บทนำ
แถวนี้มีใครเกลียดเงินบ้างไหม?
ก่อนอื่นเลย ฉันคนหนึ่งละที่ชอบมัน
ไม่ว่าจะเป็นที่โลกหรือที่บ้านเกิดของฉัน
เงินคือสิ่งของที่เปรียบเสมือนเวทมนตร์เสมอ
มนุษย์เราถ้าไม่มีเงินก็ต้องตาย
ดังนั้นฉันเลยตั้งหน้าตั้งตาหาเงิน
งานที่ฉันทำก็มีแค่นั้น
“ขอสักคำเถอะครับ!”
“ดิฉันนักข่าวอีจียองจาก YTV ค่ะ เป็นความจริงหรือเปล่าคะที่ว่าคุณจัดการเกตระดับ A ด้วยตัวคนเดียวในอดีต?”
“คุณนักข่าวครับ มันอันตราย
อย่าดันเข้ามาข้างในสิครับ!”
แต่ทว่า พอตะบี้ตะบันหาเงินพวกนี้ไปเรื่อยๆ จู่ๆ
ความโด่งดังมันก็ตามติดมาด้วยซะงั้น
ทรัพย์สินคือเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จ
และคนสมัยนี้ก็มักจะอยากรู้อยากเห็นเคล็ดลับความสำเร็จอยู่เสมอ
“มีข่าวลือว่าคุณสยบฮันเตอร์ระดับ S ได้ในเหตุการณ์ดันเจี้ยนเบรกครั้งก่อน
ตกลงว่าที่ผ่านมาคุณปลอมแปลงหรือปกปิดค่าการตื่นรู้ของตัวเองจริงๆ ใช่ไหมครับ?”
“เหตุผลที่หลอกเรื่องระดับในการตรวจสอบการตื่นรู้คืออะไรคะ?”
“กรุณาตอบด้วยค่ะ!”
ฉันกวาดตามองเหล่านักข่าวที่มารวมตัวกัน
สิ่งที่ปะปนอยู่ในสายตาของพวกเขาคือความคาดหวัง
ความริษยา และความอยากรู้อยากเห็น ก็ดีอยู่หรอกนะ
แต่ว่า......
ฉันมีความลับเล็กๆ อยู่ข้อหนึ่ง
“การปรากฏตัวของผู้ตื่นรู้ระดับสูงคนใหม่ทำให้ความคาดหวังด้านความมั่นคงของชาติพุ่งสูงขึ้น
ไม่ทราบว่ามีแผนสำหรับกำหนดการในอนาคตไหมครับ?”
ความจริงแล้ว
การที่ฉันหาเงินจากงานฮันเตอร์เฮงซวยนี่ได้ มันเป็นแค่เรื่องบังเอิญล้วนๆ
ไม่ใช่เพราะมีความสามารถอย่างที่ไอ้พวกที่มารวมตัวกันตรงนี้คิดหรอก......
แต่ฉันมายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้เพราะโชคกับราคาคุยอีกนิดหน่อยต่างหาก
ใช่
สรุปง่ายๆ คือ ฉันมันก็แค่ ‘ไอ้กาก’ คนหนึ่ง
คำถามส่วนใหญ่ที่นักข่าวถามกันอยู่ตอนนี้
ฉันเองก็ยังไม่รู้เรื่องเลยด้วยซ้ำ
“แผน? ถามว่ามีแผนไหมงั้นเหรอครับ?”
ถ้ามีโอกาสฉันก็อยากจะแก้ความเข้าใจผิดนี้อยู่หรอก
แต่ทว่า... ตอนนี้ฉันรู้แล้ว
ว่าเรื่องราวมันบานปลายจนกู่ไม่กลับเสียแล้ว
“ถ้ามีแผน เรื่องมันจะกลายเป็นแบบนี้เหรอครับ?”
“คะ?”
“อ๊ะ ไม่ใช่ครับ เอ่อ คือว่า
สิ่งที่ผมจะทำต่อจากนี้ก็คือ...”
