“เชือกเหรอครับ? คุณจะช่วยท่านหัวหน้ากิลด์เหรอ?”
พนักงานระดับล่างของหอคอยเวทมนตร์สะดุ้งตกใจกับคำขอของกิรยอและทำท่าลังเล แต่แล้วก็มีมือหนึ่งยื่นมาห้ามไว้
“เดี๋ยวผมไปหยิบมาให้เดี๋ยวนี้แหละครับ”
“ผะ... ผู้จัดการ”
กวักบยองกี
เขานิ่งเงียบมาตลอดจนกระทั่งเอ่ยปากออกมาเป็นครั้งแรก ก่อนจะรีบวิ่งไปหยิบอุปกรณ์กู้ภัยมาจากในรถ
มันคือเชือกที่ดูแข็งแรงทนทานและมีความยาวราวๆ 15 เมตร
“ขอบคุณครับ”
เมื่อฮันเตอร์ระดับ F รับเชือกมาแล้วหันหลังเดินตรงไปยังบึงพิษ พนักงานน้องใหม่ก็เริ่มกระซิบกระซาบกัน
“คนนั้นไม่ใช่ผู้ประเมินจากภายนอกหรอกเหรอครับ?”
“ไม่ต้องห่วง ดูต่อไปเถอะ”
โดยปกติแล้ว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพิษร้ายแรงของสัตว์อสูรระดับ A ใครๆ ก็ต้องสั่นประสาทกันทั้งนั้น
ทว่าคิมกิรยอ นอกจากจะไม่สั่นแล้ว เขายังเริ่มก้าวเดินด้วยท่าทางสบายๆ อีกด้วย
“...!”
เขายังไม่ได้ก้มมองพื้นเพื่อกะระยะเชือกด้วยซ้ำ ทั้งที่พื้นตรงนั้นเต็มไปด้วยแอ่งพิษร้ายแรงกระจายอยู่ทั่วไปหมด!
ฮันเตอร์ระดับ C ผู้มีค่าการตื่นรู้ต่ำที่สุดในกลุ่มของหอคอยเวทมนตร์ได้แต่ลอบกลืนน้ำลายและส่ายหัว
‘ให้จ้างด้วยเงินเท่าไหร่ ฉันก็ไม่ทำเรื่องแบบนั้นแน่’
ชายหนุ่มผมทองยังคงก้าวเดินข้ามถนนไปอย่างปลอดโปร่งในวินาทีนั้น เขาไม่มีความลังเลใจเลยแม้แต่นิดเดียว
“อุ๊ย!”
แต่ทว่าในตอนนั้นเอง
ซากของปีศาจตัวจิ๋วที่อยู่บนพื้นที่สูงกว่าได้กลิ้งตกลงมาตามรอยแยกของถนนที่พังทลาย
ขลุกๆ แปะ!
แรงกระแทกนั้นส่งผลให้น้ำในแอ่งพิษที่อยู่ใกล้ๆ กระเด็นขึ้นมา
โชคดีที่มีเพียงหยดน้ำไม่กี่หยดที่กระเซ็นมาโดนรองเท้าหนังจนสกปรก แต่นั่นน่ะคือพิษร้ายแรงระดับ A เชียวนะ ปกติแล้วมันควรจะเป็นสถานการณ์ที่ต้องลนลานไม่ใช่หรือไง
“......!”
แต่กิรยอไม่มีแม้แต่ความหวั่นไหว เขาไม่แม้แต่จะเสียเวลาปรายตามองรองเท้าตัวเองด้วยซ้ำ เขาเพียงแค่เดินไปหยุดยืนอยู่หน้าบึงพิษของเอสเธอร์ด้วยท่วงท่าที่ไร้ที่ติ
“รอสักครู่นะครับ”
คิมกิรยอกล่าวเช่นนั้นก่อนจะค่อยๆ คลายเชือกออก
เอสเธอร์ที่มองดูอยู่พลางคิดในใจ
‘เขาช่วยเราทำไมกันนะ?’
