Cover

40

‘ฉันบังเอิญได้ยินมาน่ะ เลยไม่แน่ใจว่าจะพูดออกไปตามใจชอบได้ไหม แต่ก็นะ เขาเองก็ไม่ได้สั่งให้ปิดปากเงียบเป็นพิเศษอะไรด้วย’

เขาถ่ายทอดข้อมูลที่ตนเองรู้มาอย่างไม่ติดขัด

ทว่าปัญหาคือ ข้อมูลนี้มันบิดเบือนไปจากความเป็นจริงอย่างมาก

นั่นก็เพราะอันยุนซึงไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุโดยตรง แต่ทว่า……

เขาเพียงแค่ได้ยินตอนที่คิมกิรยอกับจองฮาซองคุยโทรศัพท์กัน

แถมยังได้ยินแค่บทสนทนาจากฝั่งของคิมกิรยอเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น

ฮันเตอร์ระดับ A คนนี้จึงเริ่มแต่งเรื่องขึ้นมาอย่างมั่นอกมั่นใจ โดยมีพื้นฐานมาจากความเชื่อมั่นอันแรงกล้าที่มีต่อตัวคู่กรณี

“พี่กิรยอเขาต้องลงมือไปเพราะความจำเป็น เพื่อที่จะช่วยจองฮาซองยังไงล่ะครับ!”

กฎของเรดเกตระดับ EX ที่จองฮาซองเข้าไปพัวพันนั้น บังคับให้ต้องมีผู้เสียสละหนึ่งคนจากผู้ที่ถูกจับคู่กันมาสามคน

ดังนั้นโดยปกติแล้ว ฮันเตอร์มักจะปัดภาระหน้าที่การเป็นเครื่องสังเวยให้กันจนเกิดการปะทะกันเป็นธรรมดา

“แต่มีเพียงพี่เขาเท่านั้นที่ทำตรงกันข้ามครับ ฮันเตอร์คิมกิรยอพยายามจะขัดขวางอีกฝ่ายเพราะเขาอยากจะรับหน้าที่เป็นเครื่องสังเวยแทนจองฮาซองต่างหาก”

ยุนซึงพูดต่อด้วยดวงตาที่เป็นประกายด้วยความเคารพที่มีต่อกิรยอ

“ผมได้ยินทั้งสองคนคุยกันกับหูเลยนะครับ พี่กิรยอบอกกับจองฮาซองว่า ที่เขาต้องรีบขัดขวางเพราะเป็นห่วงว่าสุขภาพของอีกฝ่ายจะย่ำแย่ แถมผมยังเห็นเขาขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่อีกต่างหาก”

พี่เขาช่างเป็นผู้มีจิตใจกว้างขวางอะไรขนาดนี้!

ในใจของอันยุนซึงตอนนี้ ฮันเตอร์ระดับ F คนนั้นได้กลายเป็นนักบุญที่ใครก็ไม่อาจเอื้อมถึงไปเสียแล้ว

แต่เมื่อซอนอูยอนได้ยินดังนั้น ใบหน้าของเธอกลับแข็งค้างและซีดเผือด

‘ให้ตายเถอะ’

จะเจตนาดีหรือไม่ดีมันเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ

ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ เขาสามารถทำให้ฮันเตอร์อันดับ 1 ของเกาหลีสลบเหมือดได้ตามใจชอบต่างหาก

‘นั่นยังใช่คนอยู่ไหม?’

ซอนอูยอนพยายามทำเป็นไม่สนใจเหงื่อเย็นที่ไหลซึมออกมาตามแผ่นหลัง

เพราะจุดประสงค์ของเธอไม่ใช่การขุดคุ้ยพลังของคิมกิรยอตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

“เอาเป็นว่า”

แกรก.

เธอยุติการสนทนาพลางขยำกระดาษห่อแซนด์วิชที่กินหมดแล้วเบาๆ

“ฉันฟังเรื่องที่เล่าแล้วค่ะ เป็นคำอธิบายที่เข้าใจได้ทุกอย่างเลย”

“จริงเหรอครับ?”

“ค่ะ ดูเหมือนเราจะไม่จำเป็นต้องปฏิบัติกับคุณกิรยอในฐานะอาชญากรที่อาจเป็นอันตรายอีกต่อไปแล้ว”

แน่นอนว่า ถึงเขาจะไม่ได้ทำเรื่องชั่วร้ายอะไรลับหลัง แต่มันก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่าเขาเป็นคนที่กำลังปิดบังระดับที่แท้จริงของตัวเองอยู่

แต่พนักงานสมาคมตัวเล็กๆ อย่างเธอจะทำอะไรได้ล่ะ

ในเมื่อเครื่องวิเคราะห์รุ่นล่าสุดยังไม่สามารถพิสูจน์ความผิดปกติได้ เธอก็ไม่มีอะไรที่ทำได้อีกแล้ว

ซอนอูยอนตัดสินใจยุติความสงสัยที่ไร้ประโยชน์นี้เสียที

‘ถึงจะไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่เท่าที่ฉันเห็น เขาก็ดูไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรขนาดนั้น’

ภาพติดตาบางอย่างแวบเข้ามาในหัว

ภาพแผ่นหลังของคิมกิรยอที่กำลังเก็บซากสัตว์ป่าที่ทุกคนรังเกียจอย่างทะนุถนอมก่อนจะออกเดินทางไป

ทำไมความทรงจำนั้นถึงผุดขึ้นมาในจังหวะนี้กันนะ

“จะว่าไป ตอนนี้ฉันก็เริ่มคิดขึ้นมาได้ว่า”

ซอนอูยอนเอ่ยปากพลางจัดระเบียบจานเมนูมื้อเที่ยงที่ทานหมดแล้วให้เรียบร้อย

“ในฐานะที่ฉันสังกัดอยู่กับสมาคม การที่คุณคิมกิรยอปิดบังฝีมือไว้อย่างนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องแย่หรอกค่ะ ออกจะโชคดีด้วยซ้ำ”

อันยุนซึงเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินคำนั้น

โชคดี? ตรงไหนกัน?

