บ่ายวันศุกร์วันหนึ่ง
"เฮ้อ......"
ซอนอูยอน พนักงานของสมาคมฮันเตอร์ นั่งพักผ่อนอยู่ที่บ้านหลังจากเลิกงาน
มือข้างหนึ่งถือแก้วชาเขียว ส่วนอีกข้างจับเมาส์เพลิดเพลินกับเวลาว่าง
"หืม?"
เธอสะดุดตากับโพสต์หนึ่งในโซเชียลมีเดียจนต้องหยุดขยับเมาส์
━━━━━━━━━━━━━━━
เฮ้ย แบบนี้คนก็เข้าใจผิดคิดว่าฉันเป็นคนล่าบอสสิฟระ~~
พวกเราไม่ได้ฆ่าบารอนนะโว้ย!
━━━━━━━━━━━━━━━
โพสต์ที่เขียนโดยฮันเตอร์คนดังคนหนึ่ง พร้อมกับคอมเมนต์อีก 88 ข้อความที่ต่อท้าย
ถ้าพูดถึงบารอน ก็คงหมายถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้แน่ๆ....
'อืม'
กริก, กริก
ซอนอูยอนไล่อ่านความเห็นต่างๆ ในโพสต์อย่างละเอียด
แต่ไม่ว่าจะค้นหาในโซเชียลมีเดียมากแค่ไหน ก็ไม่มีชื่อของคิมกิรยอถูกกล่าวถึงเลย
โชคดีที่ดูเหมือนว่าประชาชนทั่วไปจะยังไม่รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของนักประเมินคนนั้น
"ฮึ่ม"
ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัวว่า คนที่ชอบเก็บตัวเงียบๆ อย่างคิมกิรยอ คงรู้สึกอึดอัดกับความสนใจเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้แน่
'อุตส่าห์มาช่วยพวกเราแท้ๆ แต่กลับต้องมาตกเป็นเป้าสายตา......'
แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะ
ถ้าจะหาคนผิด ก็ต้องโทษฮันเตอร์คนนั้นที่ทำตัวเองแท้ๆ
'โชว์ฝีมือขนาดนั้น จะไม่ให้สะดุดตาได้ยังไง'
ซู้ด
ซอนอูยอนจิบชาพลางหวนนึกถึงสถานการณ์ในตอนนั้นอีกครั้ง
ยอมรับเลยว่าเมื่อวานเธอตกใจมากจริงๆ
จู่ๆ ฮันเตอร์ระดับ F ที่หายหน้าหายตาไปพักใหญ่ ก็โผล่มาที่เกิดเหตุ
-นี่พวกคุณมัวแต่ยึกยักกับแค่เขตแดนอันเดียวไปถึงเมื่อไหร่ครับ?
ทันทีที่มาถึง ผู้ชายคนนั้นก็ตำหนิพวกเราว่ามัวแต่งกๆ เงิ่นๆ กับเรื่องง่ายๆ แค่นี้ได้ยังไง
พอได้ฟังคำอธิบายทีหลัง ถึงได้รู้ว่าวิกฤตการณ์กิลด์ฮันชินนั้น เป็นเรื่องง่ายดายจนน่าเหลือเชื่ออย่างที่เขาพูดจริงๆ
-คุณถามว่าจัดการบารอนสวนดอกไม้ได้ยังไงใช่ไหมครับ?
-ค่ะ
-มันตายเพราะต้องจ่ายค่าบำรุงรักษาเขตแดนครับ พอโดนแย่งหินมานาไป มานาก็เลยถูกดูดไปลงที่เขตแดนหมด
-เอ๊ะ? เป็นไปได้ยังไง.......
-ทำไมเหรอครับ?
-คือ... ที่ผ่านมาต่อให้กำจัดหินมานาไป ก็ไม่เคยเกิดเรื่องแบบนั้นนี่คะ......
-งั้นสาเหตุก็คงมาจากการขยายอาณาเขตที่ฝืนเกินตัวมั้งครับ เจ้านั่นพอหลุดออกมาได้ก็ค่อยๆ ขยายเขตแดนออกไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เหรอ?
ความจริงถ้าดูแค่การกระทำ อีกฝ่ายก็แค่เดินไปเก็บหินมานาที่ตกอยู่จริงๆ นั่นแหละ
แต่ซอนอูยอนกลับมองเห็นความเก่งกาจของคิมกิรยอจากสิ่งนั้น
'เฮอะ'
ผู้ชายคนนั้นแผ่บรรยากาศว่า 'เรื่องนี้กล้วยๆ' ออกมาตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในที่เกิดเหตุแล้วไม่ใช่หรือไง
นั่นเป็นหลักฐานว่าคิมกิรยอมองทะลุสถานการณ์ทั้งหมดก่อนจะมาถึงเขตแดนเสียอีก
สรุปก็คือ การตายอย่างง่อยเปลี้ยของบารอน ก็คงเป็นไปตามการคำนวณของเขาแน่นอน
'ใช่ ตั้งแต่แรกแล้ว......'
