‘ฉันบังเอิญได้ยินมาน่ะ เลยไม่แน่ใจว่าจะพูดออกไปตามใจชอบได้ไหม แต่ก็นะ เขาเองก็ไม่ได้สั่งให้ปิดปากเงียบเป็นพิเศษอะไรด้วย’
เขาถ่ายทอดข้อมูลที่ตนเองรู้มาอย่างไม่ติดขัด
ทว่าปัญหาคือ ข้อมูลนี้มันบิดเบือนไปจากความเป็นจริงอย่างมาก
นั่นก็เพราะอันยุนซึงไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุโดยตรง แต่ทว่า……
เขาเพียงแค่ได้ยินตอนที่คิมกิรยอกับจองฮาซองคุยโทรศัพท์กัน
แถมยังได้ยินแค่บทสนทนาจากฝั่งของคิมกิรยอเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น
ฮันเตอร์ระดับ A คนนี้จึงเริ่มแต่งเรื่องขึ้นมาอย่างมั่นอกมั่นใจ โดยมีพื้นฐานมาจากความเชื่อมั่นอันแรงกล้าที่มีต่อตัวคู่กรณี
“พี่กิรยอเขาต้องลงมือไปเพราะความจำเป็น เพื่อที่จะช่วยจองฮาซองยังไงล่ะครับ!”
กฎของเรดเกตระดับ EX ที่จองฮาซองเข้าไปพัวพันนั้น บังคับให้ต้องมีผู้เสียสละหนึ่งคนจากผู้ที่ถูกจับคู่กันมาสามคน
ดังนั้นโดยปกติแล้ว ฮันเตอร์มักจะปัดภาระหน้าที่การเป็นเครื่องสังเวยให้กันจนเกิดการปะทะกันเป็นธรรมดา
“แต่มีเพียงพี่เขาเท่านั้นที่ทำตรงกันข้ามครับ ฮันเตอร์คิมกิรยอพยายามจะขัดขวางอีกฝ่ายเพราะเขาอยากจะรับหน้าที่เป็นเครื่องสังเวยแทนจองฮาซองต่างหาก”
ยุนซึงพูดต่อด้วยดวงตาที่เป็นประกายด้วยความเคารพที่มีต่อกิรยอ
“ผมได้ยินทั้งสองคนคุยกันกับหูเลยนะครับ พี่กิรยอบอกกับจองฮาซองว่า ที่เขาต้องรีบขัดขวางเพราะเป็นห่วงว่าสุขภาพของอีกฝ่ายจะย่ำแย่ แถมผมยังเห็นเขาขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่อีกต่างหาก”
พี่เขาช่างเป็นผู้มีจิตใจกว้างขวางอะไรขนาดนี้!
ในใจของอันยุนซึงตอนนี้ ฮันเตอร์ระดับ F คนนั้นได้กลายเป็นนักบุญที่ใครก็ไม่อาจเอื้อมถึงไปเสียแล้ว
แต่เมื่อซอนอูยอนได้ยินดังนั้น ใบหน้าของเธอกลับแข็งค้างและซีดเผือด
‘ให้ตายเถอะ’
จะเจตนาดีหรือไม่ดีมันเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ
ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ เขาสามารถทำให้ฮันเตอร์อันดับ 1 ของเกาหลีสลบเหมือดได้ตามใจชอบต่างหาก
‘นั่นยังใช่คนอยู่ไหม?’
ซอนอูยอนพยายามทำเป็นไม่สนใจเหงื่อเย็นที่ไหลซึมออกมาตามแผ่นหลัง
เพราะจุดประสงค์ของเธอไม่ใช่การขุดคุ้ยพลังของคิมกิรยอตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
“เอาเป็นว่า”
แกรก.
เธอยุติการสนทนาพลางขยำกระดาษห่อแซนด์วิชที่กินหมดแล้วเบาๆ
“ฉันฟังเรื่องที่เล่าแล้วค่ะ เป็นคำอธิบายที่เข้าใจได้ทุกอย่างเลย”
“จริงเหรอครับ?”