เธอมีท่าทีขัดเคือง เพราะยังฝังใจเรื่องที่กิรยอพูดจาประชดประชันใส่ทักษะคำสาปของเธอ หญิงสาวทำหน้ามุ่ยพลางนึกทบทวนคำสบประมาทที่เขาเคยพูดไว้
‘เหอะ คงจะมั่นใจว่าตัวเองมีค่าต้านทานพิษสูงมากสินะ? แต่ต่อให้มาทำดีตอนนี้มันก็...’
ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน
เอสเธอร์ก็ต้องเปลี่ยนสีหน้าเมื่อเห็นการกระทำของกิรยอ
“เอ๊ะ?”
“จับเชือกแล้วปีนขึ้นมาครับ ฮันเตอร์ซอเอสเธอร์”
เพราะไอ้หมอนี่ดันผูกเชือกไว้กับเสาไฟฟ้าแถวนั้น แล้วเหวี่ยงปลายเชือกช่วยชีวิตลงมาในบึงพิษหน้าตาเฉย
ในมุมมองของกิรยอ มันเป็นการกระทำที่ผ่านการคำนวณเรื่องความต่างของพละกำลังระหว่างกันมาแล้ว
แต่สำหรับเอสเธอร์ สิ่งนี้กลับให้ความรู้สึกที่แปลกใหม่
‘อะไรกันเนี่ย เย็นชาชะมัด!’
ที่ผ่านมา มีผู้คนมากมายเท่าไหร่ที่พยายามประจบประแจงเพื่อให้เธอพึงพอใจ
ฮันเตอร์ระดับ S มีคุณค่าสูงส่งเกินกว่าจะจินตนาการได้ในสังคมนี้ เอสเธอร์จึงได้รับความปรารถนาดีที่มีผลประโยชน์แอบแฝงมานับไม่ถ้วน จนเธอเริ่มจะเอือมระอากับการถูกปฏิบัติแบบนั้นแล้ว
“หรือว่าขยับแขนลำบากเหรอครับ?”
“เปล่าค่ะ จะออกไปเดี๋ยวนี้แหละ”
แต่กับคิมกิรยอ เขากลับไม่มีความเสแสร้งเลยสักนิด
เขาน่าจะใช้แรงตัวเองดึงเธอขึ้นมาได้แท้ๆ แต่กลับผูกเชือกไว้กับเสาไฟฟ้าส่งๆ แล้วสั่งให้เธอขึ้นมาเองเสียอย่างนั้น แถมตอนที่สงสัยว่าเธอจะเล่นตลกด้วยคำสาปหรือเปล่า เขาก็ยังกล้าท้าทายออกมาตรงๆ...
ดูยังไงเขาก็ไม่มีทีท่าว่าจะอยากทำคะแนนกับระดับ S เลยสักนิด
“เดี๋ยวครับ”
แต่เวลาจะใจดี เขาก็ใจดีขึ้นมาเสียดื้อๆ
“มีโคลนติดอยู่ที่ผมน่ะ...”
“อ๊ะ”
“เกือบจะเข้าหูแล้วนะครับ”
กิรยอยื่นมือออกไปลูบของเหลวสีม่วงที่ไหลอยู่ตามเส้นผมของเอสเธอร์ออกเบาๆ
‘เอ๊ะ?’
ในตอนนั้นเอง เขาเพิ่งจะมารู้สึกตัวเอาทีหลังว่าไอ้บึงนี้มันคือพิษ แต่มันก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร
พิษทำลายประสาทนี้ยังอยู่ในขอบเขตค่าต้านทานที่เขาพอจะรับมือได้ฉิวเฉียด
แน่นอนว่าถ้าเป็นพิษโลหิตมังกรล่ะก็ เขาคงไม่รอด
‘ไม่สิ ถ้าติดอยู่ในบึงพิษก็น่าจะบอกกันหน่อย’
คิมกิรยอหยุดชะงักเมื่อตระหนักได้ว่าตัวเองเกือบจะซวยถึงตายเข้าให้แล้ว
ท่ามกลางความเงียบ เอสเธอร์ก็เอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง
“ขอบคุณนะ”
ต่อให้เธอจะไม่ชอบขี้หน้าคิมกิรยอแค่ไหน แต่การได้รับความช่วยเหลือแล้วนิ่งเฉยไปมันก็ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่
เอสเธอร์พูดขอบคุณด้วยท่าทีแง่งอนเล็กน้อย ก่อนจะสั่งให้สมาชิกกิลด์เอาผ้าและน้ำมาให้
คิมกิรยอจ้องมองเธอครู่หนึ่ง แล้วพูดเปรยออกมาว่า
“ลำบากหน่อยนะครับ”
เมื่อเห็นจอมเวทที่ต้องมาทำงานสมบุกสมบันจนเนื้อตัวมอมแมมไปด้วยโคลนตั้งแต่อายุยังน้อย เขาก็อดรู้สึกเวทนาขึ้นมาไม่ได้
“ถ้าไม่มีคนธรรมดาคนนั้นสอดเข้ามากลางคัน งานวันนี้ก็คงจบลงอย่างสวยงามไปแล้ว...”
