Cover

1

 

บทนำ

 

แถวนี้มีใครเกลียดเงินบ้างไหม?

 

ก่อนอื่นเลย ฉันคนหนึ่งละที่ชอบมัน

 

ไม่ว่าจะเป็นที่โลกหรือที่บ้านเกิดของฉัน เงินคือสิ่งของที่เปรียบเสมือนเวทมนตร์เสมอ

 

มนุษย์เราถ้าไม่มีเงินก็ต้องตาย ดังนั้นฉันเลยตั้งหน้าตั้งตาหาเงิน

 

งานที่ฉันทำก็มีแค่นั้น

 

“ขอสักคำเถอะครับ!”

 

“ดิฉันนักข่าวอีจียองจาก YTV ค่ะ เป็นความจริงหรือเปล่าคะที่ว่าคุณจัดการเกตระดับ A ด้วยตัวคนเดียวในอดีต?”

 

“คุณนักข่าวครับ มันอันตราย อย่าดันเข้ามาข้างในสิครับ!”

 

แต่ทว่า พอตะบี้ตะบันหาเงินพวกนี้ไปเรื่อยๆ จู่ๆ ความโด่งดังมันก็ตามติดมาด้วยซะงั้น

 

ทรัพย์สินคือเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จ

 

และคนสมัยนี้ก็มักจะอยากรู้อยากเห็นเคล็ดลับความสำเร็จอยู่เสมอ

 

“มีข่าวลือว่าคุณสยบฮันเตอร์ระดับ S ได้ในเหตุการณ์ดันเจี้ยนเบรกครั้งก่อน ตกลงว่าที่ผ่านมาคุณปลอมแปลงหรือปกปิดค่าการตื่นรู้ของตัวเองจริงๆ ใช่ไหมครับ?”

 

“เหตุผลที่หลอกเรื่องระดับในการตรวจสอบการตื่นรู้คืออะไรคะ?”

 

“กรุณาตอบด้วยค่ะ!”

 

ฉันกวาดตามองเหล่านักข่าวที่มารวมตัวกัน

 

สิ่งที่ปะปนอยู่ในสายตาของพวกเขาคือความคาดหวัง ความริษยา และความอยากรู้อยากเห็น ก็ดีอยู่หรอกนะ

 

แต่ว่า......

 

ฉันมีความลับเล็กๆ อยู่ข้อหนึ่ง

 

“การปรากฏตัวของผู้ตื่นรู้ระดับสูงคนใหม่ทำให้ความคาดหวังด้านความมั่นคงของชาติพุ่งสูงขึ้น ไม่ทราบว่ามีแผนสำหรับกำหนดการในอนาคตไหมครับ?”

 

ความจริงแล้ว การที่ฉันหาเงินจากงานฮันเตอร์เฮงซวยนี่ได้ มันเป็นแค่เรื่องบังเอิญล้วนๆ

 

ไม่ใช่เพราะมีความสามารถอย่างที่ไอ้พวกที่มารวมตัวกันตรงนี้คิดหรอก...... แต่ฉันมายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้เพราะโชคกับราคาคุยอีกนิดหน่อยต่างหาก

 

ใช่

 

สรุปง่ายๆ คือ ฉันมันก็แค่ ‘ไอ้กาก’ คนหนึ่ง

 

คำถามส่วนใหญ่ที่นักข่าวถามกันอยู่ตอนนี้ ฉันเองก็ยังไม่รู้เรื่องเลยด้วยซ้ำ

 

“แผน? ถามว่ามีแผนไหมงั้นเหรอครับ?”

 

ถ้ามีโอกาสฉันก็อยากจะแก้ความเข้าใจผิดนี้อยู่หรอก

 

แต่ทว่า... ตอนนี้ฉันรู้แล้ว

 

ว่าเรื่องราวมันบานปลายจนกู่ไม่กลับเสียแล้ว

 

“ถ้ามีแผน เรื่องมันจะกลายเป็นแบบนี้เหรอครับ?”

 

“คะ?”

 

“อ๊ะ ไม่ใช่ครับ เอ่อ คือว่า สิ่งที่ผมจะทำต่อจากนี้ก็คือ...”

 

ถ้าความแตกตอนนี้ว่าจริงๆ แล้วฉันมีฝีมือพอๆ กับพวกระดับ F จะเกิดอะไรขึ้นกันนะ?

 

อย่างแรกเลย ไอ้ระดับ S ที่โดนหาว่าถูกฉันจัดการคงจะมาเป่าหัวฉันกระจุยแน่ๆ ใช่ไหม?

 

แล้วไอ้หมอนั่น ไอ้คนที่บอกว่าเป็นอันดับ 1 ที่เคยเข้าเกตด้วยกันจนกลายเป็นศัตรู มันจะยอมปล่อยฉันไว้เฉยๆ เรอะ?

 

“อืม”

 

แต่ถึงจะปล่อยให้คนเข้าใจผิดต่อไป ฉันก็คงตายเพราะงานฮันเตอร์อยู่ดี......

 

“ขอไม่ออกความเห็นครับ”

 

ฉันนึกถึงอนาคตหลากหลายรูปแบบแล้วตอบออกไปสั้นๆ

 

ทันทีที่สิ้นเสียงคำตอบ เสียงชัตเตอร์ก็รัวกระหน่ำเข้ามาอีกครั้ง

 

พวกนักข่าวยังคงยิงคำถามต่ออีกหลายข้อ แต่ก็ไม่ได้คำตอบที่มีสาระอะไรกลับไป

 

เพราะยังไงซะ ไม่ว่าพรุ่งนี้ข่าวของทางนี้จะออกไปแบบไหน มันก็บรรลัยพอกัน

 

[ขอไม่ออกความเห็นเว้ย ไอ้พวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเอ๊ย]

 

ไม่ว่าจะความแตกเรื่องเป็นยอดฝีมือที่ซ่อนเร้น!

 

หรือความแตกเรื่องเป็นผู้มีพลังระดับขยะ!

 

ฉันคงมีชีวิตอยู่บนดาวเคราะห์เน่าๆ ดวงนี้ได้อีกไม่นาน

 

ในจังหวะที่ไฟแฟลชจากกล้องของนักข่าวส่องแสงวาบ

 

ฉันปิดเปลือกตาทั้งสองข้างลงแน่น แล้วจมดิ่งสู่ความทรงจำในอดีต

 

ชีวิตใหม่ที่เริ่มต้นด้วยความหวัง มันผิดพลาดตรงไหนกันนะ ฉันแค่อยากจะทบทวนหาสาเหตุสักหน่อย

 

***

 

ตอนที่ 1 การจุติใหม่

 

จนถึงเมื่อไม่นานมานี้ ฉันเป็นประชากรของระบบดาวคู่แห่งหนึ่ง

 

ดาวเคราะห์ที่เรียกว่า ‘อัลฟารี’ คือบ้านเกิดของฉัน และฉันก็รับหน้าที่สำคัญมากในที่แห่งนั้น

 

แต่ตอนนี้ตำแหน่งพรรค์นั้นจะไปสำคัญอะไร ประเด็นสำคัญจริงๆ คือจู่ๆ ฉันก็มีความคิดนี้ผุดขึ้นมาต่างหาก

 

[ต้องลาออกจากงานเฮงซวยนี่สักที]

 

รู้ไหมว่าฉันอยู่ที่นั่นได้รับการปฏิบัติยังไง?