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เรื่องนี้มันน่าทึ่งยิ่งกว่าการมีสกิลตรวจสอบเสียอีก
'ทำได้ยังไงกัน?'
แค่มองภาพเหตุการณ์สั้นๆ ที่ออกข่าวทีวี ก็มองเห็นจุดอ่อนของเขตแดนได้ในพริบตา
ตอนนี้เธอตามความคิดของเขาไม่ทันแม้แต่นิดเดียว
คิมกิรยอทำตัวเหมือนคนที่มองข้ามช็อตล่วงหน้าไป 2-3 ก้าวเสมอ
'มุมมองของเขาต่างจากพวกฮันเตอร์ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง'
มาถึงขั้นนี้แล้ว มันชักจะน่ากลัวขึ้นมาแล้วสิ
ใช่ ผู้ตื่นรู้คนนั้นช่างน่ากลัวจริงๆ ทำเอาคนอื่นรู้สึกตัวเล็กลีบไปหมด......
"ไม่รู้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่กันแน่"
แถมบางครั้ง เขาก็ยื่นมือเข้าช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน เป็นคนที่เดาใจยากชะมัด
"เฮ้อ"
ทำไมคิมกิรยอถึงเที่ยวทำความดีไปทั่วกันนะ? แค่ทำแก้เบื่อเหรอ?
แน่นอนว่าไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ความจริงที่ว่างานสำเร็จลุล่วงด้วยดีเพราะเขาก็ยังคงเหมือนเดิม
เพราะการล่าบารอนสวนดอกไม้อันเหนือชั้นของเขา ทำให้ทุกคนได้เลิกงานตรงเวลาอย่างปลอดภัย
'จะว่าไป ฉันขอบคุณเขาอย่างเป็นทางการหรือยังนะ?'
แต่พอลองคิดดูดีๆ มันไม่ใช่แค่เมื่อวานนี่นา
พอมีผู้ตื่นรู้ที่ชื่อคิมกิรยอเข้ามาเกี่ยวข้อง งานของเธอก็ราบรื่นเสมอมา
'.......'
ถ้าอย่างนั้น หรือว่า 'เรื่องนั้น' ก็จะเป็นเหมือนกันไหมนะ?
ซอนอูยอนวางถ้วยชาลงแล้วจมอยู่ในห้วงความคิดครู่หนึ่ง
---
เช้าวันต่อมา
"พูดจบหรือยังครับ?"
"ระบบรักษาความปลอดภัยที่นี่ใช้ได้จริงเรอะ?"
"คุณครับ อย่ามาถ่วงเวลาคุยเล่น......"
ผมกำลังเปิดศึกทะเลาะวิวาทตั้งแต่เช้าตรู่
ก็เพราะมีสิ่งมีชีวิตอันตรายที่ดูเหมือนเสือลายพาดกลอนมาเดินเตร่อยู่หน้าบ้านน่ะสิ
"เอ่อ... ก่อนอื่นก็ขอบคุณที่เป็นห่วงครับ แต่บุกมาถึงบ้านแบบนี้มันก็น่าอึดอัดนะครับ"
ถึงจะอธิบายสถานการณ์ได้ยาก แต่ตอนนี้ผมกำลังโดนกดดันโดยอ้างเหตุผลเรื่องที่ผมโผล่ไปที่เกิดเหตุคดีบารอนสวนดอกไม้
เป็นเพราะคังชางโฮดุ่มๆ มาหาโดยอ้างว่าจะมาเช็กสภาพของผมนั่นแหละ
"ถ้านายไม่อยากให้ฉันมา ก็ไม่ควรทำตัวกล้าหาญขนาดนั้นสิ"
กล้าดียังไงมาดกดดันมหาจอมเวทอย่างฉัน ไอ้มนุษย์ยุคหิน!
ให้ตายสิ นักข่าวยังไม่ทันแห่มา แต่นายนี่กลับโผล่มาทันทีแบบนี้ แสดงว่าในสมาคมต้องมีสายข่าวของไอ้ระดับ S นี่อยู่แน่ๆ
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาหาสายลับนั่น
"ฮันเตอร์คิมกิรยอ เปิดประตูดีๆ หน่อยสิ"
"ห้องยังรกอยู่ครับ คงไม่สะดวก......"
ผมพยายามทำให้ระดับ S หน้าประตูใจเย็นลงก่อน หรือจะพูดให้ถูกคือพยายามเกลี้ยกล่อมนั่นแหละ
"ไม่สิ ฟังผมนะ ก่อนไปที่เกิดเหตุผมก็โทรหาคุณล่วงหน้าแล้วไม่ใช่เหรอครับ? แค่คุณไม่ได้รับสายเอง"
"โอ้"
"แถมถ้าพลาดนิดเดียว บารอนมันอาจจะบุกมาถึงบ้านผมก็ได้ แล้วจะให้ผมนิ่งเฉยได้ยัง......"