“ค่ะ ดูเหมือนเราจะไม่จำเป็นต้องปฏิบัติกับคุณกิรยอในฐานะอาชญากรที่อาจเป็นอันตรายอีกต่อไปแล้ว”
แน่นอนว่า ถึงเขาจะไม่ได้ทำเรื่องชั่วร้ายอะไรลับหลัง แต่มันก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่าเขาเป็นคนที่กำลังปิดบังระดับที่แท้จริงของตัวเองอยู่
แต่พนักงานสมาคมตัวเล็กๆ อย่างเธอจะทำอะไรได้ล่ะ
ในเมื่อเครื่องวิเคราะห์รุ่นล่าสุดยังไม่สามารถพิสูจน์ความผิดปกติได้ เธอก็ไม่มีอะไรที่ทำได้อีกแล้ว
ซอนอูยอนตัดสินใจยุติความสงสัยที่ไร้ประโยชน์นี้เสียที
‘ถึงจะไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่เท่าที่ฉันเห็น เขาก็ดูไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรขนาดนั้น’
ภาพติดตาบางอย่างแวบเข้ามาในหัว
ภาพแผ่นหลังของคิมกิรยอที่กำลังเก็บซากสัตว์ป่าที่ทุกคนรังเกียจอย่างทะนุถนอมก่อนจะออกเดินทางไป
ทำไมความทรงจำนั้นถึงผุดขึ้นมาในจังหวะนี้กันนะ
“จะว่าไป ตอนนี้ฉันก็เริ่มคิดขึ้นมาได้ว่า”
ซอนอูยอนเอ่ยปากพลางจัดระเบียบจานเมนูมื้อเที่ยงที่ทานหมดแล้วให้เรียบร้อย
“ในฐานะที่ฉันสังกัดอยู่กับสมาคม การที่คุณคิมกิรยอปิดบังฝีมือไว้อย่างนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องแย่หรอกค่ะ ออกจะโชคดีด้วยซ้ำ”
อันยุนซึงเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินคำนั้น
โชคดี? ตรงไหนกัน?
“ก็ถ้าหากค่าการตื่นรู้ที่แท้จริงของฮันเตอร์คิมกิรยอถูกเปิดเผยออกมา แต่ละกิลด์คงไม่ยอมอยู่เฉยๆ แน่ค่ะ”
“ตอนนี้ก็น่าจะมีข้อเสนอทาบทามเข้ามาเยอะอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ?”
“ต่อให้ทักษะการประเมินจะหายากแค่ไหน แต่มันก็เทียบไม่ได้กับเจ้าหน้าที่ระดับหัวกะทิที่สามารถเคลียร์เกตระดับสูงได้หรอกค่ะ”
ซอนอูยอนทิ้งท้ายประโยคนั้นไว้ก่อนจะเบือนหน้าไปมองนอกหน้าต่างชั่วครู่
เธอเริ่มมีความกังวลใจ
“เกาหลีในตอนนี้รักษาสมดุลไว้ได้ด้วยองค์กรใหญ่ 3 แห่งใช่ไหมล่ะคะ”
หนึ่งคือ [สมาคมฮันเตอร์] ที่มีจำนวนเจ้าหน้าที่ระดับสูงน้อย แต่ก็ยังพอควบคุมเหล่าผู้ตื่นรู้ได้เพราะมีความเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมือง
สองคือกิลด์ [กิลด์หอคอยเวทมนตร์] ที่มีผู้ตื่นรู้คุณภาพสูงรวมตัวกันโดยมีศรัทธาและความสามารถของซอเอสเธอร์ที่เป็นฮันเตอร์ระดับ S เป็นศูนย์กลาง
และสามคือ [กิลด์นีโอซิสเตอร์] ที่มีจำนวนสมาชิกกิลด์มหาศาลจากเงินทุนและชั้นเชิงทางธุรกิจของบริษัทยักษ์ใหญ่
ทั้งสามฝ่ายต่างมีความสัมพันธ์แบบร่วมมือกันที่หมิ่นเหม่ โดยไม่มีฝ่ายใดเหนือกว่าฝ่ายใดอย่างเด็ดขาด
“การที่สมาคมยังรักษาอำนาจในการพูดในหมู่กิลด์ยักษ์ใหญ่เหล่านี้ไว้ได้ ก็เพราะพวกระดับ S ต่างคนต่างอยู่ค่ะ”
แต่ทว่า……
“แต่ถ้าตอนนั้น มีฮันเตอร์ระดับ S คนที่สามที่ถูกซ่อนไว้ปรากฏตัวออกมาล่ะ?”