“ก็ถ้าหากค่าการตื่นรู้ที่แท้จริงของฮันเตอร์คิมกิรยอถูกเปิดเผยออกมา แต่ละกิลด์คงไม่ยอมอยู่เฉยๆ แน่ค่ะ”

“ตอนนี้ก็น่าจะมีข้อเสนอทาบทามเข้ามาเยอะอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ?”

“ต่อให้ทักษะการประเมินจะหายากแค่ไหน แต่มันก็เทียบไม่ได้กับเจ้าหน้าที่ระดับหัวกะทิที่สามารถเคลียร์เกตระดับสูงได้หรอกค่ะ”

ซอนอูยอนทิ้งท้ายประโยคนั้นไว้ก่อนจะเบือนหน้าไปมองนอกหน้าต่างชั่วครู่

เธอเริ่มมีความกังวลใจ

“เกาหลีในตอนนี้รักษาสมดุลไว้ได้ด้วยองค์กรใหญ่ 3 แห่งใช่ไหมล่ะคะ”

หนึ่งคือ [สมาคมฮันเตอร์] ที่มีจำนวนเจ้าหน้าที่ระดับสูงน้อย แต่ก็ยังพอควบคุมเหล่าผู้ตื่นรู้ได้เพราะมีความเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมือง

สองคือกิลด์ [กิลด์หอคอยเวทมนตร์] ที่มีผู้ตื่นรู้คุณภาพสูงรวมตัวกันโดยมีศรัทธาและความสามารถของซอเอสเธอร์ที่เป็นฮันเตอร์ระดับ S เป็นศูนย์กลาง

และสามคือ [กิลด์นีโอซิสเตอร์] ที่มีจำนวนสมาชิกกิลด์มหาศาลจากเงินทุนและชั้นเชิงทางธุรกิจของบริษัทยักษ์ใหญ่

ทั้งสามฝ่ายต่างมีความสัมพันธ์แบบร่วมมือกันที่หมิ่นเหม่ โดยไม่มีฝ่ายใดเหนือกว่าฝ่ายใดอย่างเด็ดขาด

“การที่สมาคมยังรักษาอำนาจในการพูดในหมู่กิลด์ยักษ์ใหญ่เหล่านี้ไว้ได้ ก็เพราะพวกระดับ S ต่างคนต่างอยู่ค่ะ”

แต่ทว่า……

“แต่ถ้าตอนนั้น มีฮันเตอร์ระดับ S คนที่สามที่ถูกซ่อนไว้ปรากฏตัวออกมาล่ะ?”

หากคิมกิรยอเข้าสังกัดกิลด์ใดกิลด์หนึ่ง สถานการณ์จะเปลี่ยนไปทันที

เนื่องจากการมีอยู่ของระดับ S สามารถเปลี่ยนแม้กระทั่งการประเมินแสนยานุภาพของประเทศได้ หากบุคคลที่มีพลังทัดเทียมกันนี้ไปสังกัดอยู่ในบริษัทเอกชน ก็จะเกิดกลุ่มที่มีอำนาจโดดเด่นเกินไปขึ้นมา

นั่นหมายความว่าวงการนี้อาจถูกดึงเข้าไปพัวพันกับการแย่งชิงอำนาจเพื่อผลประโยชน์ได้

“ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าระดับ S คนนั้นดันไปรวมกลุ่มกับขั้วอำนาจของระดับ S คนอื่นอีกล่ะ?”

ในระหว่างนี้ หากคิมกิรยอเข้าข้างทางสมาคมก็คงจะดีอยู่หรอก แต่ว่า……

“การคิดไปถึงระดับ S อาจจะดูเกินจริงไปหน่อย แต่เรื่องของคนเรามันก็ไม่แน่ไม่นอนนี่นา”

ขนาดตอนนี้เขายังเป็นคนที่ไม่ยอมเข้ารับการตรวจระดับอย่างถูกต้องเลย แล้วเธอจะคาดหวังความช่วยเหลือจากเขาได้แค่ไหนกัน?

พลังที่ฮันเตอร์ลึกลับคนนั้นครอบครองอยู่นั้น เพียงพอที่จะทำให้สันติภาพพังทลายลงได้

‘บางทีอาจจะเกิดสถานการณ์ที่สมาคมสูญเสียอำนาจในการยับยั้งไปเลยก็ได้’

ซอนอูยอนกล่าวด้วยความมั่นใจ

“เพราะฉะนั้น ฉันอยากให้คุณกิรยอแสร้งทำตัวเป็นระดับ F และเป็นฮันเตอร์อิสระต่อไปอย่างนี้แหละค่ะ”

“อ๋อ”

“นั่นเป็นเพียงมุมมองในฐานะทางสมาคมน่ะค่ะ เพราะเราต้องควบคุมสถานการณ์ให้ได้”

เธออยากหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่พวระดับ S มารวมกลุ่มกัน

อันยุนซึงที่นิ่งฟังอยู่พยักหน้าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“ถ้าเป็นเหตุผลนั้นก็ไม่ต้องห่วงหรอกครับ เพราะดูเหมือนพี่เขาจะไม่สนใจเข้ากิลด์เลยสักนิด”

“จริงเหรอคะ?”

“ขนาดข้อเสนอจากกิลด์หอคอยเวทมนตร์ พี่เขายังทำท่าทีเฉยเมยใส่เลยครับ”

การปฏิเสธสัญญาจากกิลด์ยักษ์ใหญ่ระดับแนวหน้านั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย

“ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เบาใจไปค่ะ แต่ว่า……”

ก็นะ คงไม่มีกิลด์ไหนพยายามทาบทามคนที่ภายนอกเป็นแค่ระดับ F อย่างเอาเป็นเอาตายหรอก

ซอนอูยอนลุกจากที่นั่งด้วยใบหน้าที่ผ่อนคลายลง

แน่นอนว่าพวกเขาไม่มีทางรู้เลย

ว่าในวินาทีนี้ สถานการณ์ที่พวกเขากังวลใจนั้นได้เกิดขึ้นแล้ว

***

เมื่อไม่กี่วันก่อน

ห้องประธานบริษัทกิลด์หอคอยเวทมนตร์

“จะให้ผมไปทาบทามฮันเตอร์คนนี้เหรอครับ?”