ถ้าความแตกตอนนี้ว่าจริงๆ แล้วฉันมีฝีมือพอๆ
กับพวกระดับ F จะเกิดอะไรขึ้นกันนะ?
อย่างแรกเลย ไอ้ระดับ S ที่โดนหาว่าถูกฉันจัดการคงจะมาเป่าหัวฉันกระจุยแน่ๆ
ใช่ไหม?
แล้วไอ้หมอนั่น ไอ้คนที่บอกว่าเป็นอันดับ 1
ที่เคยเข้าเกตด้วยกันจนกลายเป็นศัตรู มันจะยอมปล่อยฉันไว้เฉยๆ เรอะ?
“อืม”
แต่ถึงจะปล่อยให้คนเข้าใจผิดต่อไป
ฉันก็คงตายเพราะงานฮันเตอร์อยู่ดี......
“ขอไม่ออกความเห็นครับ”
ฉันนึกถึงอนาคตหลากหลายรูปแบบแล้วตอบออกไปสั้นๆ
ทันทีที่สิ้นเสียงคำตอบ
เสียงชัตเตอร์ก็รัวกระหน่ำเข้ามาอีกครั้ง
พวกนักข่าวยังคงยิงคำถามต่ออีกหลายข้อ
แต่ก็ไม่ได้คำตอบที่มีสาระอะไรกลับไป
เพราะยังไงซะ
ไม่ว่าพรุ่งนี้ข่าวของทางนี้จะออกไปแบบไหน มันก็บรรลัยพอกัน
[ขอไม่ออกความเห็นเว้ย
ไอ้พวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเอ๊ย]
ไม่ว่าจะความแตกเรื่องเป็นยอดฝีมือที่ซ่อนเร้น!
หรือความแตกเรื่องเป็นผู้มีพลังระดับขยะ!
ฉันคงมีชีวิตอยู่บนดาวเคราะห์เน่าๆ
ดวงนี้ได้อีกไม่นาน
ในจังหวะที่ไฟแฟลชจากกล้องของนักข่าวส่องแสงวาบ
ฉันปิดเปลือกตาทั้งสองข้างลงแน่น
แล้วจมดิ่งสู่ความทรงจำในอดีต
ชีวิตใหม่ที่เริ่มต้นด้วยความหวัง
มันผิดพลาดตรงไหนกันนะ ฉันแค่อยากจะทบทวนหาสาเหตุสักหน่อย
***
ตอนที่ 1 การจุติใหม่
จนถึงเมื่อไม่นานมานี้
ฉันเป็นประชากรของระบบดาวคู่แห่งหนึ่ง
ดาวเคราะห์ที่เรียกว่า ‘อัลฟารี’
คือบ้านเกิดของฉัน และฉันก็รับหน้าที่สำคัญมากในที่แห่งนั้น
แต่ตอนนี้ตำแหน่งพรรค์นั้นจะไปสำคัญอะไร
ประเด็นสำคัญจริงๆ คือจู่ๆ ฉันก็มีความคิดนี้ผุดขึ้นมาต่างหาก
[ต้องลาออกจากงานเฮงซวยนี่สักที]
รู้ไหมว่าฉันอยู่ที่นั่นได้รับการปฏิบัติยังไง?
งานที่ทำถูกมองว่าเป็นงานจิตอาสาประเภทหนึ่ง
ทำงานให้ตายก็ไม่ได้เงิน แต่ต้องเข้างานโดยไม่มีวันหยุดตลอด 640 วันต่อปี
แถมพอเทคโนโลยีพัฒนาจนไม่ต้องนอนหลับ
ก็ต้องทำงานล่วงเวลาชนิดที่เรียกว่าทำแทนหายใจ
[แม่งเอ๊ย]
แน่ล่ะว่าต้องสบถออกมา
เอาเป็นว่า
ฉันตัดสินใจที่จะลาออก
ทว่า ก่อนจะลาออกมันมีปัญหาอยู่สองสามอย่าง
อย่างแรก
นี่ไม่ใช่งานที่นึกจะออกก็ออกได้ตามใจชอบ พวกเบื้องบนวางข้อจำกัดไว้ไม่ให้หนีงาน
ถ้าพยายามจะใช้เวทมนตร์เคลื่อนย้ายพริบตา
สมองก็จะโดนช็อตด้วยไฟฟ้า
และต่อให้หนีออกจากที่ทำงานได้สำเร็จ
ทั่วทั้งดาวก็อยู่ในกำมือของผู้ปกครองจนไม่มีที่ให้ซ่อนตัว
เคยคิดอยู่เหมือนกันว่าจะฆ่าหัวหน้างานทิ้งไปเลยดีไหม
แต่ฉันถูกสร้างมาให้ไม่สามารถทำร้ายชาวดาวเดียวกันได้...
