Cover

41

“อา! แน่นอนว่าผมทราบดีครับว่าคุณเคยปฏิเสธไปแล้วครั้งหนึ่ง”

กวักบยองกีที่สัมผัสได้ถึงวิกฤต รีบขยับแว่นที่ไหลลงมาให้เข้าที่แล้วพูดอย่างลนลาน

“เพราะอย่างนั้น พวกเราเองก็เกือบจะถอดใจเรื่องการทาบทามคุณฮันเตอร์ไปแล้วเหมือนกัน...”

“แล้วยังไงครับ?”

“แต่พอเห็นว่าคุณยังไม่ได้เข้าสังกัดกิลด์ไหนเลย ผมก็เลยลองติดต่อมาดูเผินๆ น่ะครับ”

เขาอธิบายด้วยน้ำเสียงนอบน้อมพร้อมกับคอยสังเกตท่าที

“ข้อเสนอครั้งก่อนมันค่อนข้างกะทันหัน เงื่อนไขต่างๆ อาจจะยังไม่น่าพึงพอใจพอสำหรับคุณก็ได้”

“...”

“พวกเราประเมินคุณค่าในอนาคตของคุณไว้สูงมากครับ ครั้งนี้ผมเลยลองเอาสัญญาฉบับแก้ไขใหม่มาด้วย!”

อย่างไรก็ตาม กิรยอกลับมองสัญญาที่ยื่นมาตรงหน้าเหมือนมองเศษขยะ

ในนั้นมีจำนวนเงินที่มากเกินกว่าระดับ F จะได้รับจริงๆ นั่นแหละ แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้ฉันยอมละทิ้งปณิธานที่ตั้งไว้ตอนมาจุติใหม่ได้

‘ในโลกนี้ บางอย่างก็มีค่าเกินกว่าจะเอาเงินมาแลกได้จริงๆ นั่นแหละ... อย่างเช่น เอกสารที่เซ็นชื่อลงไปแล้วเป็นต้น’

ฉันเป็นมนุษย์ต่างดาวที่รู้ซึ้งถึงน้ำหนักของคำว่า ‘สัญญา’ ดี

ยิ่งไปกว่านั้น ในสถานการณ์ที่ความทรงจำของฉันยังแหว่งวิ่นเป็นรูโหว่แบบนี้ ฉันรู้ดีจนเกินพอว่ามันเสี่ยงแค่ไหนหากจะเอาตัวเข้าไปผูกมัดกับองค์กรบนโลกสุ่มสี่สุ่มห้า

ดังนั้น หลังจากพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง กิรยอก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่อีกครั้ง เขาเลือกอิสรภาพ

ยังไงซะ หากต้องการให้เวลากับการวิจัยเพื่อกู้คืนพลังกลับมา ช่วงนี้เขาก็ต้องรักษาความโสด เอ๊ย สถานะไร้สังกัดเอาไว้ต่อให้จะไม่ชอบใจก็ตาม

‘ฉันอุตส่าห์จุติใหม่เพราะเกลียดการทำงานแท้ๆ แต่จะให้ฉันกลับไปใช้ชีวิตวนลูปเหมือนหนูติดจั่นอีกงั้นเหรอ?’

แน่นอนว่าต่อให้ตัดเหตุผลทางตรรกะพวกนั้นออกไป แค่ความทรมานจากภาระงานที่เคยเจอในชาติก่อน ก็เพียงพอที่จะทำให้ฉันขอยินดีไม่รับงานบริษัทอีกต่อไปแล้ว

“พอเถอะครับ”

สิ่งที่ตามมาคือท่าทีราวกับว่าไม่มีอะไรต้องเจรจากันอีก

กวักบยองกีรู้สึกเหมือนถูกฟาดเข้าที่หัวอย่างจัง

‘กิลด์ที่ฮันเตอร์คนอื่นอยากเข้าจนตัวสั่น ทำไมมันถึงกลายเป็นว่าพวกเราต้องมาคอยตื้อระดับ F แบบนี้ไปได้ล่ะ?’

ไม่ใช่ว่าเอสเธอร์ส่งระดับหัวหน้าทีมมาแบบไร้เหตุผลจริงๆ สินะ

ดูจากท่าทางนั่นแล้ว ถ้าพนักงานธรรมดาเป็นคนมาคุย คงไม่ได้แม้แต่จะอ้าปากด้วยซ้ำ

“เอ่อ คุณฮันเตอร์ครับ หรือว่าคุณมีข้อเสนอจากที่อื่นที่รออยู่หรือเปล่าครับ?”

เริ่มลนลานแล้วสิ

กวักบยองกีตั้งคำถามอย่างระมัดระวัง เพราะเขาคิดว่าที่อีกฝ่ายเย็นชาขนาดนี้ อาจเป็นเพราะมีกิลด์ที่เล็งไว้ในใจอยู่แล้ว

“ไม่ใช่แบบนั้นครับ ผมแค่ไม่มีความคิดที่จะเข้ากิลด์ไหนเลยต่างหาก”

แต่ทว่า

คำตอบที่หลุดออกมาจากปากของกิรยอกลับเหนือความคาดหมาย

ไม่ใช่เพราะเรื่องเงื่อนไข แต่เป็นเพราะเจ้าตัวตั้งใจจะปฏิเสธคำชวนของทุกกิลด์แต่แรกแล้ว

“งะ... งั้นเหรอครับ”

เป็นการกระทำที่เข้าใจไม่ได้เลยจริงๆ

หลังจากนั้น หัวหน้าทีมกวักบยองกียังคงพยายามอธิบายถึงข้อดีของกิลด์อีกหลายต่อหลายครั้ง แต่ปฏิกิริยาของกิรยอก็ยังคงเส้นคงวา

เขายังคงนิ่งเงียบด้วยสายตาเย็นเยียบราวกับงูที่ขดตัวเตรียมจู่โจม

‘คนแบบนี้... ไม่มีทางเป็นแค่ระดับ F แน่ๆ’

เขานึกว่าตัวเองคลุกคลีกับเอสเธอร์จนชินกับแรงกดดันของฮันเตอร์ระดับสูงมาบ้างแล้วนะ

แต่ผู้ตื่นรู้คนนี้กลับทำให้ประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดดูจืดชืดไปเลย

เพราะบรรยากาศรอบตัวเขามันแปลกประหลาด ราวกับว่าเขาไม่ได้มองฝั่งนี้เป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์เดียวกันด้วยซ้ำ

กวักบยองกีลอบกลืนน้ำลาย

“ดูเหมือนพวกเราจะเข้าใจอะไรผิดไปหน่อยนะครับ ฮ่าๆ คุณฮันเตอร์คงเป็นคนประเภทที่ต่อให้ยื่นเช็คเปล่าให้ก็ไม่เปลี่ยนใจแน่ๆ เลย!”