 

งานที่ทำถูกมองว่าเป็นงานจิตอาสาประเภทหนึ่ง ทำงานให้ตายก็ไม่ได้เงิน แต่ต้องเข้างานโดยไม่มีวันหยุดตลอด 640 วันต่อปี แถมพอเทคโนโลยีพัฒนาจนไม่ต้องนอนหลับ ก็ต้องทำงานล่วงเวลาชนิดที่เรียกว่าทำแทนหายใจ

 

[แม่งเอ๊ย]

 

แน่ล่ะว่าต้องสบถออกมา

 

เอาเป็นว่า

 

ฉันตัดสินใจที่จะลาออก

 

ทว่า ก่อนจะลาออกมันมีปัญหาอยู่สองสามอย่าง

 

อย่างแรก นี่ไม่ใช่งานที่นึกจะออกก็ออกได้ตามใจชอบ พวกเบื้องบนวางข้อจำกัดไว้ไม่ให้หนีงาน

 

ถ้าพยายามจะใช้เวทมนตร์เคลื่อนย้ายพริบตา สมองก็จะโดนช็อตด้วยไฟฟ้า

 

และต่อให้หนีออกจากที่ทำงานได้สำเร็จ ทั่วทั้งดาวก็อยู่ในกำมือของผู้ปกครองจนไม่มีที่ให้ซ่อนตัว

 

เคยคิดอยู่เหมือนกันว่าจะฆ่าหัวหน้างานทิ้งไปเลยดีไหม

 

แต่ฉันถูกสร้างมาให้ไม่สามารถทำร้ายชาวดาวเดียวกันได้... อย่างเด็ดขาด

 

[ขอบเขตมันครอบคลุมถึงตัวเองด้วยสิ จะฆ่าตัวตายยังยากเลย]

 

ฉันขบคิดหาวิธีลาออกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

และในระหว่างนั้น ฉันก็ได้สังเกตเห็นจุดสำคัญว่า เทคโนโลยีเวทมนตร์ของบ้านเกิดเรายังไม่สามารถจัดการกับ ‘วิญญาณ’ ได้

 

[ใช่แล้ว ไหนขอดูหน่อย ถึงเวทมนตร์ศาสตร์จะก้าวหน้าแค่ไหน แต่ก็ยังไม่มีใครถอดรหัสวิญญาณได้นี่นา เป็นเรื่องธรรมดาที่จะร่ายเวทใส่แนวคิดที่ไม่รู้องค์ประกอบไม่ได้]

 

ตามตรรกะนี้ ข้อจำกัดของฉันพูดกันตามตรงก็แค่ผูกติดอยู่กับพิกัดที่เรียกว่า ‘ร่างกาย’......

 

พอคิดได้แบบนั้น ก็ได้ข้อสรุปออกมาอย่างหนึ่ง

 

[งั้น วิญญาณก็หนีไปได้อย่างอิสระสินะ......?]

 

จากความคิดริเริ่มนั้น กินเวลาไป 10 ปีพอดีเป๊ะ

 

กว่าจะผ่านไป 10 ปี

 

ในที่สุดฉันก็ทำสำเร็จ ‘การเชิดหุ่นวิญญาณ’... ศาสตร์ที่ไม่มีใครเคยไปถึงท่ามกลางอารยธรรมเวทมนตร์ที่พัฒนาจนถึงขีดสุด

 

[การดัดแปลงวิญญาณ]...

 

ในที่สุดฉันก็สร้างเวทมนตร์ที่มีเพียงหนึ่งเดียวนี้จนสมบูรณ์

 

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะลาออกจากงานให้ได้ ฉันจึงวางแผนจะส่งวิญญาณไปจุติใหม่ยังดาวเคราะห์อันห่างไกลที่พวกมันตามมาไม่ถึง

 

พูดอีกอย่างก็คือ การกลับชาติมาเกิดครั้งแรกในประวัติศาสตร์

 

[สำเร็จ สำเร็จแล้ว! ฉันนี่มันอัจฉริยะจริงๆ!]

 

ทันทีที่เวทมนตร์สมบูรณ์ ฉันก็ไม่ลังเลที่จะใช้งานมัน

 

และในตอนที่พลังเวทที่ฉันแอบยักยอกมาทีละน้อยตลอด 10 ปี ก่อตัวเป็นขบวนอักขระใหม่ภายในถ้ำ

 

[!!]

 

พอเข้าสู่ขั้นตอนนี้ ดูเหมือนพวกผู้คุมกฎจะเพิ่งรู้ตัวว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่มันก็สายไปเสียแล้ว

 

ในที่สุดก็ได้ออกจากที่เฮงซวยนี่สักที!

 

ฉันกางหนวดทั้งสองข้างออกกว้างด้วยความปิติยินดีแล้วตะโกนลั่น

 

[ไอ้พวกงั่งเอ๊ย! บริหารดาวที่เจ๊งกะบ๊งตอนไม่มีฉันให้ดีๆ ล่ะ! วะฮ่าฮ่าฮ่า!]

 

ไม่นาน แสงสว่างจ้าที่บ่งบอกว่าเวทมนตร์เริ่มทำงานก็ห่อหุ้มร่างกายของฉัน

 

ชัยชนะ ชัยชนะที่สมบูรณ์แบบ

 

แม้จะเป็นการตัดสินแพ้ชนะด้วยการหนี แต่ยังไงซะฉันก็ได้ลาออกแล้วเว้ย!

 

***

 

เวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้วนะ นับจากความทรงจำสุดท้ายที่แสงสว่างโอบล้อมร่าง

 

พอสติกลับคืนมา ฉันก็ยกแผ่นหนังบางๆ คู่หนึ่งขึ้นโดยอัตโนมัติ มันคือเปลือกตา

 

“อืม......”

 

ทิวทัศน์แรกที่เห็นเมื่อลืมตาคือเพดานสีเหลืองอ๋อย

 

สิ่งที่เห็นถัดมาคือวอลเปเปอร์ลายดอกไม้ที่ดูรกตา

 

ฉันมองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากตัวเอง

 

มีแต่กำแพง กำแพง แล้วก็กำแพง

 

เป็นห้องที่แคบชะมัด

 

‘อะไรวะเนี่ย ไอ้ของน่าขยะแขยงนี่’

 

พอลองออกแรงขยับเพื่อควบคุมร่างกาย ก็มีอะไรบางอย่างห้อยตอกแต็กยื่นออกมาด้านข้าง

 

เจ้าสิ่งยาวๆ นั่นคือก้อนโปรตีนสีเหลืองอ่อน ปลายทรงกระบอกใหญ่มีปุ่มเล็กๆ งอกออกมาห้าอัน

 

มันคือนิ้วมือ

 

‘ยังไงก็ดูเหมือนจะสำเร็จสินะ?’

 

ฉันใช้เวลาปรับตัวด้วยการคลำร่างกายที่เข้ามาสิงสถิต

 

แน่นอนว่าไม่มีความกังวลใดๆ

 

อาจจะน่าห่วงที่ต้องมาตกระกำลำบากอยู่คนเดียวบนดาวต่างถิ่น

 

แต่ฉันไม่ใช่คนธรรมดา ฉันคือจอมเวทที่แข็งแกร่งที่สุดที่เป็นตัวแทนของดาวบ้านเกิดเชียวนะ

 

จอมขมังเวทอัจฉริยะขนาดนี้จะไม่มีแผนรองรับได้ยังไง?