อย่างเด็ดขาด
[ขอบเขตมันครอบคลุมถึงตัวเองด้วยสิ
จะฆ่าตัวตายยังยากเลย]
ฉันขบคิดหาวิธีลาออกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
และในระหว่างนั้น ฉันก็ได้สังเกตเห็นจุดสำคัญว่า
เทคโนโลยีเวทมนตร์ของบ้านเกิดเรายังไม่สามารถจัดการกับ ‘วิญญาณ’ ได้
[ใช่แล้ว ไหนขอดูหน่อย
ถึงเวทมนตร์ศาสตร์จะก้าวหน้าแค่ไหน แต่ก็ยังไม่มีใครถอดรหัสวิญญาณได้นี่นา
เป็นเรื่องธรรมดาที่จะร่ายเวทใส่แนวคิดที่ไม่รู้องค์ประกอบไม่ได้]
ตามตรรกะนี้
ข้อจำกัดของฉันพูดกันตามตรงก็แค่ผูกติดอยู่กับพิกัดที่เรียกว่า ‘ร่างกาย’......
พอคิดได้แบบนั้น ก็ได้ข้อสรุปออกมาอย่างหนึ่ง
[งั้น วิญญาณก็หนีไปได้อย่างอิสระสินะ......?]
จากความคิดริเริ่มนั้น กินเวลาไป 10 ปีพอดีเป๊ะ
กว่าจะผ่านไป 10 ปี
ในที่สุดฉันก็ทำสำเร็จ ‘การเชิดหุ่นวิญญาณ’...
ศาสตร์ที่ไม่มีใครเคยไปถึงท่ามกลางอารยธรรมเวทมนตร์ที่พัฒนาจนถึงขีดสุด
[การดัดแปลงวิญญาณ]...
ในที่สุดฉันก็สร้างเวทมนตร์ที่มีเพียงหนึ่งเดียวนี้จนสมบูรณ์
ด้วยความมุ่งมั่นที่จะลาออกจากงานให้ได้
ฉันจึงวางแผนจะส่งวิญญาณไปจุติใหม่ยังดาวเคราะห์อันห่างไกลที่พวกมันตามมาไม่ถึง
พูดอีกอย่างก็คือ
การกลับชาติมาเกิดครั้งแรกในประวัติศาสตร์
[สำเร็จ สำเร็จแล้ว! ฉันนี่มันอัจฉริยะจริงๆ!]
ทันทีที่เวทมนตร์สมบูรณ์
ฉันก็ไม่ลังเลที่จะใช้งานมัน
และในตอนที่พลังเวทที่ฉันแอบยักยอกมาทีละน้อยตลอด
10 ปี ก่อตัวเป็นขบวนอักขระใหม่ภายในถ้ำ
[!!]
พอเข้าสู่ขั้นตอนนี้
ดูเหมือนพวกผู้คุมกฎจะเพิ่งรู้ตัวว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่มันก็สายไปเสียแล้ว
ในที่สุดก็ได้ออกจากที่เฮงซวยนี่สักที!
ฉันกางหนวดทั้งสองข้างออกกว้างด้วยความปิติยินดีแล้วตะโกนลั่น
[ไอ้พวกงั่งเอ๊ย!
บริหารดาวที่เจ๊งกะบ๊งตอนไม่มีฉันให้ดีๆ ล่ะ! วะฮ่าฮ่าฮ่า!]