ทว่า คำพูดนั้นส่งไปไม่ถึงคิมกิรยอ

‘ไปทำงาน... ให้ตายยังไงฉันก็ไม่ไปทำงานเด็ดขาด...’

ความจริงก็คือ เมื่อครู่ตอนที่มองสัญญาที่ยื่นมา ฉันดันไปเห็นคำว่า ‘ชั่วโมงการทำงาน’ เข้า เลยทำให้ช็อกไปพอสมควร...

ตอนนี้กิรยออยู่ในสภาวะจิตใจอ่อนแอเล็กน้อย

แต่กวักบยองกีที่เห็นเขานิ่งเงียบ กลับยิ่งเข้าใจผิดไปกันใหญ่

‘แย่ละสิ ถึงกับไม่พอใจที่พูดเรื่องเช็คเปล่าเลยเหรอเนี่ย? แปลว่าห้ามใช้เรื่องเงินมาลองเชิงอย่างนั้นสินะ?’

หากใช้ชีวิตโดยคิดว่าเงินแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง พอมาเจอคนที่ไม่หวั่นไหวต่อเงินเข้าจริงๆ มักจะทำอะไรไม่ถูกเป็นธรรมดา

สุดท้าย หัวหน้าทีมกวักบยองกีก็กึ่งๆ จะถอดใจเรื่องการดึงตัวคิมกิรยอ

‘เปลี่ยนแผนดีกว่า’

แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะในกรณีแบบนี้ ตัวแทนของหอคอยเวทมนตร์ได้สั่งการล่วงหน้าเอาไว้แล้ว

“ดูเหมือนว่าคุณจะลำบากใจกับสัญญาที่เป็นทางการ งั้นเรื่องนี้ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นก็แล้วกันครับ”

พอหัวหน้าทีมฝ่ายบุคคลพูดเหมือนจะยอมถอย กิรยอก็เริ่มได้สติกลับมาในภายหลัง

และในตอนนั้นเอง

“งั้นเรื่องที่จะพูดหลังจากนี้ ถือว่าเป็นข้อเสนอที่แยกต่างหากนะครับ”

“ครับ?”

“สมมติว่าไม่ใช่สัญญาทางการ แต่เป็นงานจ้างวานชั่วคราวเพียง 1 งาน คุณพอจะรับได้ไหมครับ?”

ทางฝั่งกิลด์หอคอยเวทมนตร์แห่งเกาหลีได้ยื่นข้อเสนอที่คาดไม่ถึงออกมา

“งานจ้างวานเหรอครับ?”

“เป็นงานเกี่ยวกับการประเมินครับ”

เขาบอกว่ามีเรื่องที่อยากจะขอให้ผู้ประเมินอย่างคิมกิรยอช่วยเพียงชั่วครู่

“ความจริงคือ เมื่อไม่นานมานี้พวกเราได้รับอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งมาจากการพิชิตเกต แต่การวิเคราะห์ประสิทธิภาพยังทำได้ไม่ราบรื่นนักน่ะครับ”

กวักบยองกีขยับแว่นอีกครั้ง

“เพราะยังหาสรุปเงื่อนไขการใช้งานที่ชัดเจนไม่ได้ พวกเราเลยกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกอยู่พอดี”

“...”

“และบังเอิญว่าที่นี่มีคนที่เคลียร์เขาวงกตสีขาวของพวกเราได้อยู่ด้วยพอดีนี่ครับ”

มันเป็นเงื่อนไขที่น่าดึงดูดใจ

ตามสามัญสำนึกแล้ว การดูของแค่ชิ้นเดียวคงไม่เสียเวลาอะไรมากมาย

‘คงไม่ต้องกังวลเรื่องจะถูกโขกสับจนตายเพราะงานสินะ’

แต่ฉันยังไม่เคยรับงานจ้างประเมินไอเทมอย่างเป็นทางการเลยนะ เอาไงดี?

“และนี่คือค่าจ้างที่ทางหอคอยเวทมนตร์ประเมินไว้ครับ... ถึงสำหรับคุณฮันเตอร์มันอาจจะไม่มีความหมายอะไรมาก แต่ก็เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนน่ะนะครับ”

สิ่งที่ตอกย้ำความลังเลในใจให้หยุดนิ่ง ก็คือกระดาษสีขาวแผ่นนั้น

ในช่องระบุจำนวนเงินของใบจ้างวานประเมินที่กวักบยองกีหยิบออกมา มีตัวเลขแปดหลักปรากฏอยู่อย่างชัดเจน

[15,084,600]

เมื่อกิรยอเห็นตัวเลขนั้น เขาก็พูดออกมาโดยไม่หยุดหายใจแม้แต่จังหวะเดียว

“ต้องไปเริ่มงานกี่โมงดีครับ?”

ใครจะไปจินตนาการออกล่ะ

ว่าผู้ชายที่ดูเหมือนจะละวางต่อโลกคนนี้ ความจริงแล้วเป็นพวกหน้าเงินยิ่งกว่าใครเพื่อน

‘ที่แท้เขาก็มีมุมที่ใจอ่อนเหมือนกันสินะ’

กวักบยองกีไม่มีทางรู้ความจริงจนถึงที่สุด

เขาเพียงแค่คิดว่า ผู้ตื่นรู้ปริศนาคนนี้คงรู้สึกผิดที่ปฏิเสธมาตลอด เลยต้องจำใจรับงานเพื่อรักษาน้ำใจเท่านั้น

***

ต่อมา อีกสองวันให้หลังในวันจันทร์

‘นี่มันกลายเป็นกลยุทธ์ "แหย่เท้าเข้าประตู" โดยไม่ได้ตั้งใจสินะ’

กวักบยองกีที่มาทำงานที่กิลด์หอคอยเวทมนตร์แห่งเกาหลีครุ่นคิด

‘ถึงจะเจ็บใจที่ทาบทามล้มเหลว แต่การเริ่มผูกมัดกันด้วยงานจ้างวานเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่เลวเหมือนกัน’

ความจริงแล้วเอสเธอร์ไม่ได้สั่งว่าต้องพาตัวคิมกิรยอมาให้ได้แบบหัวชนฝา

เธอบอกว่าแค่สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้ได้ก็พอแล้ว

กวักบยองกีเลยใช้งงานจ้างวานเล็กน้อยเป็นเหยื่อล่อเพื่อดึงคิมกิรยอเข้ามา

‘ถ้าได้มาสัมผัสอุปกรณ์ของกิลด์หอคอยเวทมนตร์แห่งเกาหลีและการปฏิบัติที่ดีที่สุดในวงการด้วยตัวเอง เดี๋ยวก็เปลี่ยนใจเองนั่นแหละ’

เป้าหมายของเขาคือการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้อีกฝ่ายประทับใจ

แน่นอนว่าเขามีความมั่นใจเต็มเปี่ยม กิลด์แห่งนี้คือที่ไหนกันล่ะ

“พวกเราเก็บอุปกรณ์ที่จ้างวานไว้ที่นี่ครับ เชิญประเมินตามสบายได้เลยครับ”

กวักบยองกีพูดอย่างอ่อนโยนกับชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลัง

คิมกิรยอพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปข้างในอย่างเงียบๆ

ห้องที่มีป้ายติดว่า ‘ห้องวิเคราะห์ที่ 2’ ตกแต่งเหมือนห้องวิจัยที่ดูสะอาดตา

ไม่นานนัก อุปกรณ์เวทมนตร์ชิ้นหนึ่งก็ปรากฏแก่สายตา

“ดาบ?”