 

‘หึ สำหรับฉันแล้ว การจุติใหม่ก็แค่เรื่องขี้ปะติ๋ว’

 

ก่อนอื่น ก่อนจะร่ายเวทฉันได้กำหนดเงื่อนไขไว้ไม่กี่ข้อ

 

กฎข้อที่ 1 คือ พลังเวท

 

ต้องไปจุติในร่างของสิ่งมีชีวิตที่มีพลังเวทสูงที่สุดในดาวดวงนี้

 

ถ้าผ่านเงื่อนไขนี้ โดยธรรมชาติแล้วก็น่าจะได้เผ่าพันธุ์ที่มีสติปัญญาสูงที่สุดด้วย

 

‘ขอแค่ได้ออกจากงาน จะไปสิงร่างสัตว์เซลล์เดียวก็ไม่เกี่ยงหรอก! ได้ขนาดนี้ก็ถือว่าวิเศษแล้ว’

 

ฉันลุกขึ้นจากที่นอน

 

ได้เวลาที่การตั้งค่าข้อถัดไปจะสำแดงฤทธิ์แล้ว

 

“อา อา~ โอ้ สวั, สวัสดีครับ? สวัสดีครับ”

 

ฉันเริ่มพูดภาษาเกาหลีได้อย่างคล่องแคล่ว นี่เป็นอานิสงส์จากการดึงความทรงจำออกมาจากสมองของศพ

 

ต่อให้เป็นร่างที่ตายจนวิญญาณหลุดลอยไปแล้ว แต่ข้อมูลที่บันทึกไว้ในสมองและหัวใจก็ไม่ได้ระเหยหายไปง่ายๆ

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าศพนั้นยังสดใหม่อยู่

 

‘ขยับร่างกายได้ปกติ การแปลงภาษาก็ลื่นไหล’

 

แต่ทว่า......

 

‘แล้วทำไมถึงมีแค่นี้?’

 

พบปัญหาในขั้นตอนการทดสอบ

 

ตามแผนแล้ว ฉันควรจะได้รับความทรงจำมาอย่างสมบูรณ์แบบชนิดที่ว่าต่อให้พ่อแม่ของศพมาเองก็ยังแยกไม่ออก

 

แต่ทำไมกัน?

 

ทำไมถึงนึกไม่ออกเลยว่าเจ้าของร่างนี้ตอนมีชีวิตอยู่เป็นคนยังไง

 

ความทรงจำมันขาดๆ หายๆ ไปหมด

 

‘โธ่เว้ย พลาดตรงไหนอีกวะเนี่ย’

 

ถึงเวทมนตร์จะเป็นศาสตร์ที่สร้างขึ้นจากกองซากความล้มเหลวก็เถอะ แต่ความผิดพลาดครั้งนี้มันค่อนข้างร้ายแรงนะ

 

ฉันยืนนิ่งอยู่กับที่ ครุ่นคิดว่าจะเอายังไงดี

 

“อึก!”

 

โดยที่ไม่รู้เลยว่าเวลาที่เหลืออยู่ของทางนี้มีไม่มากแล้ว

 

“อั่ก? แค่ก!”

 

เพียงแค่ไม่กี่วินาทีถัดมา

 

เมื่ออวัยวะภายในของศพที่ถูกบังคับให้ฟื้นคืนชีพเริ่มกลับมาทำงานตามชีวภาพ

 

ฉันก็ต้องก้มตัวลงต่ำด้วยความเจ็บปวดกะทันหันที่แล่นพล่านมาจากส่วนลึกของช่องท้อง มันเจ็บราวกับลำไส้ถูกฉีกกระชากแล้วราดด้วยกรดไฮโดรคลอริก

 

‘บ้าเอ๊ย!’

 

การหาสาเหตุของปัญหาไม่ใช่เรื่องยาก

 

อาจเป็นเพราะแรงกระแทกจากความเจ็บปวดรุนแรง สมองเลยฉายภาพความทรงจำในอดีตให้ดูแวบหนึ่งเมื่อกี้

 

“เป็นศพที่อดตายสินะ!”

 

ร่างที่ฉันมาจุติใหม่คือศพที่หิวตาย

 

ให้ตายสิ... สำหรับฉันแล้ว นี่เป็นร่างที่อยากหลีกเลี่ยงรองจากศพที่เน่าเปื่อยรุนแรงเลยนะ

 

‘การอดตายคือการตายอย่างทรมานเป็นเวลานาน ความเสียหายที่สะสมไว้เลยมีมาก’

 

ใจจริงอยากจะร่ายเวทแก้ปัญหาทุกอย่างให้จบๆ ไปเร็วๆ

 

แต่ตอนนี้ยังใช้เวทมนตร์ลำบาก

 

เพิ่งจะจุติใหม่ วิญญาณยังต้องการเวลาปรับตัวให้เข้ากับพลังเวทของดาวดวงนี้

 

‘3,600 วินาที’

 

ฉันนึกถึงหน่วยเวลาของโลก แล้วก็ต้องก้มตัวงอลงไปอีกครั้ง

 

“อึก!”

 

ไม่มีแม้แต่เวลาให้คิดไตร่ตรอง ความเจ็บปวดที่ร่างกายซึ่งเคยอดตายสร้างขึ้นนั้นเกินจินตนาการ

 

“ไม่สิ นี่มันชักจะ......!”

 

ในสถานการณ์แบบนี้คงไม่มีสมาธิทำอะไรได้

 

ตอนนี้เรื่องเร่งด่วนคือต้องปิดเสียงเตือนที่กำลังกรีดร้องอยู่ในกระเพาะให้ได้ก่อน

 

‘เจ็บจะตายอยู่แล้ว! ขืนเป็นแบบนี้เดี๋ยวได้ตายซ้ำสองแน่!’

 

ฉันตัดสินใจเปิดประตูห้องนี้ออกทันที

 

“อึก, อุแหวะ”

 

หลังจากนั้นก็กัดฟันหาทางเดินเพื่อออกไปจากตึก

 

ต้องออกไปข้างนอก ออกไปในที่โล่งกว้างเพื่อหาอาหารตามธรรมชาติ

 

‘เวทจุติใหม่ช่วยฟื้นฟูอวัยวะภายในแล้ว พลังในการย่อยก็น่าจะกลับมาบ้าง แค่ยัดอะไรก็ได้ลงไปในกระเพาะก็พอ’

 

ว่าแต่ทำไมไอ้ร่างบ้านี่ถึงขยับยากเย็นขนาดนี้

 

วิธีเดินก็ดูดซับข้อมูลมาแล้วแน่ๆ แต่ขาหนักอึ้งเหมือนถ่วงด้วยหินพันชั่ง

 

ยังดีที่ใช้เวลาไม่นานก็ออกมากลางแจ้งได้

 

แต่แล้วฉันก็ต้องตกตะลึงกับทิวทัศน์แรกของดาวดวงนี้ที่ได้เห็น

 

“แสง......?”