ในช่วงที่การสืบสวนคดีคนหายกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น

กวักบยองกี หัวหน้าทีมฝ่ายบุคคลที่รับผิดชอบเรื่องการรับเข้าและประเมินการเลื่อนขั้นของกิลด์หอคอยเวทมนตร์ ได้รับมอบหมายงานที่ไม่ธรรมดา

“ระดับ F น่ะเหรอครับ? ให้ผมไปจัดการด้วยตัวเองเนี่ยนะ?”

ถ้าเป็นซูเปอร์รุกกี้ที่โดดเด่นระดับ A ก็ว่าไปอย่าง

แต่นี่ให้เขาต้องไปก้มหัวเชิญคนที่มีค่าการตื่นรู้แค่ 14 มาร่วมงานเนี่ยนะ

“ผมรู้ครับว่าฮันเตอร์คนนั้นอยู่สายวิเคราะห์ แต่ด้วยค่าการตื่นรู้แค่นี้ ใช้สกิลทีสองทีมานาก็คงหมดเกลี้ยงแล้วมั้งครับ?”

กิลด์หอคอยเวทมนตร์มีชื่อเสียงในฐานะกิลด์ที่เน้นคัดเฉพาะระดับหัวกะทิ

ข้อพิสูจน์คือที่นี่ไม่มีสมาชิกกิลด์คนไหนที่ระดับต่ำกว่า C เลย

“ท่านประธานครับ ท่านก็รู้ว่าค่าเฉลี่ยของทีมวิเคราะห์เราเป็นยังไง ถ้านักประเมินระดับสั่วๆ เข้ามาคงรับมือกับปริมาณงานไม่ไหวแน่ๆ แล้วจะเอามาทำไม…….”

หัวหน้าทีมกวักบยองกีเอ่ยแนะนำพลางเคาะแฟ้มเอกสารในมือ

“แถมเงินค่าสัญญาที่ดูไร้เหตุผลนี่มันคืออะไรกันครับ?”

“…….”

“บอกผมเถอะครับ คนคนนี้ไม่ใช่นักประเมินธรรมดาใช่ไหม? ผมต้องรู้ข้อมูลบ้างถึงจะไปเจรจาได้”

หญิงสาวที่อยู่ริมหน้าต่างซึ่งนิ่งฟังอยู่นานค่อยๆ หมุนเก้าอี้กลับมา

“เลิกจู้จี้ได้แล้วน่า”

เจ้าของกิลด์หอคอยเวทมนตร์ ซอเอสเธอร์ พูดออกมาพลางกะพริบตาที่มีขนตางอนหนา

“รู้ไหมว่าสังคมฮันเตอร์มันแข่งขันกันดุเดือดแค่ไหน? บางครั้งข้อมูลที่หลุดออกไปโดยไม่ตั้งใจ ก็อาจย้อนกลับมาเป็นจุดอ่อนที่ยิ่งใหญ่ได้นะ”

“ครับ?”

“เพราะอย่างนั้น ในหมู่ผู้ตื่นรู้เลยมีพวกที่ไม่อยากเปิดเผยความสามารถของตัวเองอยู่ด้วย”

“เรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ด้วยเหรอครับ?”

“แน่นอน คิมกิรยออาจจะเป็นคนประเภทนั้นก็ได้”

ซอเอสเธอร์พูดจาเป็นกันเองกับหัวหน้าทีมฝ่ายบุคคลที่ดูเหมือนจะมีอายุมากกว่าเธอตั้งหลายปีอย่างไม่ถือตัว

“ฉันลองคิดดูแล้วล่ะ บางทีคุณไม่รู้ความลับของฮันเตอร์คนนั้นเลยอาจจะดีกว่า”

“อย่างนั้นเหรอครับ?”

“รับรู้แค่ว่าเขาไม่ใช่ระดับ F ธรรมดาก็พอ ถ้าไปสะกิดเรื่องอื่นเข้าโดยไม่จำเป็น เดี๋ยวจะโดนเขาเขม่นเอาเปล่าๆ”

เมื่อไม่มีคำอธิบายที่ละเอียด มันก็ยิ่งกระตุ้นจินตนาการให้เตลิดไปไกล

ฮันเตอร์ไร้ชื่อคนนี้มีความลับอะไรซ่อนอยู่กันแน่ ถึงขนาดที่ประธานกิลด์ต้องลงมาใส่ใจด้วยตัวเองทุกรายละเอียดขนาดนี้

“ตอนนี้ฉันร่างโครงสัญญาไว้ชั่วคราวแล้ว แต่ถ้าคิดว่าต้องใช้เงินมากกว่านั้นก็ขอเพิ่มมาได้ตลอดเลยนะ”

“อะไรนะครับ?”

“เพราะฉันเตรียมใจไว้ถึงขั้นจะเซ็นเช็คเปล่าให้เลยล่ะ”

เป็นการปรนเปรอที่เหนือความคาดหมาย

กวักบยองกีเบิกตาโพลง

“ฮันเตอร์คนนั้นมีมูลค่าถึงขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”

มูลค่า งั้นเหรอ

ผู้ตื่นรู้ระดับ S ผมหยิกคนนั้นไม่ได้ตอบคำถามในทันที

เพราะการดึงตัวคิมกิรยามาร่วมกิลด์ ไม่ได้ทำไปเพียงเพื่อผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว

“อืม ก็ไม่รู้สิ ความจริงตอนนี้สิ่งที่ฉันยืนยันได้มีแค่ประวัติอาชญากรรมของเขาที่สะอาดกริบเท่านั้นแหละ”

ซอเอสเธอร์นึกถึงบรรยากาศที่เย็นชาซึ่งแผ่ออกมาจากตัวผู้ตื่นรู้คนนั้นก่อนจะพูดต่อ

“เบื้องต้น ฉันแค่อยากลองเอาเขามาไว้ข้างตัวดูน่ะ”