ดาบมือเดียวสีดำสนิท นอนสงบนิ่งอยู่ในกล่องใสรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสอย่างประณีต

จากใบดาบของมัน มีออร่าสีดำมืดค่อยๆ พวยพุ่งออกมาทีละนิด

มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ของธรรมดา...

ในขณะที่กิรยอจ้องมองมันนิ่งๆ ผู้ประเมินของหอคอยเวทมนตร์ที่อยู่แถวนั้นก็เดินเข้ามาอธิบาย

“เป็นของที่ได้มาจากเกตระดับ A ครับ ชื่อชั่วคราวที่เราตั้งให้คือ ‘ดาบต้องสาป’”

“คำสาปเหรอ?”

“เพราะมันมีเหตุผลอยู่น่ะครับ”

ระดับของไอเทมที่สมาคมฮันเตอร์กำหนดไว้มีทั้งหมด 5 ขั้น

【 ทั่วไป < หายาก < พิเศษ < มหากาพย์ < ตำนาน 】

โดยปกติจะประเมินระดับจากความทนทานและความสามารถของอุปกรณ์ประกอบกัน

แต่ของที่ได้จากเกตระดับ A ในครั้งนี้ แค่มานาพื้นฐานที่เอ่อล้นออกมา ก็เพียงพอจะทำให้มันถูกจัดอยู่ในระดับ ‘พิเศษ’ ได้อย่างไม่ต้องสงสัย

ทว่า ดาบมารเล่มนี้มีปัญหาเล็กน้อยอยู่

‘เฮ้อ ได้ของระดับพิเศษมาแท้ๆ แต่ดันใช้งานไม่ได้นี่สิ’

ควักบยองกินึกถึงเหตุผลที่ไอเทมชิ้นนี้ถูกเรียกว่าดาบต้องสาป

- มาแล้ว! ออกมาจากบอสระดับ A แบบนี้ ต้องเป็นระดับพิเศษขึ้นไปแน่ๆ!

- หัวหน้าทีม ยินดีด้วยนะครับ! ในที่สุดคุณก็มีอาวุธหลักแล้ว!

ในวันที่ได้รับดาบดำเล่มนี้มา

ทีมพิชิตของกิลด์หอคอยเวทมนตร์แห่งเกาหลีต้องเผชิญกับอุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่ไม่มีใครคาดคิด

หลังจากปราบสัตว์อสูรระดับ A ที่ดุร้ายลงได้ และได้รับอาวุธในฝันที่ฮันเตอร์ทุกคนต่างถวิลหาเป็นรางวัล...

- อ๊ากกก!

- หัวหน้าทีมครับ!

ฮันเตอร์ระดับ A ที่แตะต้องดาบจู่ๆ ก็กรีดร้องและหมดสติไปทันที

ผู้เสียหายไม่ได้มีเพียงคนเดียว

ในระหว่างกระบวนการขนย้ายดาบดำ ฮันเตอร์ระดับ A ก็โดนไปอีกหนึ่งคน คนที่ยังไม่ตื่นรู้อีกสองคน

ในระหว่างการประเมิน ฮันเตอร์ระดับ C โดนไปอีกหนึ่งคน

เมื่อทักษะการวิเคราะห์ไม่สามารถระบุวิธีใช้งานที่ถูกต้องได้ ฮันเตอร์ระดับ B และ A อีกสามคนที่พยายามจะใช้กำลังสยบอุปกรณ์ชิ้นนี้ก็โดนไปด้วย

จำนวนคนที่ตกเป็นเหยื่อของดาบต้องสาปมีถึง 10 คนเข้าไปแล้ว

“เบื้องต้นเราพบว่ามันดูดซับมานาครับ แต่ปริมาณการดูดซับของมันนั้นผิดปกติมาก”

“งั้นเหรอครับ?”

“เราคาดการณ์ว่าน่าจะมีเงื่อนไขลึกลับบางอย่างซ่อนอยู่ครับ”

แต่ที่ผ่านมา การวิเคราะห์อาวุธระดับพิเศษไม่เคยผิดพลาดเลยสักครั้ง

แล้วผู้ประเมินนิรนามที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนคนนี้ จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ายอดฝีมือของหอคอยเวทมนตร์ได้อย่างนั้นเหรอ

กวักบยองกีเก็บซ่อนความสงสัยไว้ในใจแล้วพูดจาใจดีบังหน้า

“อ้อ ไม่ต้องกังวลนะครับ ถึงการวิเคราะห์จะล้มเหลวก็ไม่มีโทษปรับใดๆ ทั้งสิ้น...”

แต่เขายังพูดไม่ทันจบ

“อา เจ้านี่เบากว่าที่คิดนะครับ?”

เคร้ง!

ทันหลังจากนั้น

คิมกิรยอก็หยิบดาบต้องสาปขึ้นมาโดยไม่ลังเลเลยสักนิด

“เฮือก!”

“อึก! เดี๋ยวครับ คุณฮันเตอร์! เดี๋ยวๆๆ!”

ทั้งที่เตือนชัดๆ ว่ามันอันตราย แต่กลับคว้าหมับไปแบบนั้นเลยเนี่ยนะ?

เป็นผู้ประเมินมือใหม่หรือยังไง?

กวักบยองกีตกใจจนพูดแทบไม่เป็นคำ

‘มันห้ามไปจับ...!’

แต่ทว่า

มีบางอย่างผิดปกติ

จะว่าไป ในขณะที่ฝั่งนี้กำลังลนลาน เวลาคงผ่านไป 4-5 วินาทีได้อย่างง่ายดายแล้ว

“มีอะไรเหรอครับ?”

“เปล่าครับ คือว่า”

“จะบอกว่าห้ามแตะเหรอ?”

ฮันเตอร์ระดับ F ลูบไล้ไปตามใบดาบมารอย่างสงบนิ่ง

ท่าทางนั้นดูผ่อนคลายราวกับกำลังชื่นชมผลงานศิลปะก็ไม่ปาน

“ขอโทษทีครับ พอดีผมต้องสัมผัสโดยตรงถึงจะประเมินได้แม่นยำกว่าน่ะ จะให้วางลงตอนนี้เลยไหมครับ?”