 

ต่างจากทิวทัศน์ของดาวบ้านเกิดที่พื้นผิวส่วนใหญ่เป็นของเหลว แสงดาวส่องลงไปไม่ค่อยถึงจนมืดมิดและเป็นสีฟ้า

 

ที่นี่มีชั้นบรรยากาศที่อบอุ่นและแห้งสนิท ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

ฉันเผลอถูกความสว่างไสวที่ไม่เคยเห็นมาก่อนสะกดไว้ชั่วขณะ แต่ไม่มีเวลามาดื่มด่ำกับบรรยากาศหรอกนะ

 

‘อ๊ะ ไม่ใช่เวลามาทำแบบนี้นี่นา’

 

ความหิวโหยอย่างรุนแรงทิ่มแทงกระเพาะ ตอนนี้ต่อให้เป็นสัตว์ป่าหรืออะไรที่ยัดเข้าปากได้ก็ต้องหามาให้หมด

 

“อ๊าก!”

 

แต่ไม่กี่นาทีต่อมา ฉันก็ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่สิ้นหวัง

 

ไม่มี ไม่มีของกินเลย

 

ไม่ว่าจะที่ไหน!

 

“อะไรกันเนี่ย!”

 

น่าตกใจที่ทุกทิศทางของที่นี่ถูกปูทับด้วยสีเทา

 

บนถนนที่ราบเรียบไม่เห็นสัตว์สักตัว แม้แต่ร่องรอยของแมลงหรือพืชก็ยังหาได้ยาก

 

ที่นี่มีแต่ก้อนเหล็กสี่ล้อหลากสีสันเรียงรายอยู่เต็มไปหมด

 

‘ดาวเคราะห์บ้าบออะไรวะเนี่ย! มิน่าเจ้าของร่างถึงได้หิวตาย!’

 

พื้นที่สีเขียวลดลงจากการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว......

 

ประโยคแบบนั้นผุดขึ้นมาในหัว แต่ไม่มีเวลามานั่งตีความ

 

“อึก”

 

ฉันหมดแรงจนต้องคลานไปกับพื้น

 

พอระดับสายตาต่ำลง ในที่สุดก็เจอแมลงตัวหนึ่งอยู่แถวยางรถยนต์ แต่ว่า...

 

ตัวเล็กนิดเดียว มันจะไปช่วยอะไรได้ไหมเนี่ย?

 

‘ดูท่าจะเสียพลังงานในการย่อยมากกว่าที่ได้คืนมาอีกมั้ง’

 

ในจังหวะที่กำลังลังเลว่าจะกินแมลงที่เจอดีไหม ทันใดนั้นก็มีบางอย่างโผล่ออกมาจากตรอกที่หักมุมอยู่ไกลๆ

 

ผิวหนังสีเนื้อนวล เดินสองขา และหมวกสีน้ำเงิน

 

‘พวกเดียวกัน’

 

ฉันรู้ได้ทันทีว่าเขาคือประชากรของโลกใบนี้

 

บุคคลที่ปรากฏตัวขึ้นมีขนาดตัวเล็ก เตี้ยจนแทบจะเอื้อมแตะกระจกมองข้างของรถที่จอดอยู่ได้แค่เฉียดๆ

 

ดูเหมือนจะเป็นตัวอ่อน

 

‘เด็ก’

 

คำศัพท์ที่ใช้เรียกอีกฝ่ายผุดขึ้นมาในหัวอย่างเป็นธรรมชาติ

 

แต่ก็แค่ชั่วครู่

 

สายตาของฉันไปหยุดอยู่ที่ของในมือเด็กคนนั้น

 

เขาถือถุงพลาสติกนิ่มๆ อยู่ในมือ และกำลังดูดของแข็งสีส้มที่อัดแน่นอยู่ข้างในให้ละลายเข้าปาก ดังจ๊วบจ๊าบ

 

“อึก”

 

นั่นอะไรน่ะ?

 

ของกินแหงๆ

 

แถมดูท่าจะอร่อยซะด้วย... พอคิดได้แบบนี้ก็ละสายตาไปไม่ได้เลย

 

“......?”

 

คงจะสังเกตเห็นสายตาของฉันสินะ

 

เด็กที่เดินผ่านมาหันมามองทางนี้แวบหนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็เร่งฝีเท้าขึ้น

 

คงคิดว่าฉันเป็นคนแปลกหน้าสินะ เขาถึงได้รีบเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว

 

‘จะพุ่งไปแย่งตอนนี้ทันไหมนะ’

 

ในตอนที่ความคิดซึ่งแม้แต่สัตว์เดรัจฉานยังไม่ทำผุดขึ้นมาในหัวนั่นเอง

 

ฉันที่แอบเดินตามหลังเด็กคนนั้นต้อยๆ ก็ค้นพบเส้นทางใหม่

 

โชคดีเป็นบ้า ตรงทางโค้งนั่นมีต้นไม้สูงตระหง่านกับดอกไม้เล็กๆ อยู่

 

‘พืช!’

 

แต่ว่า พืชพวกนั้นดูท่าทางจะกินไม่ได้ยังไงชอบกล

 

รู้สึกเหมือนกำลังทำวิธีที่ผิดมหันต์อยู่เลยแฮะ......

 

น่าเสียดายที่ความทรงจำไม่สมบูรณ์ เลยไม่มีทางเลือกอื่น

 

ฉันคิดว่าแบบนี้ยังดีกว่าไปแย่งอาหารคนอื่น สุดท้ายเลยก้าวไปข้างหน้าเพื่อจะเก็บพืชประหลาดนั่น

 

วินาทีนั้นเอง

 

ตูม!

 

เสียงกัมปนาทแปลกหูใกึกก้อง

 

เป็นเสียงที่ดังมาจากตรอกที่เด็กคนนั้นเพิ่งเลี้ยวเข้าไป

 

“หือ?”

 

ฉันหันขวับไปมอง แล้วตรวจสอบจุดที่เกิดเสียงระเบิดด้วยตัวเอง

 

การสนใจสัญญาณอันตรายคือสัญชาตญาณร่วมของสิ่งมีชีวิต

 

“กรี๊ดดดด!”

 

พอเข้าไปในตรอกต้นเหตุ เสียงประหลาดก็ดังขึ้นอีกครั้ง

 

“กรี๊ดดดดดด!”

 

เสียงร้องนี่ไม่ใช่เสียงกรีดร้องของเด็กที่เข้าไปในตรอกเมื่อกี้

 

ถ้างั้นใครเป็นคนร้องล่ะ

 

พอมองดูดีๆ เจ้านั่นไม่ใช่คน

 

มันคือปีกขนาดมหึมาที่ถูกย้อมเป็นสีแดง

 

ดวงตาสีดำขลับเป็นมันเลื่อม

 

และตัวอะไรบางอย่างที่มีจงอยปากสีเหลืองยาวแหลมคม

 

“สัตว์ปีกเหรอ?”

 

“ก๊าซซซซ!”

 

สรุปก็คือ...

 

วันนี้ฉันได้มาจุติใหม่บนดาวเคราะห์ที่เรียกว่าโลก ที่ซึ่งเดินๆ อยู่ก็สามารถเจอเจ้านกปีศาจตัวเท่าบ้านได้งั้นสิ

 

บัดซบเอ๊ย

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

1

20px

 

บทนำ

 

แถวนี้มีใครเกลียดเงินบ้างไหม?

