไหนแกบอกว่ามันวิ่งไม่ได้ไง!”

เมื่อรู้สึกว่าท่าไม่ดี การโกยแน่บคือหนทางที่ดีที่สุด

ฉันกัดฟันวิ่งสุดฝีเท้า

เป้สัมภาระที่แบกอยู่ถูกโยนทิ้งไปนานแล้ว แต่ถึงจะพยายามขนาดนั้น ขาของฉันก็ถูกพันธนาการไว้จนได้...

“อ้ากกก!”

วูบ! เถาวัลย์สีน้ำเงินที่โผล่มาจากไหนไม่รู้เกี่ยวกระชากขาฉันอย่างรุนแรง ถ้าเป็นผู้ใช้พลังควบคุมพืชล่ะก็ คงจะเป็นหมอนั่นไม่ผิดแน่

“แจฮยอน! แกทำบ้าอะไรของแกเนี่ย!”

พริบตาเดียว วิสัยทัศน์ของฉันก็กลับหัวกลับหาง

ฉันถูกห้อยต้อยแต่งอยู่กลางอากาศด้วยทักษะของแจฮยอน

“เดี๋ยวสิ จนถึงเมื่อปีที่แล้วยังเดินกะเผลกอยู่เลย ไปรักษามาตอนไหนเนี่ย?”

“เรื่องนั้นมันสำคัญที่ไหนล่ะ! ทำแบบนี้กับฉันทำไม!”

“โธ่เว้ย เอาไงดีวะ”

พอมองใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธนั่น ดูเหมือนแผนการของพวกเขาจะผิดพลาดไป

“ทำไมแกถึงไม่หมดสติไปวะ?”

“ไม่รู้สิครับ ค้นตัวไปก็เห็นมีแค่กำไลอย่างเดียวเอง”

“เฮ้ย เอาลงมาก่อน เผื่อไว้ก่อน”

ตอนนี้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก เมื่อฮันเตอร์ระดับ D เข้ามาร่วมวงด้วย

หัวหน้าทีมที่ฉันเคยคิดว่าดูพึ่งพาได้ สั่งการด้วยใบหน้าเย็นชา

“ไอ้ระดับ F สวะเอ๊ย ตั้งแต่ตอนนี้ฟังคำสั่งของฉันให้ดี ถ้าคิดจะหนีอีก ฉันจะถอนฟันแกออกมาทีละซี่แล้วฆ่าทิ้งซะ”

ฉันเคยได้ยินภาษิตที่ว่า ‘ไว้ใจทาง วางใจคน จะจนใจเอง’ แต่ไม่คิดเลยว่าจะต้องมาโดนขู่ด้วยขวานจริงๆ แบบนี้

“พะ... พะ... พูดกันดีๆ ก็ได้ครับ ค่อยๆ คุยกัน”

ฉันมองใบขวานที่พาดอยู่ตรงลูกกระเดือกพลางรีบยกมือสองข้างขึ้นสูง

ให้ตายเถอะ

‘อะไรกัน พอฉันยกมือขึ้น สายตาของไอ้พวกมนุษย์นี่ก็มองตามมาเลย พวกแกกำลังมองอะไรอยู่วะ?’

และในตอนนั้นเอง ที่ฉันเริ่มพอมองเห็นภาพรวมของสถานการณ์

‘หรือว่า...’

สายตาของพวกมันที่จ้องเขม็งมาที่ข้อมือของฉันตั้งแตเมื่อกี้ มันช่างน่าสงสัยเหลือเกิน

“ที่ทำแบบนี้ เป็นเพราะกำไลนี่เหรอครับ?”

เป็นอย่างที่คิด พอฉันพูดออกไป พวกมันก็ไหล่กระตุกเหมือนถูกแทงใจดำ

ใช่แล้ว ตอนนี้ฉันกำลังถูกปล้นอยู่นั่นเอง

‘ที่พยายามทำให้ฉันหมดสติ ก็เพื่อไม่ต้องการให้จำนวนครั้งการใช้งานของไอเทมนี่ถูกใช้ไปสินะ...!’

แต่บอกตามตรงนะ ความสามารถของกำไลวงนี้มันก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรขนาดนั้นเลย

ป้องกันความเสียหาย 2 ครั้ง เป็นเอฟเฟกต์ธรรมดาๆ ที่หาได้ทั่วไป

“เออสิ! ไอเทมที่ป้องกันการโจมตีได้ทุกอย่างแบบไม่จำกัดพลังแบบนี้ ใครมันจะไม่หน้ามืดตามัวบ้างล่ะ?”