“อะ... อ้อ ไม่ครับ ไม่ต้อง”

การที่เขาสามารถถือดาบมารที่ทำให้ระดับ A กรีดร้องและหมดสติภายในไม่กี่วินาทีได้อย่างหน้าตาเฉยแบบนี้

ทั้งที่จนถึงตอนนี้ แม้แต่เหล่านักล่าที่มีชื่อเสียงก็ยังทนความสามารถพิเศษของอาวุธชิ้นนี้ไม่ได้ และล้มพับไปทีละคน

‘เขาสามารถแบกรับการสูญเสียมานามหาศาลขนาดนั้นได้งั้นเหรอ?’

ชายหนุ่มหน้าตาเหมือนงูที่ย้อมผมสีเหลืองทองยังคงจดจ่ออยู่กับการตรวจสอบดาบอย่างขะมักเขม้นในวินาทีนี้

เขาใช้นิ้วลูบดาบมารที่มีคมกริบอย่างไม่นึกเกรงกลัว แล้วพึมพำเบาๆ

“เจ้านี่มันดูดซับมานาฮวบฮาบเลยงั้นเหรอ?”

น้ำเสียงนั้นราวกับว่าเจ้าตัวไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิด

กวักบยองกีรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว

หากเขาสามารถจัดการกับดาบดำที่กระหายมานาเหมือนอสูรกายหิวโหยได้หน้าตาเฉยขนาดนี้...

มันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะไม่เข้าใจสถานการณ์ของผู้อื่น

เพราะระดับมันต่างกันเกินไป

‘ท่านตัวแทนไปดึงตัวมนุษย์แบบไหนเข้ากิลด์มากันแน่เนี่ย?’

หลังจากเสร็จสิ้นการประเมิน กิรยอก็วางดาบลงที่เดิม

ทุกคนพากันกลั้นหายใจ เสียง ‘เคร้ง’ ของดาบที่กระทบกับก้นกล่องดังสะท้อนก้องไปในอากาศอย่างชัดเจน

“...”

บรรยากาศเยือกแข็งไปทันทีเมื่อมีผู้ตื่นรู้ปริศนาที่ทนทานต่อคำสาปของดาบปรากฏตัวขึ้น

กิรยอที่สังเกตเห็นท่าทางเหล่านั้นก็ได้แต่คิดเงียบๆ

‘เอ๊ะ? แค่ทำลายนิ้วมือเปื้อนนิดหน่อย ทุกคนถึงกับต้องทำหน้าซีเรียสขนาดนั้นเลยเหรอ?’

จากปฏิกิริยาที่ดูชิลล์ขนาดนี้ ก็เพียงพอจะสรุปเรื่องราวได้แล้ว ความจริงก็คือ ตั้งแต่แรกเขาก็ไม่ได้ถูกดูดซับมานาอะไรเป็นพิเศษเลย

‘จะว่าไป มันก็เป็นอุปกรณ์เวทมนตร์ที่กลไกง่ายๆ เองนี่นา’

อย่างที่ทุกคนรู้กัน ไอเทมประเภทนี้เป็นพวกที่ต้องการค่าตอบแทนบางอย่างเหมือนแวมไพร์

แต่ปกติแล้วจอมเวทที่มานาในร่างกายเหือดแห้งไปจนหมดมักจะตาย

อาวุธที่ฆ่าเจ้าของงั้นเหรอ!

ใครมันจะไปซื้อดาบพรรค์นั้นกัน

ดังนั้น ดาบเล่มนี้จึงมีการตั้งค่าระบบความปลอดภัยขั้นพื้นฐานเอาไว้

นั่นก็คือ เมื่อมานาลดลงมาถึงระดับต่ำสุดที่จำเป็นต่อการประทังชีวิต มันจะหยุดดูดซับทันที

‘ไม่ว่าจะเป็นฮันเตอร์คนไหน พอมานาเหลือเท่ากับระดับ F มันก็จะหยุดโดยอัตโนมัติสินะ’

ที่ผ่านมาพวกฮันเตอร์กรีดร้องแล้วสลบไปนั่นก็เพราะว่า...

มานาระดับ A ที่ลดฮวบลงมาจนถึงขีดสุดในชั่วพริบตา มันทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรงนั่นเอง

แล้วทำไมกิรยอถึงไม่เป็นไรล่ะ?

ง่ายมาก

มานาของเขามันอยู่ที่ขีดสุด (ข้างล่าง) ตั้งแต่แรกแล้วยังไงล่ะ...

‘เอ๊ะ? ทำไมจู่ๆ น้ำตามันจะไหลล่ะเนี่ย?’

ในขณะที่คนอื่นตกจากที่สูงอย่างชั้น 10 หรือชั้น 9

คิมกิรยอก็แค่ยืนเฉยๆ อยู่ที่ชั้น 1 แล้วจะมีแรงกระแทกจากการตกได้ยังไงกัน

ระดับ F อย่างเขาจึงมีอิสระจากคำสาปของดาบพอสมควร

ทว่า ทางฝั่งกิลด์หอคอยเวทมนตร์แห่งเกาหลีไม่มีทางรู้ความจริงข้อนี้

“คุณฮันเตอร์ มือของคุณไม่เป็นไรใช่ไหมครับ?”

“มือเหรอครับ? แน่นอนสิครับ”

เพราะถ้าหากเป็นคนที่ยังไม่ตื่นรู้ไปสัมผัสเข้า...

มานาของดาบจะไหลย้อนกลับจนทำให้ฝ่ามือละลายจนเกิดเรื่องสยองขวัญขึ้นมาได้

‘ถึงจะบอกว่าเป็นระดับ F แต่ยังไงก็ต้องถูกดูดซับไปบ้างเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่มีมานาเลยไปจับดาบ นั่นมันจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งทันที’

เพราะกิลด์หอคอยเวทมนตร์ยึดถือระบบเน้นหัวกะทิ เลยไม่มีสมาชิกกิลด์ที่ต่ำกว่าระดับ C อยู่เลย

ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้ทดสอบการใช้งานไอเทมโดยฮันเตอร์ระดับต่ำสุด

ยิ่งไปกว่านั้น ยังเคยมีกรณีที่พนักงานขนส่งที่เป็นคนธรรมดาได้รับบาดเจ็บจากการไปแตะต้องดาบ

เมื่อรวบรวมข้อมูลเหล่านี้เข้าด้วยกัน จะมีใครสรุปออกมาได้บ้างไหมนะว่า... ต้องมีค่าการตื่นรู้ที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินเท่านั้น ถึงจะถือดาบเล่มนี้ได้?