 

ก่อนอื่นเลย ฉันคนหนึ่งละที่ชอบมัน

 

ไม่ว่าจะเป็นที่โลกหรือที่บ้านเกิดของฉัน เงินคือสิ่งของที่เปรียบเสมือนเวทมนตร์เสมอ

 

มนุษย์เราถ้าไม่มีเงินก็ต้องตาย ดังนั้นฉันเลยตั้งหน้าตั้งตาหาเงิน

 

งานที่ฉันทำก็มีแค่นั้น

 

“ขอสักคำเถอะครับ!”

 

“ดิฉันนักข่าวอีจียองจาก YTV ค่ะ เป็นความจริงหรือเปล่าคะที่ว่าคุณจัดการเกตระดับ A ด้วยตัวคนเดียวในอดีต?”

 

“คุณนักข่าวครับ มันอันตราย อย่าดันเข้ามาข้างในสิครับ!”

 

แต่ทว่า พอตะบี้ตะบันหาเงินพวกนี้ไปเรื่อยๆ จู่ๆ ความโด่งดังมันก็ตามติดมาด้วยซะงั้น

 

ทรัพย์สินคือเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จ

 

และคนสมัยนี้ก็มักจะอยากรู้อยากเห็นเคล็ดลับความสำเร็จอยู่เสมอ

 

“มีข่าวลือว่าคุณสยบฮันเตอร์ระดับ S ได้ในเหตุการณ์ดันเจี้ยนเบรกครั้งก่อน ตกลงว่าที่ผ่านมาคุณปลอมแปลงหรือปกปิดค่าการตื่นรู้ของตัวเองจริงๆ ใช่ไหมครับ?”

 

“เหตุผลที่หลอกเรื่องระดับในการตรวจสอบการตื่นรู้คืออะไรคะ?”

 

“กรุณาตอบด้วยค่ะ!”

 

ฉันกวาดตามองเหล่านักข่าวที่มารวมตัวกัน

 

สิ่งที่ปะปนอยู่ในสายตาของพวกเขาคือความคาดหวัง ความริษยา และความอยากรู้อยากเห็น ก็ดีอยู่หรอกนะ

 

แต่ว่า......

 

ฉันมีความลับเล็กๆ อยู่ข้อหนึ่ง

 

“การปรากฏตัวของผู้ตื่นรู้ระดับสูงคนใหม่ทำให้ความคาดหวังด้านความมั่นคงของชาติพุ่งสูงขึ้น ไม่ทราบว่ามีแผนสำหรับกำหนดการในอนาคตไหมครับ?”

 

ความจริงแล้ว การที่ฉันหาเงินจากงานฮันเตอร์เฮงซวยนี่ได้ มันเป็นแค่เรื่องบังเอิญล้วนๆ

 

ไม่ใช่เพราะมีความสามารถอย่างที่ไอ้พวกที่มารวมตัวกันตรงนี้คิดหรอก...... แต่ฉันมายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้เพราะโชคกับราคาคุยอีกนิดหน่อยต่างหาก

 

ใช่

 

สรุปง่ายๆ คือ ฉันมันก็แค่ ‘ไอ้กาก’ คนหนึ่ง

 

คำถามส่วนใหญ่ที่นักข่าวถามกันอยู่ตอนนี้ ฉันเองก็ยังไม่รู้เรื่องเลยด้วยซ้ำ

 

“แผน? ถามว่ามีแผนไหมงั้นเหรอครับ?”

 

ถ้ามีโอกาสฉันก็อยากจะแก้ความเข้าใจผิดนี้อยู่หรอก

 

แต่ทว่า... ตอนนี้ฉันรู้แล้ว

 

ว่าเรื่องราวมันบานปลายจนกู่ไม่กลับเสียแล้ว

 

“ถ้ามีแผน เรื่องมันจะกลายเป็นแบบนี้เหรอครับ?”

 

“คะ?”

 

“อ๊ะ ไม่ใช่ครับ เอ่อ คือว่า สิ่งที่ผมจะทำต่อจากนี้ก็คือ...”

 

ถ้าความแตกตอนนี้ว่าจริงๆ แล้วฉันมีฝีมือพอๆ กับพวกระดับ F จะเกิดอะไรขึ้นกันนะ?

 

อย่างแรกเลย ไอ้ระดับ S ที่โดนหาว่าถูกฉันจัดการคงจะมาเป่าหัวฉันกระจุยแน่ๆ ใช่ไหม?

 

แล้วไอ้หมอนั่น ไอ้คนที่บอกว่าเป็นอันดับ 1 ที่เคยเข้าเกตด้วยกันจนกลายเป็นศัตรู มันจะยอมปล่อยฉันไว้เฉยๆ เรอะ?

 

“อืม”

 

แต่ถึงจะปล่อยให้คนเข้าใจผิดต่อไป ฉันก็คงตายเพราะงานฮันเตอร์อยู่ดี......

 

“ขอไม่ออกความเห็นครับ”

 

ฉันนึกถึงอนาคตหลากหลายรูปแบบแล้วตอบออกไปสั้นๆ

 

ทันทีที่สิ้นเสียงคำตอบ เสียงชัตเตอร์ก็รัวกระหน่ำเข้ามาอีกครั้ง

 

พวกนักข่าวยังคงยิงคำถามต่ออีกหลายข้อ แต่ก็ไม่ได้คำตอบที่มีสาระอะไรกลับไป

 

เพราะยังไงซะ ไม่ว่าพรุ่งนี้ข่าวของทางนี้จะออกไปแบบไหน มันก็บรรลัยพอกัน

 

[ขอไม่ออกความเห็นเว้ย ไอ้พวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเอ๊ย]

 

ไม่ว่าจะความแตกเรื่องเป็นยอดฝีมือที่ซ่อนเร้น!

 

หรือความแตกเรื่องเป็นผู้มีพลังระดับขยะ!

 

ฉันคงมีชีวิตอยู่บนดาวเคราะห์เน่าๆ ดวงนี้ได้อีกไม่นาน

 

ในจังหวะที่ไฟแฟลชจากกล้องของนักข่าวส่องแสงวาบ

 

ฉันปิดเปลือกตาทั้งสองข้างลงแน่น แล้วจมดิ่งสู่ความทรงจำในอดีต

 

ชีวิตใหม่ที่เริ่มต้นด้วยความหวัง มันผิดพลาดตรงไหนกันนะ ฉันแค่อยากจะทบทวนหาสาเหตุสักหน่อย

 

***

 

ตอนที่ 1 การจุติใหม่

 

จนถึงเมื่อไม่นานมานี้ ฉันเป็นประชากรของระบบดาวคู่แห่งหนึ่ง

 

ดาวเคราะห์ที่เรียกว่า ‘อัลฟารี’ คือบ้านเกิดของฉัน และฉันก็รับหน้าที่สำคัญมากในที่แห่งนั้น

 

แต่ตอนนี้ตำแหน่งพรรค์นั้นจะไปสำคัญอะไร ประเด็นสำคัญจริงๆ คือจู่ๆ ฉันก็มีความคิดนี้ผุดขึ้นมาต่างหาก

 

[ต้องลาออกจากงานเฮงซวยนี่สักที]

 

รู้ไหมว่าฉันอยู่ที่นั่นได้รับการปฏิบัติยังไง?