เอสเธอร์หรี่ตามองเขา
“ถ้าเป็นคุณ คุณจะทำยังไงในสถานการณ์แบบเดียวกันล่ะคะ?”
“ครับ?”
“ถ้าจู่ๆ มีพลเมืองวิ่งเข้ามาขวางการต่อสู้ เห็นคุณพูดจาเย็นชาแบบนี้ บางทีคุณกิรยออาจจะเมินไปเลยแล้วด่าว่ามันเป็นความผิดของคนที่เซ่อซ่าเข้ามาเองหรือเปล่านะ~”
เอสเธอร์แกล้งยิ้มหยอกล้อเพื่อหยั่งเชิงเขา
หากเขาตอบตกลงแม้เพียงคำเดียว เธอตั้งใจว่าจะประกาศเป็นศัตรูกับเขาอย่างเต็มตัว
“อ้อ จะว่าไป ฉันเองก็เคยเจอสถานการณ์คล้ายๆ แบบนี้มาก่อนเหมือนกันครับ”
แต่เธอกลับไม่คาดคิดว่าจะได้รับคำตอบแบบนี้
“ตอนที่กำลังร่ายสกิลอยู่ จู่ๆ ก็มีคนธรรมดาโผล่มาตรงทางเดินพอดี”
“...!”
“ฉันพยายามยกเลิกการร่ายเวทอย่างเร่งด่วน แต่ผลสะท้อนกลับมันทำให้รอบๆ ระเบิดกระจุยไปหมด”
กิรยอนึกย้อนไปถึงอดีตครู่หนึ่ง
“ตอนนั้นแขนกระเด็นหายไปเลย ทำเอาตกใจแทบแย่”
“ว่าไงนะคะ?”
คนต่างดาวคนนั้นทำท่ายักไหล่เหมือนที่คนบนโลกนี้ชอบทำกัน
“แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็คิดว่าวิธีการของเราน่ะถูกต้องแล้ว ถึงตอนนี้มันจะน่ารำคาญไปหน่อย แต่อย่างน้อยก็ไม่มีอะไรที่มีค่าไปกว่าชีวิตหรอก”
กิรยอกล่าวต่อด้วยใบหน้าเรียบเฉยตามสไตล์ของเขา
“บอกตามตรง ตอนที่เห็นคุณเอสเธอร์ปกป้องคนธรรมดาเมื่อกี้ ฉันก็รู้สึกวางใจขึ้นมาน่ะครับ ใช่แล้วล่ะ คนแบบคุณนี่แหละที่ควรจะอยู่บนจุดสูงสุด”
คนอย่างคุณ... ที่เห็นคุณค่าในชีวิตของผู้อ่อนแอ...
เขาตั้งท่าจะพูดอะไรบางอย่างต่อแต่ก็กลืนคำพูดนั้นลงไป
‘ไม่ใช่เรื่องที่จะมาตัดพ้อให้ชาวโลกฟังเสียหน่อย’
กิรยอนึกถึงพวกชนชั้นสูงในบ้านเกิดที่มีนิสัยห่วยแตกแวบหนึ่ง ก่อนจะสะบัดความทรงจำนั้นทิ้งไปด้วยความขยะแขยง
ยังไงเสียเขาก็เริ่มไม่มีเวลาแล้ว
“ฮันเตอร์ซอเอสเธอร์ ต้องขอโทษด้วยนะครับ พอดีฉันนึกขึ้นได้ว่ามีธุระด่วน วันนี้ขอตัวกลับก่อนได้ไหมครับ?”