ทว่าคังชางโฮกลับพูดแทรกขึ้นมาหน้าตาเฉย
"ถึงอย่างนั้นก็เถอะ วันหลังก็นั่งเฉยๆ จนกว่าฉันจะตอบกลับ ถ้านายคิดว่ามันอันตรายจริงๆ เดี๋ยวฉันจะรีบไปหาเอง"
ฉันจะบ้าเหรอ? ให้คาดหวังความช่วยเหลือจากแกเนี่ยนะ?
'นายคงจะรีบวิ่งแจ้นมาแน่ล่ะ เพราะต้องมาหักหลังฉันเพื่อกระตุ้น 'ความทะเยอทะยาน' ทำงานนี่หว่า!'
ความเชื่อใจที่ผมมีต่ออีกฝ่ายมันพังทลายไปนานแล้วตั้งแต่เรื่อง [คลังสมบัติแห่งมิติ] ครั้งก่อน
ผมรู้ทันแล้วว่าการพึ่งพาคังชางโฮเพื่อเอาชีวิตรอดมันมีความเสี่ยงมากเกินไป
"ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่าไง? สัญญาเลย ฉันจะมาจริงๆ"
ผมเลยทำหูทวนลมใส่คำพูดของอีกฝ่ายด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ
แต่ในจังหวะนั้นเอง
เสียงรบกวนที่ทำให้ตาสว่างวาบก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
-กริ๊งงงงงงง, กริ๊งงงงงง
เวรละ
เสียงเรียกเข้าที่เปลี่ยนตอนงัวเงียดันเสียงดังกว่าที่คิดแฮะ
"รอเดี๋ยวนะครับ"
ผมวิ่งเข้าไปในห้องเพื่อดูชื่อคนโทรมา บนหน้าจอมือถือปรากฏชื่อสามพยางค์ที่คุ้นตา
'ซอนอูยอน?'
ถือว่าติดต่อมาเช้าพอสมควรสำหรับเธอ
---
1 ชั่วโมงต่อมา
ผมออกมาที่สวนสาธารณะหน้าบ้าน
จากการคุยโทรศัพท์เมื่อกี้ จู่ๆ ก็มีนัดวันหยุดขึ้นมากะทันหัน
ผมนั่งฆ่าเวลาบนม้านั่งสักพัก ไม่นานใบหน้าคนที่รอคอยก็ปรากฏตัวขึ้น
"ฮันเตอร์คิมกิรยอคะ?"
ผมหน้าม้าตัดตรงเป๊ะกับผมยาวสลวย
ผมลุกจากที่นั่งแล้วโค้งทักทายซอนอูยอน
"สวัสดีครับ"
"อ๊ะ สวัสดีค่ะ"
เอาล่ะ จากนี้ไปก็ถึงเวลาเข้าเรื่อง
"แล้วเอกสารล่ะครับ?"
ผมนั่งลงบนม้านั่งแล้วเป็นฝ่ายเปิดประเด็นก่อน
เพราะได้ฟังรายละเอียดคร่าวๆ มาแล้วจากการโทรคุยเมื่อกี้ว่าวันนี้จะคุยเรื่องอะไร
"นี่ค่ะ"
ซอนอูยอนหยิบเอกสารออกมาจากกระเป๋าที่นำมาด้วยอย่างเงียบเชียบ
"อย่างที่บอกไปเมื่อกี้ นี่คือข้อมูลเกี่ยวกับเหตุก่อการร้ายที่วิหารรากษสก่อขึ้น ลองอ่านดูหน่อยค่ะ"
บนกระดาษที่ซอนอูยอนยื่นให้มีตัวหนังสือหมึกสีดำอัดแน่นเต็มไปหมด
และข้อมูลเหล่านั้นก็มีจุดร่วมบางอย่าง
[มิโนทอร์]
[ระดับ : B]
[ถิ่นกำเนิด : เขาวงกตลาไบรินธ์ (โซล เขตชุงกู ถนนเซจง ###-#)]
[มักใช้เครื่องมือเช่นขวาน พบตัวกลายพันธุ์ที่ใช้เวทมนตร์ได้เป็นบางครั้ง]
'หน้าหลังๆ มีแต่คำอธิบายมอนสเตอร์หมดเลยแฮะ?'
ข้อมูลพวกนี้ดูผ่านๆ เหมือนผลการค้นหามอนสเตอร์จากเครื่องวิเคราะห์
แต่พอดูดีๆ จะเห็นหัวข้อแปลกๆ ที่ชื่อว่า 'ถิ่นกำเนิด' เพิ่มเข้ามา
'ถิ่นกำเนิด?'