ไม่นาน
แสงสว่างจ้าที่บ่งบอกว่าเวทมนตร์เริ่มทำงานก็ห่อหุ้มร่างกายของฉัน
ชัยชนะ ชัยชนะที่สมบูรณ์แบบ
แม้จะเป็นการตัดสินแพ้ชนะด้วยการหนี
แต่ยังไงซะฉันก็ได้ลาออกแล้วเว้ย!
***
เวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้วนะ
นับจากความทรงจำสุดท้ายที่แสงสว่างโอบล้อมร่าง
พอสติกลับคืนมา ฉันก็ยกแผ่นหนังบางๆ
คู่หนึ่งขึ้นโดยอัตโนมัติ มันคือเปลือกตา
“อืม......”
ทิวทัศน์แรกที่เห็นเมื่อลืมตาคือเพดานสีเหลืองอ๋อย
สิ่งที่เห็นถัดมาคือวอลเปเปอร์ลายดอกไม้ที่ดูรกตา
ฉันมองไปรอบๆ
แต่ไม่เห็นสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากตัวเอง
มีแต่กำแพง กำแพง แล้วก็กำแพง
เป็นห้องที่แคบชะมัด
‘อะไรวะเนี่ย ไอ้ของน่าขยะแขยงนี่’
พอลองออกแรงขยับเพื่อควบคุมร่างกาย
ก็มีอะไรบางอย่างห้อยตอกแต็กยื่นออกมาด้านข้าง
เจ้าสิ่งยาวๆ นั่นคือก้อนโปรตีนสีเหลืองอ่อน
ปลายทรงกระบอกใหญ่มีปุ่มเล็กๆ งอกออกมาห้าอัน
มันคือนิ้วมือ
‘ยังไงก็ดูเหมือนจะสำเร็จสินะ?’
ฉันใช้เวลาปรับตัวด้วยการคลำร่างกายที่เข้ามาสิงสถิต
แน่นอนว่าไม่มีความกังวลใดๆ
อาจจะน่าห่วงที่ต้องมาตกระกำลำบากอยู่คนเดียวบนดาวต่างถิ่น
แต่ฉันไม่ใช่คนธรรมดา
ฉันคือจอมเวทที่แข็งแกร่งที่สุดที่เป็นตัวแทนของดาวบ้านเกิดเชียวนะ
จอมขมังเวทอัจฉริยะขนาดนี้จะไม่มีแผนรองรับได้ยังไง?
‘หึ สำหรับฉันแล้ว
การจุติใหม่ก็แค่เรื่องขี้ปะติ๋ว’
ก่อนอื่น
ก่อนจะร่ายเวทฉันได้กำหนดเงื่อนไขไว้ไม่กี่ข้อ
กฎข้อที่ 1 คือ พลังเวท
ต้องไปจุติในร่างของสิ่งมีชีวิตที่มีพลังเวทสูงที่สุดในดาวดวงนี้
ถ้าผ่านเงื่อนไขนี้
โดยธรรมชาติแล้วก็น่าจะได้เผ่าพันธุ์ที่มีสติปัญญาสูงที่สุดด้วย
‘ขอแค่ได้ออกจากงาน
จะไปสิงร่างสัตว์เซลล์เดียวก็ไม่เกี่ยงหรอก! ได้ขนาดนี้ก็ถือว่าวิเศษแล้ว’
ฉันลุกขึ้นจากที่นอน
ได้เวลาที่การตั้งค่าข้อถัดไปจะสำแดงฤทธิ์แล้ว
“อา อา~ โอ้ สวั, สวัสดีครับ? สวัสดีครับ”
ฉันเริ่มพูดภาษาเกาหลีได้อย่างคล่องแคล่ว
นี่เป็นอานิสงส์จากการดึงความทรงจำออกมาจากสมองของศพ
ต่อให้เป็นร่างที่ตายจนวิญญาณหลุดลอยไปแล้ว
แต่ข้อมูลที่บันทึกไว้ในสมองและหัวใจก็ไม่ได้ระเหยหายไปง่ายๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าศพนั้นยังสดใหม่อยู่
‘ขยับร่างกายได้ปกติ การแปลงภาษาก็ลื่นไหล’
แต่ทว่า......