ที่สำนักงานใหญ่ของกิลด์หอคอยเวทมนตร์ จะมีเซนเซอร์ติดตั้งไว้ที่ทางเข้าเพื่อตรวจสอบไอเทมของผู้ที่ผ่านเข้าออก

มันเป็นมาตรการเพื่อป้องกันการลักลอบนำระเบิดเข้ามา

นั่นทำให้เธอรู้ว่า ในวันนั้นคิมกิรยอไม่มีสิ่งของพกพาอื่นเลยนอกจากสารดูดซับมานา

แต่ถึงกระนั้น ฮันเตอร์ระดับ F คนนั้นก็ยังเดินออกมาจากเขาวงกตที่เธอเตรียมไว้ได้

แถมยังปัดเป่าคำสาปของระดับ S ทิ้งไปได้อย่างง่ายดาย

“เอาจริง มันก็น่าเสียดายถ้าจะปล่อยให้หลุดไปอยู่ในมือคนอื่นน่ะนะ”

การที่พลังของตนเองใช้ไม่ได้ผลนั้นเป็นเรื่องที่น่ากลัวอย่างแน่นอน แต่อีกนัยหนึ่ง มันก็คือโอกาสไม่ใช่หรือ

‘ถ้าเขาสามารถเพิกเฉยต่อสถานะผิดปกติระดับ S ได้ละก็…… ไม่ว่าจะเป็นเพราะสกิล หรือเพราะค่าการตื่นรู้ก็ตาม เขาย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน’

การได้ติดต่อกับยอดฝีมือที่ยังไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะโดยบังเอิญแบบนี้

หากสามารถดึงเขามาเป็นพวกได้ สิ่งต่างๆ ก็จะมีความเป็นไปได้มากขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ผู้ตื่นรู้คนนั้นจะเป็นคนชั่วร้ายโดยกำเนิด การได้รู้ตัวตนที่แท้จริงก่อนใครก็ย่อมไม่มีอะไรเสียหาย

“มัวแต่ยืนบื้ออยู่ได้ รีบติดต่อฮันเตอร์คิมกิรยอสิ!”

ซอเอสเธอร์ยิ้มกว้างพลางเดินไปส่งกวักบยองกี พร้อมบอกว่าเธอจะรอฟังข่าวดี

กวักบยองกีถึงจะยังงุนงงแต่เขาก็ต้องทำตามคำสั่งของเจ้านายอย่างเลี่ยงไม่ได้

และไม่กี่วันต่อมา

‘การปรนเปรอระดับ F ขนาดนี้มันเกินไปหน่อยแฮะ อืม หรือจะเป็นเคสผู้ลงทะเบียนอำพรางระดับที่มีระดับจริงๆ ต่างออกไปกันนะ? จะว่าไปมันก็เป็นหัวข้อที่พูดถึงลำบากจริงๆ นั่นแหละ’

กวักบยองกีนัดหมายกับคิมกิรยอได้อย่างยากลำบาก

หลังจากพยายามสอบถามอย่างสุภาพด้วยความเพียรพยายามอย่างยิ่งในการเชิญตัว

[วันเสาร์นี้งานที่รับผิดชอบอยู่จะเสร็จพอดี เลยพอจะมีเวลาว่างครับ แล้วเจอกันตอนนั้น]

ในที่สุดเขาก็ได้รับคำตอบรับที่น่าพอใจเสียที

“คุณฮันเตอร์คิมกิรยอใช่ไหมครับ?”

“สวัสดีครับ ไม่ทราบว่า……”

“ใช่ครับๆ! ผมกวักบยองกี หัวหน้าทีมที่ติดต่อคุณไปครับ”

คิมกิรยอที่มาถึงร้านกาแฟก่อนแล้ว ยื่นมือไปสัมผัสมือทักทายพลางคิดในใจว่า

‘พวกกิลด์หอคอยเวทมนตร์นี่มันเป็นผีตายอดตายอยากมาจากไหน ถึงได้ชอบกินกาแฟกันนักหนา’

ทำไมต้องนัดเจอในที่พรรค์นี้ด้วยนะ

ตอนนี้กิรยามีความไม่พอใจเต็มอก แต่เขาก็ไม่กล้าแสดงมันออกมา

นั่นก็เพราะหัวหน้าของกิลด์หอคอยเวทมนตร์เป็นจอมเวทที่มีคุณสมบัติคำสาปนั่นเอง

‘บ้าจริง ฉันจะไปทำตัวแย่ๆ ใส่ต่อหน้าจนเขามีความแค้นฝังใจต่อกันก็ไม่ได้ด้วย’

ในสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงการติดต่อไม่ได้เพราะเหตุจำเป็น

กวักบยองกีที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย พลิกดูเอกสารที่เตรียมมาพลางครุ่นคิด

‘ไม่ว่าฮันเตอร์คนนี้จะมีความลับอะไรก็ช่าง สุดท้ายการทาบทามมันก็ตัดสินกันที่จำนวนเงินนั่นแหละ’

ในเมื่อไม่มีข้อจำกัดเรื่องเงินค่าสัญญาที่จะเสนอให้ การจะดึงตัวผู้ตื่นรู้แค่คนเดียวมันจะไปยากอะไร?

สมัยนี้แค่มีเงิน จะให้เปลี่ยนกระทั่งชื่อแซ่ก็ยังทำได้เลย

เพราะฉะนั้นจนถึงเมื่อครู่ เขาเลยคาดการณ์ว่างานในวันนี้คงจะจบลงอย่างง่ายดาย

“ผมจำได้ว่าเคยปฏิเสธข้อเสนอทาบทามไปแล้วนะครับ”

ทว่า หลังจากเวลาผ่านไปประมาณ 5 นาที

เมื่อบุคคลที่ชื่อคิมกิรยอจ้องมองมาที่เขาด้วยแววตาที่จมดิ่งสู่ความมืดมิดและเอ่ยคำนี้ออกมา

“นี่คุณจะบอกให้ฉันไป ‘เข้างาน’ ที่บริษัทของพวกคุณ……. อย่างนั้นเหรอ?”