“คะ?”
กิรยอก้มหัวลงเล็กน้อยเพื่อแสดงความขอโทษ
ตามกำหนดการเดิม เขาควรจะอยู่ช่วยหอคอยเวทมนตร์คัดแยกผลึกมานาต่อจากนี้แท้ๆ
‘อึดอัดชะมัด ปลายนิ้วเริ่มแข็งแล้ว!’
ความจริงแล้วกิรยอไม่ได้มีค่าต้านทานพิษโดยสมบูรณ์ เขาแค่มีพละกำลังต้านทานสูงกว่าคนอื่นเท่านั้น
เรื่องนี้มันต่างจากเวทมนตร์สายจิตใจเสียด้วยสิ
“ไว้มีโอกาสคงได้พบกันใหม่นะครับ”
สุดท้ายเขาก็หายตัวไปจากที่เกิดเหตุราวกับกำลังวิ่งหนี
แม้ข้างหลังจะมีเสียงสมาชิกกิลด์ตะโกนไล่หลังมาว่าหาน้ำ ผ้าเช็ดตัว และยาถอนพิษมาได้แล้วก็ตาม
แต่เอสเธอร์กลับทำเหมือนไม่ได้ยินเสียงเหล่านั้น
— แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็คิดว่าวิธีการของเราน่ะถูกต้องแล้ว
นักสาปแช่งสาวเอาแต่ทบทวนคำพูดที่เขาฝากไว้ซ้ำไปซ้ำมา
“เป็นฮันเตอร์ที่ดูดีไม่เบาเลยนะเนี่ย!”
เสียงที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาดังขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่า
ประโยคนั้นสะท้อนไปมากับผนังถ้ำที่เปียกชื้นจนเกิดเป็นเสียงก้องเล็กๆ
“ใครเหรอคะ?”
ตามมาด้วยเสียงของหญิงสาวอีกคน
“คิมกิรยอไง~”
“อ๋อ คนนั้น...?”
“ใช่ คนที่มีค่าต้านทานคำสาปนั่นแหละ”
เอสเธอร์และเลขานุการส่วนตัว
ทั้งสองคนกำลังเดินออกมาจากถ้ำพลางสนทนากันสั้นๆ
“ตอนแรกฉันสงสัยแทบตายว่าหมอนั่นจะมีนิสัยเสียเหมือนคังชางโฮหรือเปล่า”
“นั่นสิคะ”
“ปกติฉันไม่ค่อยดูโหงวเฮ้งใครหรอกนะ แต่สายตาเขามันดูขวางโลกขนาดนั้น...”
เอสเธอร์แสร้งไอแห้งๆ
“แต่พอได้คุยดูแล้ว เขาก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรเลยนะ”
“จริงเหรอคะ?”
“แถมยังมีมารยาทกว่าที่คิดด้วย”
ทว่าในตอนนั้นเอง
ครืดดดดด
มีเสียงประหลาดดังขึ้นมาจากด้านหลังของเอสเธอร์
มันเป็นเสียงคล้ายกับเหล็กหนักๆ ที่กำลังขูดไปกับพื้นหิน
“ยิ่งเป็นผู้ตื่นรู้ระดับสูงเท่าไหร่ นิสัยก็ยิ่งบิดเบี้ยวมากขึ้นเท่านั้น แต่ฮันเตอร์คิมกิรยอนี่ดูจะมีสามัญสำนึกผิดคาดเลยล่ะ”
ทว่าทั้งสองคนกลับไม่ใส่ใจเสียงนั้น และยังคงก้าวเดินออกไปนอกเกตอย่างสงบ
“ยังไงก็ดีแล้วล่ะ ตราบใดที่เขาไม่ใช่คนชั่ว เอสเธอร์ผู้รักความยุติธรรมคนนี้ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องออกโรงจริงไหม”
“ฮ่าๆ”
“โชคดีจริงๆ ที่คุณกิรยอไม่ใช่คนเลว”
“นั่นสิคะ”
“ฉันเองก็ไม่อยากสู้กับฮันเตอร์ที่คำสาปใช้ไม่ได้ผลหรอกนะ...”