‘แล้วทำไมถึงมีแค่นี้?’
พบปัญหาในขั้นตอนการทดสอบ
ตามแผนแล้ว
ฉันควรจะได้รับความทรงจำมาอย่างสมบูรณ์แบบชนิดที่ว่าต่อให้พ่อแม่ของศพมาเองก็ยังแยกไม่ออก
แต่ทำไมกัน?
ทำไมถึงนึกไม่ออกเลยว่าเจ้าของร่างนี้ตอนมีชีวิตอยู่เป็นคนยังไง
ความทรงจำมันขาดๆ หายๆ ไปหมด
‘โธ่เว้ย พลาดตรงไหนอีกวะเนี่ย’
ถึงเวทมนตร์จะเป็นศาสตร์ที่สร้างขึ้นจากกองซากความล้มเหลวก็เถอะ
แต่ความผิดพลาดครั้งนี้มันค่อนข้างร้ายแรงนะ
ฉันยืนนิ่งอยู่กับที่ ครุ่นคิดว่าจะเอายังไงดี
“อึก!”
โดยที่ไม่รู้เลยว่าเวลาที่เหลืออยู่ของทางนี้มีไม่มากแล้ว
“อั่ก? แค่ก!”
เพียงแค่ไม่กี่วินาทีถัดมา
เมื่ออวัยวะภายในของศพที่ถูกบังคับให้ฟื้นคืนชีพเริ่มกลับมาทำงานตามชีวภาพ
ฉันก็ต้องก้มตัวลงต่ำด้วยความเจ็บปวดกะทันหันที่แล่นพล่านมาจากส่วนลึกของช่องท้อง
มันเจ็บราวกับลำไส้ถูกฉีกกระชากแล้วราดด้วยกรดไฮโดรคลอริก
‘บ้าเอ๊ย!’
การหาสาเหตุของปัญหาไม่ใช่เรื่องยาก
อาจเป็นเพราะแรงกระแทกจากความเจ็บปวดรุนแรง
สมองเลยฉายภาพความทรงจำในอดีตให้ดูแวบหนึ่งเมื่อกี้
“เป็นศพที่อดตายสินะ!”
ร่างที่ฉันมาจุติใหม่คือศพที่หิวตาย
ให้ตายสิ... สำหรับฉันแล้ว
นี่เป็นร่างที่อยากหลีกเลี่ยงรองจากศพที่เน่าเปื่อยรุนแรงเลยนะ
‘การอดตายคือการตายอย่างทรมานเป็นเวลานาน
ความเสียหายที่สะสมไว้เลยมีมาก’
ใจจริงอยากจะร่ายเวทแก้ปัญหาทุกอย่างให้จบๆ
ไปเร็วๆ
แต่ตอนนี้ยังใช้เวทมนตร์ลำบาก
เพิ่งจะจุติใหม่
วิญญาณยังต้องการเวลาปรับตัวให้เข้ากับพลังเวทของดาวดวงนี้
‘3,600 วินาที’
ฉันนึกถึงหน่วยเวลาของโลก
แล้วก็ต้องก้มตัวงอลงไปอีกครั้ง
“อึก!”
ไม่มีแม้แต่เวลาให้คิดไตร่ตรอง
ความเจ็บปวดที่ร่างกายซึ่งเคยอดตายสร้างขึ้นนั้นเกินจินตนาการ
“ไม่สิ นี่มันชักจะ......!”
ในสถานการณ์แบบนี้คงไม่มีสมาธิทำอะไรได้
ตอนนี้เรื่องเร่งด่วนคือต้องปิดเสียงเตือนที่กำลังกรีดร้องอยู่ในกระเพาะให้ได้ก่อน
‘เจ็บจะตายอยู่แล้ว!
ขืนเป็นแบบนี้เดี๋ยวได้ตายซ้ำสองแน่!’