หากคิมกิรยอเข้าสังกัดกิลด์ใดกิลด์หนึ่ง สถานการณ์จะเปลี่ยนไปทันที
เนื่องจากการมีอยู่ของระดับ S สามารถเปลี่ยนแม้กระทั่งการประเมินแสนยานุภาพของประเทศได้ หากบุคคลที่มีพลังทัดเทียมกันนี้ไปสังกัดอยู่ในบริษัทเอกชน ก็จะเกิดกลุ่มที่มีอำนาจโดดเด่นเกินไปขึ้นมา
นั่นหมายความว่าวงการนี้อาจถูกดึงเข้าไปพัวพันกับการแย่งชิงอำนาจเพื่อผลประโยชน์ได้
“ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าระดับ S คนนั้นดันไปรวมกลุ่มกับขั้วอำนาจของระดับ S คนอื่นอีกล่ะ?”
ในระหว่างนี้ หากคิมกิรยอเข้าข้างทางสมาคมก็คงจะดีอยู่หรอก แต่ว่า……
“การคิดไปถึงระดับ S อาจจะดูเกินจริงไปหน่อย แต่เรื่องของคนเรามันก็ไม่แน่ไม่นอนนี่นา”
ขนาดตอนนี้เขายังเป็นคนที่ไม่ยอมเข้ารับการตรวจระดับอย่างถูกต้องเลย แล้วเธอจะคาดหวังความช่วยเหลือจากเขาได้แค่ไหนกัน?
พลังที่ฮันเตอร์ลึกลับคนนั้นครอบครองอยู่นั้น เพียงพอที่จะทำให้สันติภาพพังทลายลงได้
‘บางทีอาจจะเกิดสถานการณ์ที่สมาคมสูญเสียอำนาจในการยับยั้งไปเลยก็ได้’
ซอนอูยอนกล่าวด้วยความมั่นใจ
“เพราะฉะนั้น ฉันอยากให้คุณกิรยอแสร้งทำตัวเป็นระดับ F และเป็นฮันเตอร์อิสระต่อไปอย่างนี้แหละค่ะ”
“อ๋อ”
“นั่นเป็นเพียงมุมมองในฐานะทางสมาคมน่ะค่ะ เพราะเราต้องควบคุมสถานการณ์ให้ได้”
เธออยากหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่พวระดับ S มารวมกลุ่มกัน
อันยุนซึงที่นิ่งฟังอยู่พยักหน้าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“ถ้าเป็นเหตุผลนั้นก็ไม่ต้องห่วงหรอกครับ เพราะดูเหมือนพี่เขาจะไม่สนใจเข้ากิลด์เลยสักนิด”
“จริงเหรอคะ?”
“ขนาดข้อเสนอจากกิลด์หอคอยเวทมนตร์ พี่เขายังทำท่าทีเฉยเมยใส่เลยครับ”
การปฏิเสธสัญญาจากกิลด์ยักษ์ใหญ่ระดับแนวหน้านั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย
“ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เบาใจไปค่ะ แต่ว่า……”
ก็นะ คงไม่มีกิลด์ไหนพยายามทาบทามคนที่ภายนอกเป็นแค่ระดับ F อย่างเอาเป็นเอาตายหรอก
ซอนอูยอนลุกจากที่นั่งด้วยใบหน้าที่ผ่อนคลายลง
แน่นอนว่าพวกเขาไม่มีทางรู้เลย
ว่าในวินาทีนี้ สถานการณ์ที่พวกเขากังวลใจนั้นได้เกิดขึ้นแล้ว
***
เมื่อไม่กี่วันก่อน
ห้องประธานบริษัทกิลด์หอคอยเวทมนตร์
“จะให้ผมไปทาบทามฮันเตอร์คนนี้เหรอครับ?”