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

41

20px

“อา! แน่นอนว่าผมทราบดีครับว่าคุณเคยปฏิเสธไปแล้วครั้งหนึ่ง”

กวักบยองกีที่สัมผัสได้ถึงวิกฤต รีบขยับแว่นที่ไหลลงมาให้เข้าที่แล้วพูดอย่างลนลาน

“เพราะอย่างนั้น พวกเราเองก็เกือบจะถอดใจเรื่องการทาบทามคุณฮันเตอร์ไปแล้วเหมือนกัน...”

“แล้วยังไงครับ?”

“แต่พอเห็นว่าคุณยังไม่ได้เข้าสังกัดกิลด์ไหนเลย ผมก็เลยลองติดต่อมาดูเผินๆ น่ะครับ”

เขาอธิบายด้วยน้ำเสียงนอบน้อมพร้อมกับคอยสังเกตท่าที

“ข้อเสนอครั้งก่อนมันค่อนข้างกะทันหัน เงื่อนไขต่างๆ อาจจะยังไม่น่าพึงพอใจพอสำหรับคุณก็ได้”

“...”

“พวกเราประเมินคุณค่าในอนาคตของคุณไว้สูงมากครับ ครั้งนี้ผมเลยลองเอาสัญญาฉบับแก้ไขใหม่มาด้วย!”

อย่างไรก็ตาม กิรยอกลับมองสัญญาที่ยื่นมาตรงหน้าเหมือนมองเศษขยะ

ในนั้นมีจำนวนเงินที่มากเกินกว่าระดับ F จะได้รับจริงๆ นั่นแหละ แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้ฉันยอมละทิ้งปณิธานที่ตั้งไว้ตอนมาจุติใหม่ได้

‘ในโลกนี้ บางอย่างก็มีค่าเกินกว่าจะเอาเงินมาแลกได้จริงๆ นั่นแหละ... อย่างเช่น เอกสารที่เซ็นชื่อลงไปแล้วเป็นต้น’

ฉันเป็นมนุษย์ต่างดาวที่รู้ซึ้งถึงน้ำหนักของคำว่า ‘สัญญา’ ดี

ยิ่งไปกว่านั้น ในสถานการณ์ที่ความทรงจำของฉันยังแหว่งวิ่นเป็นรูโหว่แบบนี้ ฉันรู้ดีจนเกินพอว่ามันเสี่ยงแค่ไหนหากจะเอาตัวเข้าไปผูกมัดกับองค์กรบนโลกสุ่มสี่สุ่มห้า

ดังนั้น หลังจากพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง กิรยอก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่อีกครั้ง เขาเลือกอิสรภาพ

ยังไงซะ หากต้องการให้เวลากับการวิจัยเพื่อกู้คืนพลังกลับมา ช่วงนี้เขาก็ต้องรักษาความโสด เอ๊ย สถานะไร้สังกัดเอาไว้ต่อให้จะไม่ชอบใจก็ตาม

‘ฉันอุตส่าห์จุติใหม่เพราะเกลียดการทำงานแท้ๆ แต่จะให้ฉันกลับไปใช้ชีวิตวนลูปเหมือนหนูติดจั่นอีกงั้นเหรอ?’

แน่นอนว่าต่อให้ตัดเหตุผลทางตรรกะพวกนั้นออกไป แค่ความทรมานจากภาระงานที่เคยเจอในชาติก่อน ก็เพียงพอที่จะทำให้ฉันขอยินดีไม่รับงานบริษัทอีกต่อไปแล้ว

“พอเถอะครับ”

สิ่งที่ตามมาคือท่าทีราวกับว่าไม่มีอะไรต้องเจรจากันอีก

กวักบยองกีรู้สึกเหมือนถูกฟาดเข้าที่หัวอย่างจัง

‘กิลด์ที่ฮันเตอร์คนอื่นอยากเข้าจนตัวสั่น ทำไมมันถึงกลายเป็นว่าพวกเราต้องมาคอยตื้อระดับ F แบบนี้ไปได้ล่ะ?’

ไม่ใช่ว่าเอสเธอร์ส่งระดับหัวหน้าทีมมาแบบไร้เหตุผลจริงๆ สินะ

ดูจากท่าทางนั่นแล้ว ถ้าพนักงานธรรมดาเป็นคนมาคุย คงไม่ได้แม้แต่จะอ้าปากด้วยซ้ำ

“เอ่อ คุณฮันเตอร์ครับ หรือว่าคุณมีข้อเสนอจากที่อื่นที่รออยู่หรือเปล่าครับ?”

เริ่มลนลานแล้วสิ

กวักบยองกีตั้งคำถามอย่างระมัดระวัง เพราะเขาคิดว่าที่อีกฝ่ายเย็นชาขนาดนี้ อาจเป็นเพราะมีกิลด์ที่เล็งไว้ในใจอยู่แล้ว

“ไม่ใช่แบบนั้นครับ ผมแค่ไม่มีความคิดที่จะเข้ากิลด์ไหนเลยต่างหาก”

แต่ทว่า

คำตอบที่หลุดออกมาจากปากของกิรยอกลับเหนือความคาดหมาย

ไม่ใช่เพราะเรื่องเงื่อนไข แต่เป็นเพราะเจ้าตัวตั้งใจจะปฏิเสธคำชวนของทุกกิลด์แต่แรกแล้ว

“งะ... งั้นเหรอครับ”

เป็นการกระทำที่เข้าใจไม่ได้เลยจริงๆ

หลังจากนั้น หัวหน้าทีมกวักบยองกียังคงพยายามอธิบายถึงข้อดีของกิลด์อีกหลายต่อหลายครั้ง แต่ปฏิกิริยาของกิรยอก็ยังคงเส้นคงวา

เขายังคงนิ่งเงียบด้วยสายตาเย็นเยียบราวกับงูที่ขดตัวเตรียมจู่โจม

‘คนแบบนี้... ไม่มีทางเป็นแค่ระดับ F แน่ๆ’

เขานึกว่าตัวเองคลุกคลีกับเอสเธอร์จนชินกับแรงกดดันของฮันเตอร์ระดับสูงมาบ้างแล้วนะ

แต่ผู้ตื่นรู้คนนี้กลับทำให้ประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดดูจืดชืดไปเลย

เพราะบรรยากาศรอบตัวเขามันแปลกประหลาด ราวกับว่าเขาไม่ได้มองฝั่งนี้เป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์เดียวกันด้วยซ้ำ

กวักบยองกีลอบกลืนน้ำลาย

“ดูเหมือนพวกเราจะเข้าใจอะไรผิดไปหน่อยนะครับ ฮ่าๆ คุณฮันเตอร์คงเป็นคนประเภทที่ต่อให้ยื่นเช็คเปล่าให้ก็ไม่เปลี่ยนใจแน่ๆ เลย!”