กวักบยองกีก็เริ่มตระหนักได้ว่า มีบางอย่างผิดพลาดไปเสียแล้ว

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

40

20px

‘ฉันบังเอิญได้ยินมาน่ะ เลยไม่แน่ใจว่าจะพูดออกไปตามใจชอบได้ไหม แต่ก็นะ เขาเองก็ไม่ได้สั่งให้ปิดปากเงียบเป็นพิเศษอะไรด้วย’

เขาถ่ายทอดข้อมูลที่ตนเองรู้มาอย่างไม่ติดขัด

ทว่าปัญหาคือ ข้อมูลนี้มันบิดเบือนไปจากความเป็นจริงอย่างมาก

นั่นก็เพราะอันยุนซึงไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุโดยตรง แต่ทว่า……

เขาเพียงแค่ได้ยินตอนที่คิมกิรยอกับจองฮาซองคุยโทรศัพท์กัน

แถมยังได้ยินแค่บทสนทนาจากฝั่งของคิมกิรยอเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น

ฮันเตอร์ระดับ A คนนี้จึงเริ่มแต่งเรื่องขึ้นมาอย่างมั่นอกมั่นใจ โดยมีพื้นฐานมาจากความเชื่อมั่นอันแรงกล้าที่มีต่อตัวคู่กรณี

“พี่กิรยอเขาต้องลงมือไปเพราะความจำเป็น เพื่อที่จะช่วยจองฮาซองยังไงล่ะครับ!”

กฎของเรดเกตระดับ EX ที่จองฮาซองเข้าไปพัวพันนั้น บังคับให้ต้องมีผู้เสียสละหนึ่งคนจากผู้ที่ถูกจับคู่กันมาสามคน

ดังนั้นโดยปกติแล้ว ฮันเตอร์มักจะปัดภาระหน้าที่การเป็นเครื่องสังเวยให้กันจนเกิดการปะทะกันเป็นธรรมดา

“แต่มีเพียงพี่เขาเท่านั้นที่ทำตรงกันข้ามครับ ฮันเตอร์คิมกิรยอพยายามจะขัดขวางอีกฝ่ายเพราะเขาอยากจะรับหน้าที่เป็นเครื่องสังเวยแทนจองฮาซองต่างหาก”

ยุนซึงพูดต่อด้วยดวงตาที่เป็นประกายด้วยความเคารพที่มีต่อกิรยอ

“ผมได้ยินทั้งสองคนคุยกันกับหูเลยนะครับ พี่กิรยอบอกกับจองฮาซองว่า ที่เขาต้องรีบขัดขวางเพราะเป็นห่วงว่าสุขภาพของอีกฝ่ายจะย่ำแย่ แถมผมยังเห็นเขาขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่อีกต่างหาก”

พี่เขาช่างเป็นผู้มีจิตใจกว้างขวางอะไรขนาดนี้!

ในใจของอันยุนซึงตอนนี้ ฮันเตอร์ระดับ F คนนั้นได้กลายเป็นนักบุญที่ใครก็ไม่อาจเอื้อมถึงไปเสียแล้ว

แต่เมื่อซอนอูยอนได้ยินดังนั้น ใบหน้าของเธอกลับแข็งค้างและซีดเผือด

‘ให้ตายเถอะ’

จะเจตนาดีหรือไม่ดีมันเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ

ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ เขาสามารถทำให้ฮันเตอร์อันดับ 1 ของเกาหลีสลบเหมือดได้ตามใจชอบต่างหาก

‘นั่นยังใช่คนอยู่ไหม?’

ซอนอูยอนพยายามทำเป็นไม่สนใจเหงื่อเย็นที่ไหลซึมออกมาตามแผ่นหลัง

เพราะจุดประสงค์ของเธอไม่ใช่การขุดคุ้ยพลังของคิมกิรยอตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

“เอาเป็นว่า”

แกรก.

เธอยุติการสนทนาพลางขยำกระดาษห่อแซนด์วิชที่กินหมดแล้วเบาๆ

“ฉันฟังเรื่องที่เล่าแล้วค่ะ เป็นคำอธิบายที่เข้าใจได้ทุกอย่างเลย”

“จริงเหรอครับ?”

“ค่ะ ดูเหมือนเราจะไม่จำเป็นต้องปฏิบัติกับคุณกิรยอในฐานะอาชญากรที่อาจเป็นอันตรายอีกต่อไปแล้ว”

แน่นอนว่า ถึงเขาจะไม่ได้ทำเรื่องชั่วร้ายอะไรลับหลัง แต่มันก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่าเขาเป็นคนที่กำลังปิดบังระดับที่แท้จริงของตัวเองอยู่

แต่พนักงานสมาคมตัวเล็กๆ อย่างเธอจะทำอะไรได้ล่ะ

ในเมื่อเครื่องวิเคราะห์รุ่นล่าสุดยังไม่สามารถพิสูจน์ความผิดปกติได้ เธอก็ไม่มีอะไรที่ทำได้อีกแล้ว

ซอนอูยอนตัดสินใจยุติความสงสัยที่ไร้ประโยชน์นี้เสียที

‘ถึงจะไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่เท่าที่ฉันเห็น เขาก็ดูไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรขนาดนั้น’

ภาพติดตาบางอย่างแวบเข้ามาในหัว

ภาพแผ่นหลังของคิมกิรยอที่กำลังเก็บซากสัตว์ป่าที่ทุกคนรังเกียจอย่างทะนุถนอมก่อนจะออกเดินทางไป

ทำไมความทรงจำนั้นถึงผุดขึ้นมาในจังหวะนี้กันนะ

“จะว่าไป ตอนนี้ฉันก็เริ่มคิดขึ้นมาได้ว่า”

ซอนอูยอนเอ่ยปากพลางจัดระเบียบจานเมนูมื้อเที่ยงที่ทานหมดแล้วให้เรียบร้อย

“ในฐานะที่ฉันสังกัดอยู่กับสมาคม การที่คุณคิมกิรยอปิดบังฝีมือไว้อย่างนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องแย่หรอกค่ะ ออกจะโชคดีด้วยซ้ำ”

อันยุนซึงเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินคำนั้น

โชคดี? ตรงไหนกัน?