ครืดดดด
ครืดดดด
ครืดดดด
ท่ามกลางเสียงเหล็กแหลมคมขูดพื้น มีเสียงคล้ายกับมนุษย์กำลังครางเครือแทรกเข้ามา
“อือออ... อึก...”
เสียงนั้นทำให้เอสเธอร์หันไปมองครู่หนึ่ง ใบหน้าที่หันหลังให้แสงจันทร์ของเธอถูกเงาสีน้ำเงินพาดผ่าน
“ว่าแต่ งานนี้ก็น่ารำคาญจริงๆ นะเนี่ย”
สวบสาบ
เอสเธอร์หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากอกเสื้อ เมื่อออกมานอกเกต ฟังก์ชันทั้งหมดของโทรศัพท์ก็เริ่มกลับมาทำงานได้ตามปกติ
เธอเปิดโหมดกล้องหน้าเพื่อจัดเฟรมภาพใบหน้าของตัวเอง
และที่มุมหนึ่งของเฟรมภาพนั้น สิ่งที่ทั้งสองคนลากมาด้วยก็ปรากฏให้เห็น
“วิดีโอหลักฐานต้องมานั่งถ่ายข้างนอกทีละอันแบบนี้ บอดี้แคมที่ใช้ในเกตได้เมื่อไหร่จะพัฒนาเสร็จกันนะ?”
ร่างของคนประมาณ 2 คนถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่เหล็กที่แน่นหนา
เอสเธอร์ลากพวกเขาลากไปตามพื้นตลอดทางที่ผ่านมา
“อือออ อ๊ากกกก...!”
“ชะ... ช่วยด้วย ได้โปรด...”
ชายไม่ทราบชื่อ 2 คนที่มีตุ่มหนองสีดำขึ้นเต็มใบหน้าและอาบไปด้วยเลือดต่างร้องไห้วิงวอนขอชีวิต
แต่เอสเธอร์กลับทำเพียงจดจ่ออยู่กับงานของตัวเองอย่างเย็นชา
“หนึ่ง~ สอง~ กิมจิ~”
“อ๊ากกกกกก!”
“อื้อออออ!”
ทันทีที่เธอเร่งพลังของคำสาปจนถึงขีดสุด
พวกเขาก็ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดจนเส้นเลือดในตาแตก ก่อนจะกระอักเลือดออกมาและขาดใจตายในทันที
ติ๊ง
เอสเธอร์บันทึกช่วงเวลานั้นไว้ในวิดีโอ
“รู้ไหมว่าเมื่อกลางวันฮันเตอร์คิมกิรยอพูดว่ายังไง? เขาบอกว่าคนอย่างฉันนี่แหละที่ควรจะอยู่บนจุดสูงสุด”
“.......”
“ทำไมเขาถึงคิดเหมือนกับฉันขนาดนี้ แถมยังแข็งแกร่ง และไม่ยอมก้มหัวประจบประแจงระดับ S แบบทุเรศๆ อีกด้วย...”
เธอยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนพลางพึมพำกับความว่างเปล่า
“ไม่รู้ว่าเพราะหยิ่งในศักดิ์ศรี หรือเพราะเขามีระดับกันแน่”
ใบหน้าของเธอราวกับกำลังลุ่มหลงในบางสิ่ง
“อ่า... ฉันถูกใจผู้ชายคนนั้นจริงๆ”
จะทำยังไงให้เขามาเป็นพวกเดียวกับเรานะ?
เลขานุการเอ่ยถามสั้นๆ เมื่อได้ยินเสียงพึมพำของเอสเธอร์
“ดูเหมือนคุณอยากจะจับมือร่วมงานกับเขาใจจะขาดเลยนะคะ?”