ทว่า คำพูดนั้นส่งไปไม่ถึงคิมกิรยอ

‘ไปทำงาน... ให้ตายยังไงฉันก็ไม่ไปทำงานเด็ดขาด...’

ความจริงก็คือ เมื่อครู่ตอนที่มองสัญญาที่ยื่นมา ฉันดันไปเห็นคำว่า ‘ชั่วโมงการทำงาน’ เข้า เลยทำให้ช็อกไปพอสมควร...

ตอนนี้กิรยออยู่ในสภาวะจิตใจอ่อนแอเล็กน้อย

แต่กวักบยองกีที่เห็นเขานิ่งเงียบ กลับยิ่งเข้าใจผิดไปกันใหญ่

‘แย่ละสิ ถึงกับไม่พอใจที่พูดเรื่องเช็คเปล่าเลยเหรอเนี่ย? แปลว่าห้ามใช้เรื่องเงินมาลองเชิงอย่างนั้นสินะ?’

หากใช้ชีวิตโดยคิดว่าเงินแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง พอมาเจอคนที่ไม่หวั่นไหวต่อเงินเข้าจริงๆ มักจะทำอะไรไม่ถูกเป็นธรรมดา

สุดท้าย หัวหน้าทีมกวักบยองกีก็กึ่งๆ จะถอดใจเรื่องการดึงตัวคิมกิรยอ

‘เปลี่ยนแผนดีกว่า’

แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะในกรณีแบบนี้ ตัวแทนของหอคอยเวทมนตร์ได้สั่งการล่วงหน้าเอาไว้แล้ว

“ดูเหมือนว่าคุณจะลำบากใจกับสัญญาที่เป็นทางการ งั้นเรื่องนี้ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นก็แล้วกันครับ”

พอหัวหน้าทีมฝ่ายบุคคลพูดเหมือนจะยอมถอย กิรยอก็เริ่มได้สติกลับมาในภายหลัง

และในตอนนั้นเอง

“งั้นเรื่องที่จะพูดหลังจากนี้ ถือว่าเป็นข้อเสนอที่แยกต่างหากนะครับ”

“ครับ?”

“สมมติว่าไม่ใช่สัญญาทางการ แต่เป็นงานจ้างวานชั่วคราวเพียง 1 งาน คุณพอจะรับได้ไหมครับ?”

ทางฝั่งกิลด์หอคอยเวทมนตร์แห่งเกาหลีได้ยื่นข้อเสนอที่คาดไม่ถึงออกมา

“งานจ้างวานเหรอครับ?”

“เป็นงานเกี่ยวกับการประเมินครับ”

เขาบอกว่ามีเรื่องที่อยากจะขอให้ผู้ประเมินอย่างคิมกิรยอช่วยเพียงชั่วครู่

“ความจริงคือ เมื่อไม่นานมานี้พวกเราได้รับอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งมาจากการพิชิตเกต แต่การวิเคราะห์ประสิทธิภาพยังทำได้ไม่ราบรื่นนักน่ะครับ”

กวักบยองกีขยับแว่นอีกครั้ง

“เพราะยังหาสรุปเงื่อนไขการใช้งานที่ชัดเจนไม่ได้ พวกเราเลยกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกอยู่พอดี”

“...”

“และบังเอิญว่าที่นี่มีคนที่เคลียร์เขาวงกตสีขาวของพวกเราได้อยู่ด้วยพอดีนี่ครับ”

มันเป็นเงื่อนไขที่น่าดึงดูดใจ

ตามสามัญสำนึกแล้ว การดูของแค่ชิ้นเดียวคงไม่เสียเวลาอะไรมากมาย

‘คงไม่ต้องกังวลเรื่องจะถูกโขกสับจนตายเพราะงานสินะ’

แต่ฉันยังไม่เคยรับงานจ้างประเมินไอเทมอย่างเป็นทางการเลยนะ เอาไงดี?

“และนี่คือค่าจ้างที่ทางหอคอยเวทมนตร์ประเมินไว้ครับ... ถึงสำหรับคุณฮันเตอร์มันอาจจะไม่มีความหมายอะไรมาก แต่ก็เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนน่ะนะครับ”

สิ่งที่ตอกย้ำความลังเลในใจให้หยุดนิ่ง ก็คือกระดาษสีขาวแผ่นนั้น

ในช่องระบุจำนวนเงินของใบจ้างวานประเมินที่กวักบยองกีหยิบออกมา มีตัวเลขแปดหลักปรากฏอยู่อย่างชัดเจน

[15,084,600]

เมื่อกิรยอเห็นตัวเลขนั้น เขาก็พูดออกมาโดยไม่หยุดหายใจแม้แต่จังหวะเดียว

“ต้องไปเริ่มงานกี่โมงดีครับ?”

ใครจะไปจินตนาการออกล่ะ

ว่าผู้ชายที่ดูเหมือนจะละวางต่อโลกคนนี้ ความจริงแล้วเป็นพวกหน้าเงินยิ่งกว่าใครเพื่อน

‘ที่แท้เขาก็มีมุมที่ใจอ่อนเหมือนกันสินะ’

กวักบยองกีไม่มีทางรู้ความจริงจนถึงที่สุด

เขาเพียงแค่คิดว่า ผู้ตื่นรู้ปริศนาคนนี้คงรู้สึกผิดที่ปฏิเสธมาตลอด เลยต้องจำใจรับงานเพื่อรักษาน้ำใจเท่านั้น

***

ต่อมา อีกสองวันให้หลังในวันจันทร์

‘นี่มันกลายเป็นกลยุทธ์ "แหย่เท้าเข้าประตู" โดยไม่ได้ตั้งใจสินะ’

กวักบยองกีที่มาทำงานที่กิลด์หอคอยเวทมนตร์แห่งเกาหลีครุ่นคิด

‘ถึงจะเจ็บใจที่ทาบทามล้มเหลว แต่การเริ่มผูกมัดกันด้วยงานจ้างวานเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่เลวเหมือนกัน’

ความจริงแล้วเอสเธอร์ไม่ได้สั่งว่าต้องพาตัวคิมกิรยอมาให้ได้แบบหัวชนฝา

เธอบอกว่าแค่สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้ได้ก็พอแล้ว

กวักบยองกีเลยใช้งงานจ้างวานเล็กน้อยเป็นเหยื่อล่อเพื่อดึงคิมกิรยอเข้ามา

‘ถ้าได้มาสัมผัสอุปกรณ์ของกิลด์หอคอยเวทมนตร์แห่งเกาหลีและการปฏิบัติที่ดีที่สุดในวงการด้วยตัวเอง เดี๋ยวก็เปลี่ยนใจเองนั่นแหละ’

เป้าหมายของเขาคือการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้อีกฝ่ายประทับใจ

แน่นอนว่าเขามีความมั่นใจเต็มเปี่ยม กิลด์แห่งนี้คือที่ไหนกันล่ะ

“พวกเราเก็บอุปกรณ์ที่จ้างวานไว้ที่นี่ครับ เชิญประเมินตามสบายได้เลยครับ”

กวักบยองกีพูดอย่างอ่อนโยนกับชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลัง

คิมกิรยอพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปข้างในอย่างเงียบๆ

ห้องที่มีป้ายติดว่า ‘ห้องวิเคราะห์ที่ 2’ ตกแต่งเหมือนห้องวิจัยที่ดูสะอาดตา

ไม่นานนัก อุปกรณ์เวทมนตร์ชิ้นหนึ่งก็ปรากฏแก่สายตา

“ดาบ?”