 

งานที่ทำถูกมองว่าเป็นงานจิตอาสาประเภทหนึ่ง ทำงานให้ตายก็ไม่ได้เงิน แต่ต้องเข้างานโดยไม่มีวันหยุดตลอด 640 วันต่อปี แถมพอเทคโนโลยีพัฒนาจนไม่ต้องนอนหลับ ก็ต้องทำงานล่วงเวลาชนิดที่เรียกว่าทำแทนหายใจ

 

[แม่งเอ๊ย]

 

แน่ล่ะว่าต้องสบถออกมา

 

เอาเป็นว่า

 

ฉันตัดสินใจที่จะลาออก

 

ทว่า ก่อนจะลาออกมันมีปัญหาอยู่สองสามอย่าง

 

อย่างแรก นี่ไม่ใช่งานที่นึกจะออกก็ออกได้ตามใจชอบ พวกเบื้องบนวางข้อจำกัดไว้ไม่ให้หนีงาน

 

ถ้าพยายามจะใช้เวทมนตร์เคลื่อนย้ายพริบตา สมองก็จะโดนช็อตด้วยไฟฟ้า

 

และต่อให้หนีออกจากที่ทำงานได้สำเร็จ ทั่วทั้งดาวก็อยู่ในกำมือของผู้ปกครองจนไม่มีที่ให้ซ่อนตัว

 

เคยคิดอยู่เหมือนกันว่าจะฆ่าหัวหน้างานทิ้งไปเลยดีไหม

 

แต่ฉันถูกสร้างมาให้ไม่สามารถทำร้ายชาวดาวเดียวกันได้... อย่างเด็ดขาด

 

[ขอบเขตมันครอบคลุมถึงตัวเองด้วยสิ จะฆ่าตัวตายยังยากเลย]

 

ฉันขบคิดหาวิธีลาออกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

และในระหว่างนั้น ฉันก็ได้สังเกตเห็นจุดสำคัญว่า เทคโนโลยีเวทมนตร์ของบ้านเกิดเรายังไม่สามารถจัดการกับ ‘วิญญาณ’ ได้

 

[ใช่แล้ว ไหนขอดูหน่อย ถึงเวทมนตร์ศาสตร์จะก้าวหน้าแค่ไหน แต่ก็ยังไม่มีใครถอดรหัสวิญญาณได้นี่นา เป็นเรื่องธรรมดาที่จะร่ายเวทใส่แนวคิดที่ไม่รู้องค์ประกอบไม่ได้]

 

ตามตรรกะนี้ ข้อจำกัดของฉันพูดกันตามตรงก็แค่ผูกติดอยู่กับพิกัดที่เรียกว่า ‘ร่างกาย’......

 

พอคิดได้แบบนั้น ก็ได้ข้อสรุปออกมาอย่างหนึ่ง

 

[งั้น วิญญาณก็หนีไปได้อย่างอิสระสินะ......?]

 

จากความคิดริเริ่มนั้น กินเวลาไป 10 ปีพอดีเป๊ะ

 

กว่าจะผ่านไป 10 ปี

 

ในที่สุดฉันก็ทำสำเร็จ ‘การเชิดหุ่นวิญญาณ’... ศาสตร์ที่ไม่มีใครเคยไปถึงท่ามกลางอารยธรรมเวทมนตร์ที่พัฒนาจนถึงขีดสุด

 

[การดัดแปลงวิญญาณ]...

 

ในที่สุดฉันก็สร้างเวทมนตร์ที่มีเพียงหนึ่งเดียวนี้จนสมบูรณ์

 

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะลาออกจากงานให้ได้ ฉันจึงวางแผนจะส่งวิญญาณไปจุติใหม่ยังดาวเคราะห์อันห่างไกลที่พวกมันตามมาไม่ถึง

 

พูดอีกอย่างก็คือ การกลับชาติมาเกิดครั้งแรกในประวัติศาสตร์

 

[สำเร็จ สำเร็จแล้ว! ฉันนี่มันอัจฉริยะจริงๆ!]

 

ทันทีที่เวทมนตร์สมบูรณ์ ฉันก็ไม่ลังเลที่จะใช้งานมัน

 

และในตอนที่พลังเวทที่ฉันแอบยักยอกมาทีละน้อยตลอด 10 ปี ก่อตัวเป็นขบวนอักขระใหม่ภายในถ้ำ

 

[!!]

 

พอเข้าสู่ขั้นตอนนี้ ดูเหมือนพวกผู้คุมกฎจะเพิ่งรู้ตัวว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่มันก็สายไปเสียแล้ว

 

ในที่สุดก็ได้ออกจากที่เฮงซวยนี่สักที!

 

ฉันกางหนวดทั้งสองข้างออกกว้างด้วยความปิติยินดีแล้วตะโกนลั่น

 

[ไอ้พวกงั่งเอ๊ย! บริหารดาวที่เจ๊งกะบ๊งตอนไม่มีฉันให้ดีๆ ล่ะ! วะฮ่าฮ่าฮ่า!]

 

ไม่นาน แสงสว่างจ้าที่บ่งบอกว่าเวทมนตร์เริ่มทำงานก็ห่อหุ้มร่างกายของฉัน

 

ชัยชนะ ชัยชนะที่สมบูรณ์แบบ

 

แม้จะเป็นการตัดสินแพ้ชนะด้วยการหนี แต่ยังไงซะฉันก็ได้ลาออกแล้วเว้ย!

 

***

 

เวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้วนะ นับจากความทรงจำสุดท้ายที่แสงสว่างโอบล้อมร่าง

 

พอสติกลับคืนมา ฉันก็ยกแผ่นหนังบางๆ คู่หนึ่งขึ้นโดยอัตโนมัติ มันคือเปลือกตา

 

“อืม......”

 

ทิวทัศน์แรกที่เห็นเมื่อลืมตาคือเพดานสีเหลืองอ๋อย

 

สิ่งที่เห็นถัดมาคือวอลเปเปอร์ลายดอกไม้ที่ดูรกตา

 

ฉันมองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากตัวเอง

 

มีแต่กำแพง กำแพง แล้วก็กำแพง

 

เป็นห้องที่แคบชะมัด

 

‘อะไรวะเนี่ย ไอ้ของน่าขยะแขยงนี่’

 

พอลองออกแรงขยับเพื่อควบคุมร่างกาย ก็มีอะไรบางอย่างห้อยตอกแต็กยื่นออกมาด้านข้าง

 

เจ้าสิ่งยาวๆ นั่นคือก้อนโปรตีนสีเหลืองอ่อน ปลายทรงกระบอกใหญ่มีปุ่มเล็กๆ งอกออกมาห้าอัน

 

มันคือนิ้วมือ

 

‘ยังไงก็ดูเหมือนจะสำเร็จสินะ?’

 

ฉันใช้เวลาปรับตัวด้วยการคลำร่างกายที่เข้ามาสิงสถิต

 

แน่นอนว่าไม่มีความกังวลใดๆ

 

อาจจะน่าห่วงที่ต้องมาตกระกำลำบากอยู่คนเดียวบนดาวต่างถิ่น

 

แต่ฉันไม่ใช่คนธรรมดา ฉันคือจอมเวทที่แข็งแกร่งที่สุดที่เป็นตัวแทนของดาวบ้านเกิดเชียวนะ

 

จอมขมังเวทอัจฉริยะขนาดนี้จะไม่มีแผนรองรับได้ยังไง?