“ก็ถ้าหากค่าการตื่นรู้ที่แท้จริงของฮันเตอร์คิมกิรยอถูกเปิดเผยออกมา แต่ละกิลด์คงไม่ยอมอยู่เฉยๆ แน่ค่ะ”

“ตอนนี้ก็น่าจะมีข้อเสนอทาบทามเข้ามาเยอะอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ?”

“ต่อให้ทักษะการประเมินจะหายากแค่ไหน แต่มันก็เทียบไม่ได้กับเจ้าหน้าที่ระดับหัวกะทิที่สามารถเคลียร์เกตระดับสูงได้หรอกค่ะ”

ซอนอูยอนทิ้งท้ายประโยคนั้นไว้ก่อนจะเบือนหน้าไปมองนอกหน้าต่างชั่วครู่

เธอเริ่มมีความกังวลใจ

“เกาหลีในตอนนี้รักษาสมดุลไว้ได้ด้วยองค์กรใหญ่ 3 แห่งใช่ไหมล่ะคะ”

หนึ่งคือ [สมาคมฮันเตอร์] ที่มีจำนวนเจ้าหน้าที่ระดับสูงน้อย แต่ก็ยังพอควบคุมเหล่าผู้ตื่นรู้ได้เพราะมีความเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมือง

สองคือกิลด์ [กิลด์หอคอยเวทมนตร์] ที่มีผู้ตื่นรู้คุณภาพสูงรวมตัวกันโดยมีศรัทธาและความสามารถของซอเอสเธอร์ที่เป็นฮันเตอร์ระดับ S เป็นศูนย์กลาง

และสามคือ [กิลด์นีโอซิสเตอร์] ที่มีจำนวนสมาชิกกิลด์มหาศาลจากเงินทุนและชั้นเชิงทางธุรกิจของบริษัทยักษ์ใหญ่

ทั้งสามฝ่ายต่างมีความสัมพันธ์แบบร่วมมือกันที่หมิ่นเหม่ โดยไม่มีฝ่ายใดเหนือกว่าฝ่ายใดอย่างเด็ดขาด

“การที่สมาคมยังรักษาอำนาจในการพูดในหมู่กิลด์ยักษ์ใหญ่เหล่านี้ไว้ได้ ก็เพราะพวกระดับ S ต่างคนต่างอยู่ค่ะ”

แต่ทว่า……

“แต่ถ้าตอนนั้น มีฮันเตอร์ระดับ S คนที่สามที่ถูกซ่อนไว้ปรากฏตัวออกมาล่ะ?”

หากคิมกิรยอเข้าสังกัดกิลด์ใดกิลด์หนึ่ง สถานการณ์จะเปลี่ยนไปทันที

เนื่องจากการมีอยู่ของระดับ S สามารถเปลี่ยนแม้กระทั่งการประเมินแสนยานุภาพของประเทศได้ หากบุคคลที่มีพลังทัดเทียมกันนี้ไปสังกัดอยู่ในบริษัทเอกชน ก็จะเกิดกลุ่มที่มีอำนาจโดดเด่นเกินไปขึ้นมา

นั่นหมายความว่าวงการนี้อาจถูกดึงเข้าไปพัวพันกับการแย่งชิงอำนาจเพื่อผลประโยชน์ได้

“ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าระดับ S คนนั้นดันไปรวมกลุ่มกับขั้วอำนาจของระดับ S คนอื่นอีกล่ะ?”

ในระหว่างนี้ หากคิมกิรยอเข้าข้างทางสมาคมก็คงจะดีอยู่หรอก แต่ว่า……

“การคิดไปถึงระดับ S อาจจะดูเกินจริงไปหน่อย แต่เรื่องของคนเรามันก็ไม่แน่ไม่นอนนี่นา”

ขนาดตอนนี้เขายังเป็นคนที่ไม่ยอมเข้ารับการตรวจระดับอย่างถูกต้องเลย แล้วเธอจะคาดหวังความช่วยเหลือจากเขาได้แค่ไหนกัน?

พลังที่ฮันเตอร์ลึกลับคนนั้นครอบครองอยู่นั้น เพียงพอที่จะทำให้สันติภาพพังทลายลงได้

‘บางทีอาจจะเกิดสถานการณ์ที่สมาคมสูญเสียอำนาจในการยับยั้งไปเลยก็ได้’

ซอนอูยอนกล่าวด้วยความมั่นใจ

“เพราะฉะนั้น ฉันอยากให้คุณกิรยอแสร้งทำตัวเป็นระดับ F และเป็นฮันเตอร์อิสระต่อไปอย่างนี้แหละค่ะ”

“อ๋อ”

“นั่นเป็นเพียงมุมมองในฐานะทางสมาคมน่ะค่ะ เพราะเราต้องควบคุมสถานการณ์ให้ได้”

เธออยากหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่พวระดับ S มารวมกลุ่มกัน

อันยุนซึงที่นิ่งฟังอยู่พยักหน้าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“ถ้าเป็นเหตุผลนั้นก็ไม่ต้องห่วงหรอกครับ เพราะดูเหมือนพี่เขาจะไม่สนใจเข้ากิลด์เลยสักนิด”

“จริงเหรอคะ?”

“ขนาดข้อเสนอจากกิลด์หอคอยเวทมนตร์ พี่เขายังทำท่าทีเฉยเมยใส่เลยครับ”

การปฏิเสธสัญญาจากกิลด์ยักษ์ใหญ่ระดับแนวหน้านั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย

“ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เบาใจไปค่ะ แต่ว่า……”

ก็นะ คงไม่มีกิลด์ไหนพยายามทาบทามคนที่ภายนอกเป็นแค่ระดับ F อย่างเอาเป็นเอาตายหรอก

ซอนอูยอนลุกจากที่นั่งด้วยใบหน้าที่ผ่อนคลายลง

แน่นอนว่าพวกเขาไม่มีทางรู้เลย

ว่าในวินาทีนี้ สถานการณ์ที่พวกเขากังวลใจนั้นได้เกิดขึ้นแล้ว

***

เมื่อไม่กี่วันก่อน

ห้องประธานบริษัทกิลด์หอคอยเวทมนตร์

“จะให้ผมไปทาบทามฮันเตอร์คนนี้เหรอครับ?”