ในช่วงที่การสืบสวนคดีคนหายกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น
กวักบยองกี หัวหน้าทีมฝ่ายบุคคลที่รับผิดชอบเรื่องการรับเข้าและประเมินการเลื่อนขั้นของกิลด์หอคอยเวทมนตร์ ได้รับมอบหมายงานที่ไม่ธรรมดา
“ระดับ F น่ะเหรอครับ? ให้ผมไปจัดการด้วยตัวเองเนี่ยนะ?”
ถ้าเป็นซูเปอร์รุกกี้ที่โดดเด่นระดับ A ก็ว่าไปอย่าง
แต่นี่ให้เขาต้องไปก้มหัวเชิญคนที่มีค่าการตื่นรู้แค่ 14 มาร่วมงานเนี่ยนะ
“ผมรู้ครับว่าฮันเตอร์คนนั้นอยู่สายวิเคราะห์ แต่ด้วยค่าการตื่นรู้แค่นี้ ใช้สกิลทีสองทีมานาก็คงหมดเกลี้ยงแล้วมั้งครับ?”
กิลด์หอคอยเวทมนตร์มีชื่อเสียงในฐานะกิลด์ที่เน้นคัดเฉพาะระดับหัวกะทิ
ข้อพิสูจน์คือที่นี่ไม่มีสมาชิกกิลด์คนไหนที่ระดับต่ำกว่า C เลย
“ท่านประธานครับ ท่านก็รู้ว่าค่าเฉลี่ยของทีมวิเคราะห์เราเป็นยังไง ถ้านักประเมินระดับสั่วๆ เข้ามาคงรับมือกับปริมาณงานไม่ไหวแน่ๆ แล้วจะเอามาทำไม…….”
หัวหน้าทีมกวักบยองกีเอ่ยแนะนำพลางเคาะแฟ้มเอกสารในมือ
“แถมเงินค่าสัญญาที่ดูไร้เหตุผลนี่มันคืออะไรกันครับ?”
“…….”
“บอกผมเถอะครับ คนคนนี้ไม่ใช่นักประเมินธรรมดาใช่ไหม? ผมต้องรู้ข้อมูลบ้างถึงจะไปเจรจาได้”
หญิงสาวที่อยู่ริมหน้าต่างซึ่งนิ่งฟังอยู่นานค่อยๆ หมุนเก้าอี้กลับมา
“เลิกจู้จี้ได้แล้วน่า”
เจ้าของกิลด์หอคอยเวทมนตร์ ซอเอสเธอร์ พูดออกมาพลางกะพริบตาที่มีขนตางอนหนา
“รู้ไหมว่าสังคมฮันเตอร์มันแข่งขันกันดุเดือดแค่ไหน? บางครั้งข้อมูลที่หลุดออกไปโดยไม่ตั้งใจ ก็อาจย้อนกลับมาเป็นจุดอ่อนที่ยิ่งใหญ่ได้นะ”
“ครับ?”
“เพราะอย่างนั้น ในหมู่ผู้ตื่นรู้เลยมีพวกที่ไม่อยากเปิดเผยความสามารถของตัวเองอยู่ด้วย”
“เรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ด้วยเหรอครับ?”
“แน่นอน คิมกิรยออาจจะเป็นคนประเภทนั้นก็ได้”
ซอเอสเธอร์พูดจาเป็นกันเองกับหัวหน้าทีมฝ่ายบุคคลที่ดูเหมือนจะมีอายุมากกว่าเธอตั้งหลายปีอย่างไม่ถือตัว
“ฉันลองคิดดูแล้วล่ะ บางทีคุณไม่รู้ความลับของฮันเตอร์คนนั้นเลยอาจจะดีกว่า”
“อย่างนั้นเหรอครับ?”