 

‘หึ สำหรับฉันแล้ว การจุติใหม่ก็แค่เรื่องขี้ปะติ๋ว’

 

ก่อนอื่น ก่อนจะร่ายเวทฉันได้กำหนดเงื่อนไขไว้ไม่กี่ข้อ

 

กฎข้อที่ 1 คือ พลังเวท

 

ต้องไปจุติในร่างของสิ่งมีชีวิตที่มีพลังเวทสูงที่สุดในดาวดวงนี้

 

ถ้าผ่านเงื่อนไขนี้ โดยธรรมชาติแล้วก็น่าจะได้เผ่าพันธุ์ที่มีสติปัญญาสูงที่สุดด้วย

 

‘ขอแค่ได้ออกจากงาน จะไปสิงร่างสัตว์เซลล์เดียวก็ไม่เกี่ยงหรอก! ได้ขนาดนี้ก็ถือว่าวิเศษแล้ว’

 

ฉันลุกขึ้นจากที่นอน

 

ได้เวลาที่การตั้งค่าข้อถัดไปจะสำแดงฤทธิ์แล้ว

 

“อา อา~ โอ้ สวั, สวัสดีครับ? สวัสดีครับ”

 

ฉันเริ่มพูดภาษาเกาหลีได้อย่างคล่องแคล่ว นี่เป็นอานิสงส์จากการดึงความทรงจำออกมาจากสมองของศพ

 

ต่อให้เป็นร่างที่ตายจนวิญญาณหลุดลอยไปแล้ว แต่ข้อมูลที่บันทึกไว้ในสมองและหัวใจก็ไม่ได้ระเหยหายไปง่ายๆ

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าศพนั้นยังสดใหม่อยู่

 

‘ขยับร่างกายได้ปกติ การแปลงภาษาก็ลื่นไหล’

 

แต่ทว่า......

 

‘แล้วทำไมถึงมีแค่นี้?’

 

พบปัญหาในขั้นตอนการทดสอบ

 

ตามแผนแล้ว ฉันควรจะได้รับความทรงจำมาอย่างสมบูรณ์แบบชนิดที่ว่าต่อให้พ่อแม่ของศพมาเองก็ยังแยกไม่ออก

 

แต่ทำไมกัน?

 

ทำไมถึงนึกไม่ออกเลยว่าเจ้าของร่างนี้ตอนมีชีวิตอยู่เป็นคนยังไง

 

ความทรงจำมันขาดๆ หายๆ ไปหมด

 

‘โธ่เว้ย พลาดตรงไหนอีกวะเนี่ย’

 

ถึงเวทมนตร์จะเป็นศาสตร์ที่สร้างขึ้นจากกองซากความล้มเหลวก็เถอะ แต่ความผิดพลาดครั้งนี้มันค่อนข้างร้ายแรงนะ

 

ฉันยืนนิ่งอยู่กับที่ ครุ่นคิดว่าจะเอายังไงดี

 

“อึก!”

 

โดยที่ไม่รู้เลยว่าเวลาที่เหลืออยู่ของทางนี้มีไม่มากแล้ว

 

“อั่ก? แค่ก!”

 

เพียงแค่ไม่กี่วินาทีถัดมา

 

เมื่ออวัยวะภายในของศพที่ถูกบังคับให้ฟื้นคืนชีพเริ่มกลับมาทำงานตามชีวภาพ

 

ฉันก็ต้องก้มตัวลงต่ำด้วยความเจ็บปวดกะทันหันที่แล่นพล่านมาจากส่วนลึกของช่องท้อง มันเจ็บราวกับลำไส้ถูกฉีกกระชากแล้วราดด้วยกรดไฮโดรคลอริก

 

‘บ้าเอ๊ย!’

 

การหาสาเหตุของปัญหาไม่ใช่เรื่องยาก

 

อาจเป็นเพราะแรงกระแทกจากความเจ็บปวดรุนแรง สมองเลยฉายภาพความทรงจำในอดีตให้ดูแวบหนึ่งเมื่อกี้

 

“เป็นศพที่อดตายสินะ!”

 

ร่างที่ฉันมาจุติใหม่คือศพที่หิวตาย

 

ให้ตายสิ... สำหรับฉันแล้ว นี่เป็นร่างที่อยากหลีกเลี่ยงรองจากศพที่เน่าเปื่อยรุนแรงเลยนะ

 

‘การอดตายคือการตายอย่างทรมานเป็นเวลานาน ความเสียหายที่สะสมไว้เลยมีมาก’

 

ใจจริงอยากจะร่ายเวทแก้ปัญหาทุกอย่างให้จบๆ ไปเร็วๆ

 

แต่ตอนนี้ยังใช้เวทมนตร์ลำบาก

 

เพิ่งจะจุติใหม่ วิญญาณยังต้องการเวลาปรับตัวให้เข้ากับพลังเวทของดาวดวงนี้

 

‘3,600 วินาที’

 

ฉันนึกถึงหน่วยเวลาของโลก แล้วก็ต้องก้มตัวงอลงไปอีกครั้ง

 

“อึก!”

 

ไม่มีแม้แต่เวลาให้คิดไตร่ตรอง ความเจ็บปวดที่ร่างกายซึ่งเคยอดตายสร้างขึ้นนั้นเกินจินตนาการ

 

“ไม่สิ นี่มันชักจะ......!”

 

ในสถานการณ์แบบนี้คงไม่มีสมาธิทำอะไรได้

 

ตอนนี้เรื่องเร่งด่วนคือต้องปิดเสียงเตือนที่กำลังกรีดร้องอยู่ในกระเพาะให้ได้ก่อน

 

‘เจ็บจะตายอยู่แล้ว! ขืนเป็นแบบนี้เดี๋ยวได้ตายซ้ำสองแน่!’

 

ฉันตัดสินใจเปิดประตูห้องนี้ออกทันที

 

“อึก, อุแหวะ”

 

หลังจากนั้นก็กัดฟันหาทางเดินเพื่อออกไปจากตึก

 

ต้องออกไปข้างนอก ออกไปในที่โล่งกว้างเพื่อหาอาหารตามธรรมชาติ

 

‘เวทจุติใหม่ช่วยฟื้นฟูอวัยวะภายในแล้ว พลังในการย่อยก็น่าจะกลับมาบ้าง แค่ยัดอะไรก็ได้ลงไปในกระเพาะก็พอ’

 

ว่าแต่ทำไมไอ้ร่างบ้านี่ถึงขยับยากเย็นขนาดนี้

 

วิธีเดินก็ดูดซับข้อมูลมาแล้วแน่ๆ แต่ขาหนักอึ้งเหมือนถ่วงด้วยหินพันชั่ง

 

ยังดีที่ใช้เวลาไม่นานก็ออกมากลางแจ้งได้

 

แต่แล้วฉันก็ต้องตกตะลึงกับทิวทัศน์แรกของดาวดวงนี้ที่ได้เห็น

 

“แสง......?”