ดาบมือเดียวสีดำสนิท นอนสงบนิ่งอยู่ในกล่องใสรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสอย่างประณีต

จากใบดาบของมัน มีออร่าสีดำมืดค่อยๆ พวยพุ่งออกมาทีละนิด

มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ของธรรมดา...

ในขณะที่กิรยอจ้องมองมันนิ่งๆ ผู้ประเมินของหอคอยเวทมนตร์ที่อยู่แถวนั้นก็เดินเข้ามาอธิบาย

“เป็นของที่ได้มาจากเกตระดับ A ครับ ชื่อชั่วคราวที่เราตั้งให้คือ ‘ดาบต้องสาป’”

“คำสาปเหรอ?”

“เพราะมันมีเหตุผลอยู่น่ะครับ”

ระดับของไอเทมที่สมาคมฮันเตอร์กำหนดไว้มีทั้งหมด 5 ขั้น

【 ทั่วไป < หายาก < พิเศษ < มหากาพย์ < ตำนาน 】

โดยปกติจะประเมินระดับจากความทนทานและความสามารถของอุปกรณ์ประกอบกัน

แต่ของที่ได้จากเกตระดับ A ในครั้งนี้ แค่มานาพื้นฐานที่เอ่อล้นออกมา ก็เพียงพอจะทำให้มันถูกจัดอยู่ในระดับ ‘พิเศษ’ ได้อย่างไม่ต้องสงสัย

ทว่า ดาบมารเล่มนี้มีปัญหาเล็กน้อยอยู่

‘เฮ้อ ได้ของระดับพิเศษมาแท้ๆ แต่ดันใช้งานไม่ได้นี่สิ’

ควักบยองกินึกถึงเหตุผลที่ไอเทมชิ้นนี้ถูกเรียกว่าดาบต้องสาป

- มาแล้ว! ออกมาจากบอสระดับ A แบบนี้ ต้องเป็นระดับพิเศษขึ้นไปแน่ๆ!

- หัวหน้าทีม ยินดีด้วยนะครับ! ในที่สุดคุณก็มีอาวุธหลักแล้ว!

ในวันที่ได้รับดาบดำเล่มนี้มา

ทีมพิชิตของกิลด์หอคอยเวทมนตร์แห่งเกาหลีต้องเผชิญกับอุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่ไม่มีใครคาดคิด

หลังจากปราบสัตว์อสูรระดับ A ที่ดุร้ายลงได้ และได้รับอาวุธในฝันที่ฮันเตอร์ทุกคนต่างถวิลหาเป็นรางวัล...

- อ๊ากกก!

- หัวหน้าทีมครับ!

ฮันเตอร์ระดับ A ที่แตะต้องดาบจู่ๆ ก็กรีดร้องและหมดสติไปทันที

ผู้เสียหายไม่ได้มีเพียงคนเดียว

ในระหว่างกระบวนการขนย้ายดาบดำ ฮันเตอร์ระดับ A ก็โดนไปอีกหนึ่งคน คนที่ยังไม่ตื่นรู้อีกสองคน

ในระหว่างการประเมิน ฮันเตอร์ระดับ C โดนไปอีกหนึ่งคน

เมื่อทักษะการวิเคราะห์ไม่สามารถระบุวิธีใช้งานที่ถูกต้องได้ ฮันเตอร์ระดับ B และ A อีกสามคนที่พยายามจะใช้กำลังสยบอุปกรณ์ชิ้นนี้ก็โดนไปด้วย

จำนวนคนที่ตกเป็นเหยื่อของดาบต้องสาปมีถึง 10 คนเข้าไปแล้ว

“เบื้องต้นเราพบว่ามันดูดซับมานาครับ แต่ปริมาณการดูดซับของมันนั้นผิดปกติมาก”

“งั้นเหรอครับ?”

“เราคาดการณ์ว่าน่าจะมีเงื่อนไขลึกลับบางอย่างซ่อนอยู่ครับ”

แต่ที่ผ่านมา การวิเคราะห์อาวุธระดับพิเศษไม่เคยผิดพลาดเลยสักครั้ง

แล้วผู้ประเมินนิรนามที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนคนนี้ จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ายอดฝีมือของหอคอยเวทมนตร์ได้อย่างนั้นเหรอ

กวักบยองกีเก็บซ่อนความสงสัยไว้ในใจแล้วพูดจาใจดีบังหน้า

“อ้อ ไม่ต้องกังวลนะครับ ถึงการวิเคราะห์จะล้มเหลวก็ไม่มีโทษปรับใดๆ ทั้งสิ้น...”

แต่เขายังพูดไม่ทันจบ

“อา เจ้านี่เบากว่าที่คิดนะครับ?”

เคร้ง!

ทันหลังจากนั้น

คิมกิรยอก็หยิบดาบต้องสาปขึ้นมาโดยไม่ลังเลเลยสักนิด

“เฮือก!”

“อึก! เดี๋ยวครับ คุณฮันเตอร์! เดี๋ยวๆๆ!”

ทั้งที่เตือนชัดๆ ว่ามันอันตราย แต่กลับคว้าหมับไปแบบนั้นเลยเนี่ยนะ?

เป็นผู้ประเมินมือใหม่หรือยังไง?

กวักบยองกีตกใจจนพูดแทบไม่เป็นคำ

‘มันห้ามไปจับ...!’

แต่ทว่า

มีบางอย่างผิดปกติ

จะว่าไป ในขณะที่ฝั่งนี้กำลังลนลาน เวลาคงผ่านไป 4-5 วินาทีได้อย่างง่ายดายแล้ว

“มีอะไรเหรอครับ?”

“เปล่าครับ คือว่า”

“จะบอกว่าห้ามแตะเหรอ?”

ฮันเตอร์ระดับ F ลูบไล้ไปตามใบดาบมารอย่างสงบนิ่ง

ท่าทางนั้นดูผ่อนคลายราวกับกำลังชื่นชมผลงานศิลปะก็ไม่ปาน

“ขอโทษทีครับ พอดีผมต้องสัมผัสโดยตรงถึงจะประเมินได้แม่นยำกว่าน่ะ จะให้วางลงตอนนี้เลยไหมครับ?”