ฉันตัดสินใจเปิดประตูห้องนี้ออกทันที
“อึก, อุแหวะ”
หลังจากนั้นก็กัดฟันหาทางเดินเพื่อออกไปจากตึก
ต้องออกไปข้างนอก
ออกไปในที่โล่งกว้างเพื่อหาอาหารตามธรรมชาติ
‘เวทจุติใหม่ช่วยฟื้นฟูอวัยวะภายในแล้ว
พลังในการย่อยก็น่าจะกลับมาบ้าง แค่ยัดอะไรก็ได้ลงไปในกระเพาะก็พอ’
ว่าแต่ทำไมไอ้ร่างบ้านี่ถึงขยับยากเย็นขนาดนี้
วิธีเดินก็ดูดซับข้อมูลมาแล้วแน่ๆ
แต่ขาหนักอึ้งเหมือนถ่วงด้วยหินพันชั่ง
ยังดีที่ใช้เวลาไม่นานก็ออกมากลางแจ้งได้
แต่แล้วฉันก็ต้องตกตะลึงกับทิวทัศน์แรกของดาวดวงนี้ที่ได้เห็น
“แสง......?”
ต่างจากทิวทัศน์ของดาวบ้านเกิดที่พื้นผิวส่วนใหญ่เป็นของเหลว
แสงดาวส่องลงไปไม่ค่อยถึงจนมืดมิดและเป็นสีฟ้า
ที่นี่มีชั้นบรรยากาศที่อบอุ่นและแห้งสนิท
ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ฉันเผลอถูกความสว่างไสวที่ไม่เคยเห็นมาก่อนสะกดไว้ชั่วขณะ
แต่ไม่มีเวลามาดื่มด่ำกับบรรยากาศหรอกนะ
‘อ๊ะ ไม่ใช่เวลามาทำแบบนี้นี่นา’
ความหิวโหยอย่างรุนแรงทิ่มแทงกระเพาะ
ตอนนี้ต่อให้เป็นสัตว์ป่าหรืออะไรที่ยัดเข้าปากได้ก็ต้องหามาให้หมด
“อ๊าก!”
แต่ไม่กี่นาทีต่อมา
ฉันก็ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่สิ้นหวัง
ไม่มี ไม่มีของกินเลย
ไม่ว่าจะที่ไหน!
“อะไรกันเนี่ย!”
น่าตกใจที่ทุกทิศทางของที่นี่ถูกปูทับด้วยสีเทา
บนถนนที่ราบเรียบไม่เห็นสัตว์สักตัว
แม้แต่ร่องรอยของแมลงหรือพืชก็ยังหาได้ยาก
ที่นี่มีแต่ก้อนเหล็กสี่ล้อหลากสีสันเรียงรายอยู่เต็มไปหมด
‘ดาวเคราะห์บ้าบออะไรวะเนี่ย!
มิน่าเจ้าของร่างถึงได้หิวตาย!’
พื้นที่สีเขียวลดลงจากการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว......
ประโยคแบบนั้นผุดขึ้นมาในหัว
แต่ไม่มีเวลามานั่งตีความ
“อึก”
ฉันหมดแรงจนต้องคลานไปกับพื้น
พอระดับสายตาต่ำลง
ในที่สุดก็เจอแมลงตัวหนึ่งอยู่แถวยางรถยนต์ แต่ว่า...
ตัวเล็กนิดเดียว มันจะไปช่วยอะไรได้ไหมเนี่ย?