 

ต่างจากทิวทัศน์ของดาวบ้านเกิดที่พื้นผิวส่วนใหญ่เป็นของเหลว แสงดาวส่องลงไปไม่ค่อยถึงจนมืดมิดและเป็นสีฟ้า

 

ที่นี่มีชั้นบรรยากาศที่อบอุ่นและแห้งสนิท ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

ฉันเผลอถูกความสว่างไสวที่ไม่เคยเห็นมาก่อนสะกดไว้ชั่วขณะ แต่ไม่มีเวลามาดื่มด่ำกับบรรยากาศหรอกนะ

 

‘อ๊ะ ไม่ใช่เวลามาทำแบบนี้นี่นา’

 

ความหิวโหยอย่างรุนแรงทิ่มแทงกระเพาะ ตอนนี้ต่อให้เป็นสัตว์ป่าหรืออะไรที่ยัดเข้าปากได้ก็ต้องหามาให้หมด

 

“อ๊าก!”

 

แต่ไม่กี่นาทีต่อมา ฉันก็ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่สิ้นหวัง

 

ไม่มี ไม่มีของกินเลย

 

ไม่ว่าจะที่ไหน!

 

“อะไรกันเนี่ย!”

 

น่าตกใจที่ทุกทิศทางของที่นี่ถูกปูทับด้วยสีเทา

 

บนถนนที่ราบเรียบไม่เห็นสัตว์สักตัว แม้แต่ร่องรอยของแมลงหรือพืชก็ยังหาได้ยาก

 

ที่นี่มีแต่ก้อนเหล็กสี่ล้อหลากสีสันเรียงรายอยู่เต็มไปหมด

 

‘ดาวเคราะห์บ้าบออะไรวะเนี่ย! มิน่าเจ้าของร่างถึงได้หิวตาย!’

 

พื้นที่สีเขียวลดลงจากการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว......

 

ประโยคแบบนั้นผุดขึ้นมาในหัว แต่ไม่มีเวลามานั่งตีความ

 

“อึก”

 

ฉันหมดแรงจนต้องคลานไปกับพื้น

 

พอระดับสายตาต่ำลง ในที่สุดก็เจอแมลงตัวหนึ่งอยู่แถวยางรถยนต์ แต่ว่า...

 

ตัวเล็กนิดเดียว มันจะไปช่วยอะไรได้ไหมเนี่ย?

 

‘ดูท่าจะเสียพลังงานในการย่อยมากกว่าที่ได้คืนมาอีกมั้ง’

 

ในจังหวะที่กำลังลังเลว่าจะกินแมลงที่เจอดีไหม ทันใดนั้นก็มีบางอย่างโผล่ออกมาจากตรอกที่หักมุมอยู่ไกลๆ

 

ผิวหนังสีเนื้อนวล เดินสองขา และหมวกสีน้ำเงิน

 

‘พวกเดียวกัน’

 

ฉันรู้ได้ทันทีว่าเขาคือประชากรของโลกใบนี้

 

บุคคลที่ปรากฏตัวขึ้นมีขนาดตัวเล็ก เตี้ยจนแทบจะเอื้อมแตะกระจกมองข้างของรถที่จอดอยู่ได้แค่เฉียดๆ

 

ดูเหมือนจะเป็นตัวอ่อน

 

‘เด็ก’

 

คำศัพท์ที่ใช้เรียกอีกฝ่ายผุดขึ้นมาในหัวอย่างเป็นธรรมชาติ

 

แต่ก็แค่ชั่วครู่

 

สายตาของฉันไปหยุดอยู่ที่ของในมือเด็กคนนั้น

 

เขาถือถุงพลาสติกนิ่มๆ อยู่ในมือ และกำลังดูดของแข็งสีส้มที่อัดแน่นอยู่ข้างในให้ละลายเข้าปาก ดังจ๊วบจ๊าบ

 

“อึก”

 

นั่นอะไรน่ะ?

 

ของกินแหงๆ

 

แถมดูท่าจะอร่อยซะด้วย... พอคิดได้แบบนี้ก็ละสายตาไปไม่ได้เลย

 

“......?”

 

คงจะสังเกตเห็นสายตาของฉันสินะ

 

เด็กที่เดินผ่านมาหันมามองทางนี้แวบหนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็เร่งฝีเท้าขึ้น

 

คงคิดว่าฉันเป็นคนแปลกหน้าสินะ เขาถึงได้รีบเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว

 

‘จะพุ่งไปแย่งตอนนี้ทันไหมนะ’

 

ในตอนที่ความคิดซึ่งแม้แต่สัตว์เดรัจฉานยังไม่ทำผุดขึ้นมาในหัวนั่นเอง

 

ฉันที่แอบเดินตามหลังเด็กคนนั้นต้อยๆ ก็ค้นพบเส้นทางใหม่

 

โชคดีเป็นบ้า ตรงทางโค้งนั่นมีต้นไม้สูงตระหง่านกับดอกไม้เล็กๆ อยู่

 

‘พืช!’

 

แต่ว่า พืชพวกนั้นดูท่าทางจะกินไม่ได้ยังไงชอบกล

 

รู้สึกเหมือนกำลังทำวิธีที่ผิดมหันต์อยู่เลยแฮะ......

 

น่าเสียดายที่ความทรงจำไม่สมบูรณ์ เลยไม่มีทางเลือกอื่น

 

ฉันคิดว่าแบบนี้ยังดีกว่าไปแย่งอาหารคนอื่น สุดท้ายเลยก้าวไปข้างหน้าเพื่อจะเก็บพืชประหลาดนั่น

 

วินาทีนั้นเอง

 

ตูม!

 

เสียงกัมปนาทแปลกหูใกึกก้อง

 

เป็นเสียงที่ดังมาจากตรอกที่เด็กคนนั้นเพิ่งเลี้ยวเข้าไป

 

“หือ?”

 

ฉันหันขวับไปมอง แล้วตรวจสอบจุดที่เกิดเสียงระเบิดด้วยตัวเอง

 

การสนใจสัญญาณอันตรายคือสัญชาตญาณร่วมของสิ่งมีชีวิต

 

“กรี๊ดดดด!”

 

พอเข้าไปในตรอกต้นเหตุ เสียงประหลาดก็ดังขึ้นอีกครั้ง

 

“กรี๊ดดดดดด!”

 

เสียงร้องนี่ไม่ใช่เสียงกรีดร้องของเด็กที่เข้าไปในตรอกเมื่อกี้

 

ถ้างั้นใครเป็นคนร้องล่ะ

 

พอมองดูดีๆ เจ้านั่นไม่ใช่คน

 

มันคือปีกขนาดมหึมาที่ถูกย้อมเป็นสีแดง

 

ดวงตาสีดำขลับเป็นมันเลื่อม

 

และตัวอะไรบางอย่างที่มีจงอยปากสีเหลืองยาวแหลมคม

 

“สัตว์ปีกเหรอ?”

 

“ก๊าซซซซ!”

 

สรุปก็คือ...

 

วันนี้ฉันได้มาจุติใหม่บนดาวเคราะห์ที่เรียกว่าโลก ที่ซึ่งเดินๆ อยู่ก็สามารถเจอเจ้านกปีศาจตัวเท่าบ้านได้งั้นสิ

 

บัดซบเอ๊ย