“อะ... อ้อ ไม่ครับ ไม่ต้อง”

การที่เขาสามารถถือดาบมารที่ทำให้ระดับ A กรีดร้องและหมดสติภายในไม่กี่วินาทีได้อย่างหน้าตาเฉยแบบนี้

ทั้งที่จนถึงตอนนี้ แม้แต่เหล่านักล่าที่มีชื่อเสียงก็ยังทนความสามารถพิเศษของอาวุธชิ้นนี้ไม่ได้ และล้มพับไปทีละคน

‘เขาสามารถแบกรับการสูญเสียมานามหาศาลขนาดนั้นได้งั้นเหรอ?’

ชายหนุ่มหน้าตาเหมือนงูที่ย้อมผมสีเหลืองทองยังคงจดจ่ออยู่กับการตรวจสอบดาบอย่างขะมักเขม้นในวินาทีนี้

เขาใช้นิ้วลูบดาบมารที่มีคมกริบอย่างไม่นึกเกรงกลัว แล้วพึมพำเบาๆ

“เจ้านี่มันดูดซับมานาฮวบฮาบเลยงั้นเหรอ?”

น้ำเสียงนั้นราวกับว่าเจ้าตัวไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิด

กวักบยองกีรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว

หากเขาสามารถจัดการกับดาบดำที่กระหายมานาเหมือนอสูรกายหิวโหยได้หน้าตาเฉยขนาดนี้...

มันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะไม่เข้าใจสถานการณ์ของผู้อื่น

เพราะระดับมันต่างกันเกินไป

‘ท่านตัวแทนไปดึงตัวมนุษย์แบบไหนเข้ากิลด์มากันแน่เนี่ย?’

หลังจากเสร็จสิ้นการประเมิน กิรยอก็วางดาบลงที่เดิม

ทุกคนพากันกลั้นหายใจ เสียง ‘เคร้ง’ ของดาบที่กระทบกับก้นกล่องดังสะท้อนก้องไปในอากาศอย่างชัดเจน

“...”

บรรยากาศเยือกแข็งไปทันทีเมื่อมีผู้ตื่นรู้ปริศนาที่ทนทานต่อคำสาปของดาบปรากฏตัวขึ้น

กิรยอที่สังเกตเห็นท่าทางเหล่านั้นก็ได้แต่คิดเงียบๆ

‘เอ๊ะ? แค่ทำลายนิ้วมือเปื้อนนิดหน่อย ทุกคนถึงกับต้องทำหน้าซีเรียสขนาดนั้นเลยเหรอ?’

จากปฏิกิริยาที่ดูชิลล์ขนาดนี้ ก็เพียงพอจะสรุปเรื่องราวได้แล้ว ความจริงก็คือ ตั้งแต่แรกเขาก็ไม่ได้ถูกดูดซับมานาอะไรเป็นพิเศษเลย

‘จะว่าไป มันก็เป็นอุปกรณ์เวทมนตร์ที่กลไกง่ายๆ เองนี่นา’

อย่างที่ทุกคนรู้กัน ไอเทมประเภทนี้เป็นพวกที่ต้องการค่าตอบแทนบางอย่างเหมือนแวมไพร์

แต่ปกติแล้วจอมเวทที่มานาในร่างกายเหือดแห้งไปจนหมดมักจะตาย

อาวุธที่ฆ่าเจ้าของงั้นเหรอ!

ใครมันจะไปซื้อดาบพรรค์นั้นกัน

ดังนั้น ดาบเล่มนี้จึงมีการตั้งค่าระบบความปลอดภัยขั้นพื้นฐานเอาไว้

นั่นก็คือ เมื่อมานาลดลงมาถึงระดับต่ำสุดที่จำเป็นต่อการประทังชีวิต มันจะหยุดดูดซับทันที

‘ไม่ว่าจะเป็นฮันเตอร์คนไหน พอมานาเหลือเท่ากับระดับ F มันก็จะหยุดโดยอัตโนมัติสินะ’

ที่ผ่านมาพวกฮันเตอร์กรีดร้องแล้วสลบไปนั่นก็เพราะว่า...

มานาระดับ A ที่ลดฮวบลงมาจนถึงขีดสุดในชั่วพริบตา มันทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรงนั่นเอง

แล้วทำไมกิรยอถึงไม่เป็นไรล่ะ?

ง่ายมาก

มานาของเขามันอยู่ที่ขีดสุด (ข้างล่าง) ตั้งแต่แรกแล้วยังไงล่ะ...

‘เอ๊ะ? ทำไมจู่ๆ น้ำตามันจะไหลล่ะเนี่ย?’

ในขณะที่คนอื่นตกจากที่สูงอย่างชั้น 10 หรือชั้น 9

คิมกิรยอก็แค่ยืนเฉยๆ อยู่ที่ชั้น 1 แล้วจะมีแรงกระแทกจากการตกได้ยังไงกัน

ระดับ F อย่างเขาจึงมีอิสระจากคำสาปของดาบพอสมควร

ทว่า ทางฝั่งกิลด์หอคอยเวทมนตร์แห่งเกาหลีไม่มีทางรู้ความจริงข้อนี้

“คุณฮันเตอร์ มือของคุณไม่เป็นไรใช่ไหมครับ?”

“มือเหรอครับ? แน่นอนสิครับ”

เพราะถ้าหากเป็นคนที่ยังไม่ตื่นรู้ไปสัมผัสเข้า...

มานาของดาบจะไหลย้อนกลับจนทำให้ฝ่ามือละลายจนเกิดเรื่องสยองขวัญขึ้นมาได้

‘ถึงจะบอกว่าเป็นระดับ F แต่ยังไงก็ต้องถูกดูดซับไปบ้างเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่มีมานาเลยไปจับดาบ นั่นมันจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งทันที’

เพราะกิลด์หอคอยเวทมนตร์ยึดถือระบบเน้นหัวกะทิ เลยไม่มีสมาชิกกิลด์ที่ต่ำกว่าระดับ C อยู่เลย

ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้ทดสอบการใช้งานไอเทมโดยฮันเตอร์ระดับต่ำสุด

ยิ่งไปกว่านั้น ยังเคยมีกรณีที่พนักงานขนส่งที่เป็นคนธรรมดาได้รับบาดเจ็บจากการไปแตะต้องดาบ

เมื่อรวบรวมข้อมูลเหล่านี้เข้าด้วยกัน จะมีใครสรุปออกมาได้บ้างไหมนะว่า... ต้องมีค่าการตื่นรู้ที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินเท่านั้น ถึงจะถือดาบเล่มนี้ได้?