เพียงแต่ ปัญหาคือไอ้อุปกรณ์เวทมนตร์ชิ้นนี้ ถ้าทำได้ดี มันอาจจะป้องกันได้แม้กระทั่งการโจมตีของมอนสเตอร์ระดับ S เลยทีเดียว

‘บ้าฉิบ’

อุปกรณ์ที่พกไว้ป้องกันตัวกลับกลายเป็นตัวดึงดูดอันตรายมาให้เสียนี่ มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!

‘บนโลกนี้ แมแต่อุปกรณ์เวทมนตร์ระดับต่ำพรรค์นี้ก็ยังเป็นเป้าหมายของการปล้นงั้นเหรอ...!’

เอาจริงๆ การมอบกำไลให้มันไม่ใช่เรื่องยากหรอก

เพราะฉันเองก็แค่โชคดีที่ได้มันมา ไม่ได้มีความยึดติดอะไรกับของชิ้นนี้มากมายนัก

ถ้าการมอบอุปกรณ์ให้แล้วเรื่องมันจบลง ฉันก็ยินดีจะทำมันตั้งนานแล้ว

‘อือออ’

แต่เมื่อดูจากสถานการณ์แล้ว ดูเหมือนว่ามันจะสายเกินกว่าจะเจรจาเสียแล้ว

‘ไอ้พวกนี้ ตั้งแต่แรกพวกมันก็ไม่คิดจะปล่อยให้ฉันรอดไปอยู่แล้ว’

ไม่อย่างนั้นพวกมันจะล่อเหยื่อเข้ามาลึกถึงขนาดนี้ในเกตทำไมกัน

พวกมันคงกะจะฆ่าฉันแล้วทำการปิดเกตเสีย จากนั้นเมื่อดันเจี้ยนหายไป ศพก็จะถูกทำลายหลักฐานไปโดยปริยาย

“เฮ้ย! คิมกิรยอ ถอดกำไลนั่นแล้วส่งมาเดี๋ยวนี้!”

“ใครจะไปบ้าให้วะ? อย่าขยับนะ! ไม่งั้นฉันจะใช้ให้หมดทั้ง 2 ครั้งเลย!”

เมื่อรู้สึกถึงภัยคุกคามถึงชีวิต ฉันจึงตะโกนออกไปสุดเสียงเพื่อข่มขู่

นั่นทำให้พวกโจรพวกนี้ชะงักและยืนนิ่งด้วยความลังเล ใช่สิ พวกมันย่อมไม่กล้าขยับสุ่มสี่สุ่มห้าแน่นอน

‘ถ้าพวกแกแตะต้องฉันนิดเดียว มันอาจจะถูกตัดสินว่าเป็นการโจมตีได้!’

จำนวนครั้งการใช้งานของอุปกรณ์เวทมนตร์ชิ้นนี้มีเพียง 2 ครั้ง

หากใช้ครบแล้ว มันก็จะกลายเป็นเพียงเครื่องประดับธรรมดาๆ เท่านั้น

สายตาของฉันเหลือบไปมองผลึกมานาสีน้ำเงินที่ประดับอยู่บนกำไล ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกจำนวนครั้งการใช้งานที่เหลืออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปมองข้างหน้า

“นี่ แจฮยอน ทำแบบนี้ไปก็ไม่มีใครได้อะไรขึ้นมา ปล่อยฉันไปไม่ได้เหรอ?”

“ว่าไงนะ?”

“ถ้าปล่อยฉันไป ฉันสัญญาว่าจะเก็บเรื่องวันนี้ไว้เป็นความลับสุดยอด ยังไงตอนนี้ฉันก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไรร้ายแรงอยู่แล้ว ฉันจะไปแจ้งความจับพวกแกในข้อหาอะไรได้ล่ะ?”

เมื่อสถานการณ์ตกอยู่ในสภาวะคุมเชิงกัน ฉันจึงเริ่มการเกลี้ยกล่อมเพื่อหาทางออกไปจากที่นี่

แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร

“พูดเพ้อเจ้ออะไรวะ ใครจะไปเชื่อว่าถ้าแกออกไปแล้วจะไม่ไปป่าวประกาศให้คนอื่นรู้!”

‘ดูออกด้วยเหรอ?’

ฉันเมินหัวหน้าทีมที่กำลังโกรธเกรี้ยวพลางใช้ความคิดอย่างเงียบๆ เดิมทีฉันกะจะหาโอกาสหนีไปอีกครั้ง

แต่ทว่า...

“อา... พอที มัวแต่พึ่งพาไอ้ยาสลบไม่ได้เรื่องนั่นจนงานพังหมด แจฮยอน”

“ครับ?”