“แน่นอนสิ ใจฉันน่ะอยากทำแบบนั้นใจจะขาดอยู่แล้ว”
แชะ แชะ
เอสเธอร์ถ่ายเซลฟี่เพิ่มอีกสองสามรูปพลางสนทนาต่อ
“วันนี้หัวหน้าทีมกวักบยองกีรายงานมาว่า ฮันเตอร์คิมกิรยอใช้ดาบมารที่ต้องคำสาปได้โดยไม่มีปัญหาอะไรเลยสักนิด”
“จริงเหรอคะ?”
“ฉันเองก็เห็นกับตาที่หน้างานเหมือนกัน หลายๆ อย่างมันเกินกว่าที่จินตนาการไว้เยอะเลยล่ะ”
เลขาฯ ชะงักไปครู่หนึ่งกับคำพูดนั้น แต่ท่าทีของเอสเธอร์ยังคงสงบนิ่ง
“ถ้าสัตว์ประหลาดแบบนั้นมาเป็นพวกเดียวกับฉันล่ะก็... ไม่ใช่แค่จองฮาซองกับคังชางโฮที่ทำตัวไร้มารยาทหรอกนะ แม้แต่แรงเกอร์ระดับโลก ฉันก็คงกดหัวพวกมันลงได้ด้วยพละกำลังที่มี”
เธอทำปากยื่นอย่างซุกซนขณะที่หัวแม่มือยังคงรัวลงบนหน้าจอโทรศัพท์อย่างวุ่นวาย
“เฮ้อออ แต่ก็นะ ยังมองไม่เห็นทางเลย หมอนั่นดูจะเป็นคนไม่มีความโลภเรื่องเงินทองซะด้วย...”
ขนาดให้ดาบมารระดับยูนิคเขายังทำท่าไม่แยแส บางทีเขาอาจจะมีไอเทมหายากอยู่เต็มกระเป๋าแล้วก็ได้
ระดับความยากมันไม่สูงไปหน่อยเหรอ?
เอสเธอร์ถอนหายใจยาวพลางพูดเรื่องไร้สาระออกมา
“ถ้าที่นี่เป็นในเกม การเพิ่มค่าความชอบคงง่ายกว่านี้ แค่ไปหาดูบทสรุปแล้วประโคมของขวัญให้ก็จบแล้วแท้ๆ”
“เอาอีกแล้ว พูดเรื่องเกมอีกแล้วนะ”
เลขานุการกล่าวพลางโยนศพของคนเหล่านั้นเข้าไปในเกตที่กำลังจะสลายตัวไป
มันเป็นน้ำเสียงที่เหมือนจะดุเล็กๆ
“สมกับที่เป็นคนติดเกมเก่าจริงๆ เอะอะก็เปรียบเทียบแต่แบบนั้นนะคะ”
“ไม่เห็นเป็นไรเลย ตอนนี้ฉันเลิกเล่นไปแล้วนะ”
เอสเธอร์ชูโทรศัพท์ให้ดูหน้าจอ
“ช่วงนี้งานยุ่งจะตาย ไม่มีเวลาล็อกอินหรอก”
มันคือรูปศพของคน 2 คน
ฮันเตอร์ระดับ S คนนี้ใช้เพียงประโยคเดียวในการสรุปการกระทำทั้งหมดที่เกิดขึ้นในป่าลึก
“ก็ดูสิ นักโทษประหารยืนเรียงแถวรออยู่แบบนี้”
ประหารชีวิต
เอสเธอร์เอ่ยคำที่แหลมคมออกมา พลางจ้องมองข้ามเกตที่จัดการทำลายศพไปเรียบร้อยแล้ว
“น่าสมเพชจริงๆ ทั้งที่เกิดดันเจี้ยนช็อกมาตั้งหลายปีแล้ว แต่จนถึงตอนนี้กลับยังไม่มีคุกที่ไหนขังผู้ตื่นรู้ระดับสูงได้สักแห่ง”
“.......”
“เอาเถอะ ฉันอยากให้พวกคนเลวที่ชอบรังแกคนอ่อนแอหายไปให้หมดโลกเลยจริงๆ~”
ตามมาด้วยเสียงจ้อไม่หยุดของนักสาปแช่งสาว