“รับรู้แค่ว่าเขาไม่ใช่ระดับ F ธรรมดาก็พอ ถ้าไปสะกิดเรื่องอื่นเข้าโดยไม่จำเป็น เดี๋ยวจะโดนเขาเขม่นเอาเปล่าๆ”
เมื่อไม่มีคำอธิบายที่ละเอียด มันก็ยิ่งกระตุ้นจินตนาการให้เตลิดไปไกล
ฮันเตอร์ไร้ชื่อคนนี้มีความลับอะไรซ่อนอยู่กันแน่ ถึงขนาดที่ประธานกิลด์ต้องลงมาใส่ใจด้วยตัวเองทุกรายละเอียดขนาดนี้
“ตอนนี้ฉันร่างโครงสัญญาไว้ชั่วคราวแล้ว แต่ถ้าคิดว่าต้องใช้เงินมากกว่านั้นก็ขอเพิ่มมาได้ตลอดเลยนะ”
“อะไรนะครับ?”
“เพราะฉันเตรียมใจไว้ถึงขั้นจะเซ็นเช็คเปล่าให้เลยล่ะ”
เป็นการปรนเปรอที่เหนือความคาดหมาย
กวักบยองกีเบิกตาโพลง
“ฮันเตอร์คนนั้นมีมูลค่าถึงขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”
มูลค่า งั้นเหรอ
ผู้ตื่นรู้ระดับ S ผมหยิกคนนั้นไม่ได้ตอบคำถามในทันที
เพราะการดึงตัวคิมกิรยามาร่วมกิลด์ ไม่ได้ทำไปเพียงเพื่อผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว
“อืม ก็ไม่รู้สิ ความจริงตอนนี้สิ่งที่ฉันยืนยันได้มีแค่ประวัติอาชญากรรมของเขาที่สะอาดกริบเท่านั้นแหละ”
ซอเอสเธอร์นึกถึงบรรยากาศที่เย็นชาซึ่งแผ่ออกมาจากตัวผู้ตื่นรู้คนนั้นก่อนจะพูดต่อ
“เบื้องต้น ฉันแค่อยากลองเอาเขามาไว้ข้างตัวดูน่ะ”
ที่สำนักงานใหญ่ของกิลด์หอคอยเวทมนตร์ จะมีเซนเซอร์ติดตั้งไว้ที่ทางเข้าเพื่อตรวจสอบไอเทมของผู้ที่ผ่านเข้าออก
มันเป็นมาตรการเพื่อป้องกันการลักลอบนำระเบิดเข้ามา
นั่นทำให้เธอรู้ว่า ในวันนั้นคิมกิรยอไม่มีสิ่งของพกพาอื่นเลยนอกจากสารดูดซับมานา
แต่ถึงกระนั้น ฮันเตอร์ระดับ F คนนั้นก็ยังเดินออกมาจากเขาวงกตที่เธอเตรียมไว้ได้
แถมยังปัดเป่าคำสาปของระดับ S ทิ้งไปได้อย่างง่ายดาย
“เอาจริง มันก็น่าเสียดายถ้าจะปล่อยให้หลุดไปอยู่ในมือคนอื่นน่ะนะ”
การที่พลังของตนเองใช้ไม่ได้ผลนั้นเป็นเรื่องที่น่ากลัวอย่างแน่นอน แต่อีกนัยหนึ่ง มันก็คือโอกาสไม่ใช่หรือ
‘ถ้าเขาสามารถเพิกเฉยต่อสถานะผิดปกติระดับ S ได้ละก็…… ไม่ว่าจะเป็นเพราะสกิล หรือเพราะค่าการตื่นรู้ก็ตาม เขาย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน’
การได้ติดต่อกับยอดฝีมือที่ยังไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะโดยบังเอิญแบบนี้
หากสามารถดึงเขามาเป็นพวกได้ สิ่งต่างๆ ก็จะมีความเป็นไปได้มากขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ผู้ตื่นรู้คนนั้นจะเป็นคนชั่วร้ายโดยกำเนิด การได้รู้ตัวตนที่แท้จริงก่อนใครก็ย่อมไม่มีอะไรเสียหาย
“มัวแต่ยืนบื้ออยู่ได้ รีบติดต่อฮันเตอร์คิมกิรยอสิ!”