ในช่วงที่การสืบสวนคดีคนหายกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น

กวักบยองกี หัวหน้าทีมฝ่ายบุคคลที่รับผิดชอบเรื่องการรับเข้าและประเมินการเลื่อนขั้นของกิลด์หอคอยเวทมนตร์ ได้รับมอบหมายงานที่ไม่ธรรมดา

“ระดับ F น่ะเหรอครับ? ให้ผมไปจัดการด้วยตัวเองเนี่ยนะ?”

ถ้าเป็นซูเปอร์รุกกี้ที่โดดเด่นระดับ A ก็ว่าไปอย่าง

แต่นี่ให้เขาต้องไปก้มหัวเชิญคนที่มีค่าการตื่นรู้แค่ 14 มาร่วมงานเนี่ยนะ

“ผมรู้ครับว่าฮันเตอร์คนนั้นอยู่สายวิเคราะห์ แต่ด้วยค่าการตื่นรู้แค่นี้ ใช้สกิลทีสองทีมานาก็คงหมดเกลี้ยงแล้วมั้งครับ?”

กิลด์หอคอยเวทมนตร์มีชื่อเสียงในฐานะกิลด์ที่เน้นคัดเฉพาะระดับหัวกะทิ

ข้อพิสูจน์คือที่นี่ไม่มีสมาชิกกิลด์คนไหนที่ระดับต่ำกว่า C เลย

“ท่านประธานครับ ท่านก็รู้ว่าค่าเฉลี่ยของทีมวิเคราะห์เราเป็นยังไง ถ้านักประเมินระดับสั่วๆ เข้ามาคงรับมือกับปริมาณงานไม่ไหวแน่ๆ แล้วจะเอามาทำไม…….”

หัวหน้าทีมกวักบยองกีเอ่ยแนะนำพลางเคาะแฟ้มเอกสารในมือ

“แถมเงินค่าสัญญาที่ดูไร้เหตุผลนี่มันคืออะไรกันครับ?”

“…….”

“บอกผมเถอะครับ คนคนนี้ไม่ใช่นักประเมินธรรมดาใช่ไหม? ผมต้องรู้ข้อมูลบ้างถึงจะไปเจรจาได้”

หญิงสาวที่อยู่ริมหน้าต่างซึ่งนิ่งฟังอยู่นานค่อยๆ หมุนเก้าอี้กลับมา

“เลิกจู้จี้ได้แล้วน่า”

เจ้าของกิลด์หอคอยเวทมนตร์ ซอเอสเธอร์ พูดออกมาพลางกะพริบตาที่มีขนตางอนหนา

“รู้ไหมว่าสังคมฮันเตอร์มันแข่งขันกันดุเดือดแค่ไหน? บางครั้งข้อมูลที่หลุดออกไปโดยไม่ตั้งใจ ก็อาจย้อนกลับมาเป็นจุดอ่อนที่ยิ่งใหญ่ได้นะ”

“ครับ?”

“เพราะอย่างนั้น ในหมู่ผู้ตื่นรู้เลยมีพวกที่ไม่อยากเปิดเผยความสามารถของตัวเองอยู่ด้วย”

“เรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ด้วยเหรอครับ?”

“แน่นอน คิมกิรยออาจจะเป็นคนประเภทนั้นก็ได้”

ซอเอสเธอร์พูดจาเป็นกันเองกับหัวหน้าทีมฝ่ายบุคคลที่ดูเหมือนจะมีอายุมากกว่าเธอตั้งหลายปีอย่างไม่ถือตัว

“ฉันลองคิดดูแล้วล่ะ บางทีคุณไม่รู้ความลับของฮันเตอร์คนนั้นเลยอาจจะดีกว่า”

“อย่างนั้นเหรอครับ?”

“รับรู้แค่ว่าเขาไม่ใช่ระดับ F ธรรมดาก็พอ ถ้าไปสะกิดเรื่องอื่นเข้าโดยไม่จำเป็น เดี๋ยวจะโดนเขาเขม่นเอาเปล่าๆ”

เมื่อไม่มีคำอธิบายที่ละเอียด มันก็ยิ่งกระตุ้นจินตนาการให้เตลิดไปไกล

ฮันเตอร์ไร้ชื่อคนนี้มีความลับอะไรซ่อนอยู่กันแน่ ถึงขนาดที่ประธานกิลด์ต้องลงมาใส่ใจด้วยตัวเองทุกรายละเอียดขนาดนี้

“ตอนนี้ฉันร่างโครงสัญญาไว้ชั่วคราวแล้ว แต่ถ้าคิดว่าต้องใช้เงินมากกว่านั้นก็ขอเพิ่มมาได้ตลอดเลยนะ”

“อะไรนะครับ?”

“เพราะฉันเตรียมใจไว้ถึงขั้นจะเซ็นเช็คเปล่าให้เลยล่ะ”

เป็นการปรนเปรอที่เหนือความคาดหมาย

กวักบยองกีเบิกตาโพลง

“ฮันเตอร์คนนั้นมีมูลค่าถึงขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”

มูลค่า งั้นเหรอ

ผู้ตื่นรู้ระดับ S ผมหยิกคนนั้นไม่ได้ตอบคำถามในทันที

เพราะการดึงตัวคิมกิรยามาร่วมกิลด์ ไม่ได้ทำไปเพียงเพื่อผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว

“อืม ก็ไม่รู้สิ ความจริงตอนนี้สิ่งที่ฉันยืนยันได้มีแค่ประวัติอาชญากรรมของเขาที่สะอาดกริบเท่านั้นแหละ”

ซอเอสเธอร์นึกถึงบรรยากาศที่เย็นชาซึ่งแผ่ออกมาจากตัวผู้ตื่นรู้คนนั้นก่อนจะพูดต่อ

“เบื้องต้น ฉันแค่อยากลองเอาเขามาไว้ข้างตัวดูน่ะ”