“ครั้งนี้ต้องยอมแพ้แล้วว่ะ”

ฮันเตอร์ระดับ D ลดใบขวานที่จ่อคอฉันลงพร้อมกับถอนหายใจยาว ฉันแอบคิดแวบหนึ่งว่าในที่สุดตัวเองก็เป็นอิสระเสียที

จนกระทั่งถูกหมัดของเขากระแทกเข้านั่นแหละ

“ไอ้สวะระดับ F กล้าดียังไงมาทำเป็นเล่นแง่ว่าจะใช้ไอเทมหรือไม่ใช้ไอเทม น่ารำคาญโว้ย!”

ผัวะ!

เสียงหมัดกระแทกเข้ากับกระดูกใบหน้าดังสนั่นไปทั่วทั้งถ้ำ

ฮันเตอร์ระดับ D ที่หมดความอดทนลงมือทำร้ายฉันในที่สุด จากนั้นเขาก็พูดอย่างเกรี้ยวกราดว่า

“เฮ้ย ใช้สิ ใช้เลยไอ้ลูกหมา! ทันทีที่จำนวนครั้งการใช้งานไอเทมนั่นหมดลง วันนั้นแหละคือวันตายของแก!”

หลังจากการเตือนคือการซ้อมอย่างไร้ปรานี

ฮันเตอร์ระดับ D คนนั้นรัวหมัดใส่ไหล่และท้องของฉันเหมือนเป็นการระบายอารมณ์ ทุกครั้งที่โดน ฉันรู้สึกได้ถึงกระดูกที่หักไปทีละซี่

‘โอ๊ย!’

ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปได้โดนซ้อมจนตายแน่

“เดี๋ยวก่อน! ขะ... เข้าใจแล้วครับ จะให้แล้ว! ยอมให้ไอเทมแล้ว เพราะงั้นหยุดก่อนเถอะครับ!”

ไม่มีทางเลือกอื่น

ฉันตะโกนออกไปอย่างร้อนรน ฮันเตอร์ระดับ D จึงหยุดมือแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ

“ก็แค่นั้นแหละ!”

“ฮ่าๆ สุดท้ายไม้แข็งก็คือยาดีที่สุดจริงๆ”

นี่คือความเป็นจริงของระดับ F งั้นเหรอ

ต้องศิโรราบต่อความรุนแรง ถูกเย้ยหยัน การไม่มีพลังมันช่างน่าเศร้าจริงๆ

“เฮ้อ...”

ดูเหมือนตอนที่ถูกต่อยเข้าที่หัว ผิวหนังจะฉีกขาดด้วย ฉันพยายามเมินเฉยต่อเลือดที่ไหลลงมาจากหน้าผาก แล้วเอื้อมมือไปลูบกำไลอย่างทุลักทุเล

ถ้าส่งสิ่งนี้ให้ ทุกอย่างก็จะจบลง

‘รวมถึงชีวิตของฉันด้วย...!’

ในตอนนั้นเอง

จู่ๆ จากอีกฟากหนึ่งของถ้ำ ก็มีเสียงฝีเท้าของใครบางคนดังแว่วเข้ามา ตึกตัก ตึกตัก

“เสียงคนวิ่ง?”

แจฮยอนและสมาชิกทีมคนอื่นๆ ต่างหันไปมองเป็นตาเดียว

“ใครมันบังอาจบุกเข้ามาวะ?”

ไม่น่าจะมีใครบุกรุกเข้ามาในเกตระดับ F กระจอกๆ ที่ทำเงินไม่ได้แบบนี้แท้ๆ

ทว่า บุคคลที่ปรากฏตัวออกมา กลับเป็นคนที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลยจริงๆ

“อะไรน่ะ นั่นมัน...”

“อันยุนซึง? อันยุนซึงคนนั้นเหรอ?”

ฮันเตอร์ระดับ A อันยุนซึง

คนระดับนั้นมาทำอะไรที่นี่?

“พี่กิรยอ? นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น...”

ยุนซึงที่วิ่งออกมามองมาทางนี้ด้วยใบหน้าตกตะลึง ทันทีที่สบตากับเขา ฉันก็ตะโกนออกไปสุดเสียง

“ช่วยด้วย!”

จะว่าไป ฉันลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทเลยแฮะ

[(ข้อความ)]

[ยุนซึง วันนี้มีนัดจำได้ใช่ไหม? เกตระดับ F ใช้เวลาไม่นานหรอก นายรออยู่ข้างหน้าเกตแล้วกัน]

[ครับ!]

[พอเสร็จงานแล้ว พี่จะดูเรื่องทักษะให้ต่อเลย]

[ขอบคุณจริงๆ ครับพี่]

วันนี้ฉันมีนัดซ้อนกันสองงานนี่นา