‘ดูท่าจะเสียพลังงานในการย่อยมากกว่าที่ได้คืนมาอีกมั้ง’
ในจังหวะที่กำลังลังเลว่าจะกินแมลงที่เจอดีไหม
ทันใดนั้นก็มีบางอย่างโผล่ออกมาจากตรอกที่หักมุมอยู่ไกลๆ
ผิวหนังสีเนื้อนวล เดินสองขา และหมวกสีน้ำเงิน
‘พวกเดียวกัน’
ฉันรู้ได้ทันทีว่าเขาคือประชากรของโลกใบนี้
บุคคลที่ปรากฏตัวขึ้นมีขนาดตัวเล็ก
เตี้ยจนแทบจะเอื้อมแตะกระจกมองข้างของรถที่จอดอยู่ได้แค่เฉียดๆ
ดูเหมือนจะเป็นตัวอ่อน
‘เด็ก’
คำศัพท์ที่ใช้เรียกอีกฝ่ายผุดขึ้นมาในหัวอย่างเป็นธรรมชาติ
แต่ก็แค่ชั่วครู่
สายตาของฉันไปหยุดอยู่ที่ของในมือเด็กคนนั้น
เขาถือถุงพลาสติกนิ่มๆ อยู่ในมือ
และกำลังดูดของแข็งสีส้มที่อัดแน่นอยู่ข้างในให้ละลายเข้าปาก ดังจ๊วบจ๊าบ
“อึก”
นั่นอะไรน่ะ?
ของกินแหงๆ
แถมดูท่าจะอร่อยซะด้วย...
พอคิดได้แบบนี้ก็ละสายตาไปไม่ได้เลย
“......?”
คงจะสังเกตเห็นสายตาของฉันสินะ
เด็กที่เดินผ่านมาหันมามองทางนี้แวบหนึ่ง
แล้วจู่ๆ ก็เร่งฝีเท้าขึ้น
คงคิดว่าฉันเป็นคนแปลกหน้าสินะ
เขาถึงได้รีบเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว
‘จะพุ่งไปแย่งตอนนี้ทันไหมนะ’
ในตอนที่ความคิดซึ่งแม้แต่สัตว์เดรัจฉานยังไม่ทำผุดขึ้นมาในหัวนั่นเอง
ฉันที่แอบเดินตามหลังเด็กคนนั้นต้อยๆ
ก็ค้นพบเส้นทางใหม่
โชคดีเป็นบ้า
ตรงทางโค้งนั่นมีต้นไม้สูงตระหง่านกับดอกไม้เล็กๆ อยู่
‘พืช!’
แต่ว่า พืชพวกนั้นดูท่าทางจะกินไม่ได้ยังไงชอบกล
รู้สึกเหมือนกำลังทำวิธีที่ผิดมหันต์อยู่เลยแฮะ......
น่าเสียดายที่ความทรงจำไม่สมบูรณ์
เลยไม่มีทางเลือกอื่น
ฉันคิดว่าแบบนี้ยังดีกว่าไปแย่งอาหารคนอื่น
สุดท้ายเลยก้าวไปข้างหน้าเพื่อจะเก็บพืชประหลาดนั่น
วินาทีนั้นเอง
ตูม!
เสียงกัมปนาทแปลกหูใกึกก้อง
เป็นเสียงที่ดังมาจากตรอกที่เด็กคนนั้นเพิ่งเลี้ยวเข้าไป
“หือ?”
ฉันหันขวับไปมอง
แล้วตรวจสอบจุดที่เกิดเสียงระเบิดด้วยตัวเอง
การสนใจสัญญาณอันตรายคือสัญชาตญาณร่วมของสิ่งมีชีวิต
“กรี๊ดดดด!”
พอเข้าไปในตรอกต้นเหตุ
เสียงประหลาดก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“กรี๊ดดดดดด!”
เสียงร้องนี่ไม่ใช่เสียงกรีดร้องของเด็กที่เข้าไปในตรอกเมื่อกี้
ถ้างั้นใครเป็นคนร้องล่ะ
พอมองดูดีๆ เจ้านั่นไม่ใช่คน
มันคือปีกขนาดมหึมาที่ถูกย้อมเป็นสีแดง
ดวงตาสีดำขลับเป็นมันเลื่อม
และตัวอะไรบางอย่างที่มีจงอยปากสีเหลืองยาวแหลมคม
“สัตว์ปีกเหรอ?”
“ก๊าซซซซ!”
สรุปก็คือ...
วันนี้ฉันได้มาจุติใหม่บนดาวเคราะห์ที่เรียกว่าโลก
ที่ซึ่งเดินๆ อยู่ก็สามารถเจอเจ้านกปีศาจตัวเท่าบ้านได้งั้นสิ
บัดซบเอ๊ย