ซอเอสเธอร์ยิ้มกว้างพลางเดินไปส่งกวักบยองกี พร้อมบอกว่าเธอจะรอฟังข่าวดี
กวักบยองกีถึงจะยังงุนงงแต่เขาก็ต้องทำตามคำสั่งของเจ้านายอย่างเลี่ยงไม่ได้
และไม่กี่วันต่อมา
‘การปรนเปรอระดับ F ขนาดนี้มันเกินไปหน่อยแฮะ อืม หรือจะเป็นเคสผู้ลงทะเบียนอำพรางระดับที่มีระดับจริงๆ ต่างออกไปกันนะ? จะว่าไปมันก็เป็นหัวข้อที่พูดถึงลำบากจริงๆ นั่นแหละ’
กวักบยองกีนัดหมายกับคิมกิรยอได้อย่างยากลำบาก
หลังจากพยายามสอบถามอย่างสุภาพด้วยความเพียรพยายามอย่างยิ่งในการเชิญตัว
[วันเสาร์นี้งานที่รับผิดชอบอยู่จะเสร็จพอดี เลยพอจะมีเวลาว่างครับ แล้วเจอกันตอนนั้น]
ในที่สุดเขาก็ได้รับคำตอบรับที่น่าพอใจเสียที
“คุณฮันเตอร์คิมกิรยอใช่ไหมครับ?”
“สวัสดีครับ ไม่ทราบว่า……”
“ใช่ครับๆ! ผมกวักบยองกี หัวหน้าทีมที่ติดต่อคุณไปครับ”
คิมกิรยอที่มาถึงร้านกาแฟก่อนแล้ว ยื่นมือไปสัมผัสมือทักทายพลางคิดในใจว่า
‘พวกกิลด์หอคอยเวทมนตร์นี่มันเป็นผีตายอดตายอยากมาจากไหน ถึงได้ชอบกินกาแฟกันนักหนา’
ทำไมต้องนัดเจอในที่พรรค์นี้ด้วยนะ
ตอนนี้กิรยามีความไม่พอใจเต็มอก แต่เขาก็ไม่กล้าแสดงมันออกมา
นั่นก็เพราะหัวหน้าของกิลด์หอคอยเวทมนตร์เป็นจอมเวทที่มีคุณสมบัติคำสาปนั่นเอง
‘บ้าจริง ฉันจะไปทำตัวแย่ๆ ใส่ต่อหน้าจนเขามีความแค้นฝังใจต่อกันก็ไม่ได้ด้วย’
ในสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงการติดต่อไม่ได้เพราะเหตุจำเป็น
กวักบยองกีที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย พลิกดูเอกสารที่เตรียมมาพลางครุ่นคิด
‘ไม่ว่าฮันเตอร์คนนี้จะมีความลับอะไรก็ช่าง สุดท้ายการทาบทามมันก็ตัดสินกันที่จำนวนเงินนั่นแหละ’
ในเมื่อไม่มีข้อจำกัดเรื่องเงินค่าสัญญาที่จะเสนอให้ การจะดึงตัวผู้ตื่นรู้แค่คนเดียวมันจะไปยากอะไร?
สมัยนี้แค่มีเงิน จะให้เปลี่ยนกระทั่งชื่อแซ่ก็ยังทำได้เลย
เพราะฉะนั้นจนถึงเมื่อครู่ เขาเลยคาดการณ์ว่างานในวันนี้คงจะจบลงอย่างง่ายดาย
“ผมจำได้ว่าเคยปฏิเสธข้อเสนอทาบทามไปแล้วนะครับ”
ทว่า หลังจากเวลาผ่านไปประมาณ 5 นาที
เมื่อบุคคลที่ชื่อคิมกิรยอจ้องมองมาที่เขาด้วยแววตาที่จมดิ่งสู่ความมืดมิดและเอ่ยคำนี้ออกมา
“นี่คุณจะบอกให้ฉันไป ‘เข้างาน’ ที่บริษัทของพวกคุณ……. อย่างนั้นเหรอ?”
กวักบยองกีก็เริ่มตระหนักได้ว่า มีบางอย่างผิดพลาดไปเสียแล้ว