ที่สำนักงานใหญ่ของกิลด์หอคอยเวทมนตร์ จะมีเซนเซอร์ติดตั้งไว้ที่ทางเข้าเพื่อตรวจสอบไอเทมของผู้ที่ผ่านเข้าออก

มันเป็นมาตรการเพื่อป้องกันการลักลอบนำระเบิดเข้ามา

นั่นทำให้เธอรู้ว่า ในวันนั้นคิมกิรยอไม่มีสิ่งของพกพาอื่นเลยนอกจากสารดูดซับมานา

แต่ถึงกระนั้น ฮันเตอร์ระดับ F คนนั้นก็ยังเดินออกมาจากเขาวงกตที่เธอเตรียมไว้ได้

แถมยังปัดเป่าคำสาปของระดับ S ทิ้งไปได้อย่างง่ายดาย

“เอาจริง มันก็น่าเสียดายถ้าจะปล่อยให้หลุดไปอยู่ในมือคนอื่นน่ะนะ”

การที่พลังของตนเองใช้ไม่ได้ผลนั้นเป็นเรื่องที่น่ากลัวอย่างแน่นอน แต่อีกนัยหนึ่ง มันก็คือโอกาสไม่ใช่หรือ

‘ถ้าเขาสามารถเพิกเฉยต่อสถานะผิดปกติระดับ S ได้ละก็…… ไม่ว่าจะเป็นเพราะสกิล หรือเพราะค่าการตื่นรู้ก็ตาม เขาย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน’

การได้ติดต่อกับยอดฝีมือที่ยังไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะโดยบังเอิญแบบนี้

หากสามารถดึงเขามาเป็นพวกได้ สิ่งต่างๆ ก็จะมีความเป็นไปได้มากขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ผู้ตื่นรู้คนนั้นจะเป็นคนชั่วร้ายโดยกำเนิด การได้รู้ตัวตนที่แท้จริงก่อนใครก็ย่อมไม่มีอะไรเสียหาย

“มัวแต่ยืนบื้ออยู่ได้ รีบติดต่อฮันเตอร์คิมกิรยอสิ!”

ซอเอสเธอร์ยิ้มกว้างพลางเดินไปส่งกวักบยองกี พร้อมบอกว่าเธอจะรอฟังข่าวดี

กวักบยองกีถึงจะยังงุนงงแต่เขาก็ต้องทำตามคำสั่งของเจ้านายอย่างเลี่ยงไม่ได้

และไม่กี่วันต่อมา

‘การปรนเปรอระดับ F ขนาดนี้มันเกินไปหน่อยแฮะ อืม หรือจะเป็นเคสผู้ลงทะเบียนอำพรางระดับที่มีระดับจริงๆ ต่างออกไปกันนะ? จะว่าไปมันก็เป็นหัวข้อที่พูดถึงลำบากจริงๆ นั่นแหละ’

กวักบยองกีนัดหมายกับคิมกิรยอได้อย่างยากลำบาก

หลังจากพยายามสอบถามอย่างสุภาพด้วยความเพียรพยายามอย่างยิ่งในการเชิญตัว

[วันเสาร์นี้งานที่รับผิดชอบอยู่จะเสร็จพอดี เลยพอจะมีเวลาว่างครับ แล้วเจอกันตอนนั้น]

ในที่สุดเขาก็ได้รับคำตอบรับที่น่าพอใจเสียที

“คุณฮันเตอร์คิมกิรยอใช่ไหมครับ?”

“สวัสดีครับ ไม่ทราบว่า……”

“ใช่ครับๆ! ผมกวักบยองกี หัวหน้าทีมที่ติดต่อคุณไปครับ”

คิมกิรยอที่มาถึงร้านกาแฟก่อนแล้ว ยื่นมือไปสัมผัสมือทักทายพลางคิดในใจว่า

‘พวกกิลด์หอคอยเวทมนตร์นี่มันเป็นผีตายอดตายอยากมาจากไหน ถึงได้ชอบกินกาแฟกันนักหนา’

ทำไมต้องนัดเจอในที่พรรค์นี้ด้วยนะ

ตอนนี้กิรยามีความไม่พอใจเต็มอก แต่เขาก็ไม่กล้าแสดงมันออกมา

นั่นก็เพราะหัวหน้าของกิลด์หอคอยเวทมนตร์เป็นจอมเวทที่มีคุณสมบัติคำสาปนั่นเอง

‘บ้าจริง ฉันจะไปทำตัวแย่ๆ ใส่ต่อหน้าจนเขามีความแค้นฝังใจต่อกันก็ไม่ได้ด้วย’

ในสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงการติดต่อไม่ได้เพราะเหตุจำเป็น

กวักบยองกีที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย พลิกดูเอกสารที่เตรียมมาพลางครุ่นคิด

‘ไม่ว่าฮันเตอร์คนนี้จะมีความลับอะไรก็ช่าง สุดท้ายการทาบทามมันก็ตัดสินกันที่จำนวนเงินนั่นแหละ’

ในเมื่อไม่มีข้อจำกัดเรื่องเงินค่าสัญญาที่จะเสนอให้ การจะดึงตัวผู้ตื่นรู้แค่คนเดียวมันจะไปยากอะไร?

สมัยนี้แค่มีเงิน จะให้เปลี่ยนกระทั่งชื่อแซ่ก็ยังทำได้เลย

เพราะฉะนั้นจนถึงเมื่อครู่ เขาเลยคาดการณ์ว่างานในวันนี้คงจะจบลงอย่างง่ายดาย

“ผมจำได้ว่าเคยปฏิเสธข้อเสนอทาบทามไปแล้วนะครับ”

ทว่า หลังจากเวลาผ่านไปประมาณ 5 นาที

เมื่อบุคคลที่ชื่อคิมกิรยอจ้องมองมาที่เขาด้วยแววตาที่จมดิ่งสู่ความมืดมิดและเอ่ยคำนี้ออกมา

“นี่คุณจะบอกให้ฉันไป ‘เข้างาน’ ที่บริษัทของพวกคุณ……. อย่างนั้นเหรอ?”

กวักบยองกีก็เริ่มตระหนักได้ว่า มีบางอย่างผิดพลาดไปเสียแล้ว