ผมเอียงคอด้วยความสงสัยในความหมายของหัวข้อนั้น ไม่นานซอนอูยอนก็อธิบายเสริม
"จำเหตุการณ์ดันเจี้ยนเบรกที่พวกผู้ก่อการร้ายทำตอนเดือนสิงหาคมได้ไหมคะ?"
'อ๋อ ที่จองฮาซองบาดเจ็บนั่น'
"คงเพราะเป็นอุบัติเหตุใหญ่ ทางสมาคมเลยเพิ่งสรุปสาเหตุที่แท้จริงเสร็จค่ะ"
"......."
"ในระหว่างตรวจสอบ เราพบจุดที่น่าสงสัยค่ะ"
เธอกลืนน้ำลายลงคอแล้วพูดต่อเสียงเรียบ
"บอสที่ควรจะอยู่ ดันหายตัวไปไหนไม่รู้น่ะสิคะ"
บอสหายไป?
"เอ่อ... ปกติถ้าเกิดดันเจี้ยนเบรก มอนสเตอร์ที่อยู่ในเกตก็ต้องออกมาข้างนอกทั้งหมดไม่ใช่เหรอครับ?"
"ใช่ค่ะ"
"แต่พอมาตรวจสอบทีหลัง เหตุการณ์ก่อการร้ายเมื่อเดือนสิงหาฯ กลับแทบไม่พบศพของบอสมอนสเตอร์เลย"
"...!"
"เพราะเรื่องนี้ เราเลยตรวจสอบย้อนหลังพวกดันเจี้ยนเบรกที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ทั้งหมด ก็พบกรณีที่บอสระเหยหายไปเยอะมากเหมือนกันค่ะ"
พอได้ฟังแบบนั้น ผมก็เข้าใจความหมายของเอกสารปึกนี้อย่างถ่องแท้
นี่คือรายชื่อบอสที่หายสาบสูญสินะ
แทจอน อุลซาน เชจู
แถมพื้นที่ที่เกิดการสูญหายก็หลากหลายกว่าที่คิด
"อืม"
พอผมเงียบ ซอนอูยอนก็พูดต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"ขอบอกไว้ก่อนว่ามอนสเตอร์ที่อยู่ในเอกสารนี้ สกิล [เซิร์ชเชอร์] ของฉันก็แกะรอยไม่ได้ค่ะ"
"อ้อ"
"ทางสมาคมเลยสรุปว่า แทนที่จะมาตามหาบอสพวกนี้ เอาเวลาไปโฟกัสเรื่องอื่นดีกว่า แต่ว่า......"
ซอนอูยอนกระแทกกระเป๋าหนังลงบนม้านั่งเสียงดังปัง
"พูดตรงๆ นะคะ ปล่อยไว้แบบนี้มันคาใจชะมัด ฉันเลยเรียกคุณกิรยอมา เผื่อว่าในมุมมองของนักประเมินอาจจะรู้อะไรบ้าง"
ขนาดเซิร์ชเชอร์ยังหาไม่เจอ ผมจะไปทำอะไรได้
"คุณกิรยอเคยเจอบอสในรายชื่อนี้ข้างนอกบ้างไหมคะ?"
"ขอดูก่อนนะครับ"
ผมตรวจสอบเอกสารอย่างละเอียดเพื่อตอบคำถามของซอนอูยอน
"ที่แนบมาด้านข้างนี่คือรูปบอสเหรอครับ?"
"ใช่ค่ะ"
แน่นอนว่าเป็นไปตามคาด ผมเองก็ไม่เคยเจอบอสพวกนี้ตัวเป็นๆ เหมือนกัน แต่ว่า.......
มีอยู่เรื่องหนึ่ง
ที่พอจะเดาทางได้
[อีมูกี]
[ระดับ : A]
[ถิ่นกำเนิด : เกตอ่างเก็บน้ำ (แทจอน...)]
[มีความต้านทานธาตุน้ำสูง หากกินมอนสเตอร์ทั่วไปที่อยู่รอบๆ ค่าพลังเวทของบอสจะเติบโตขึ้น โปรดระวัง]
[ตะพาบยักษ์]
[ระดับ : B]
[ถิ่นกำเนิด : เกตหาดทรายขาว (คังนึง...)]
[เมื่อรับรู้ศัตรู จะอัญเชิญลูกสมุน (ตะพาบเล็ก) ทุกๆ 4 นาที]
ผมจ้องคำอธิบายของบอสสองตัวนั้นเขม็งอยู่ครู่ใหญ่
ทันใดนั้นเหงื่อเย็นก็ไหลพรากเต็มแผ่นหลัง
เพราะผมเริ่มจะสังหรณ์ใจแล้วว่าพวกมันกำลังทำเรื่องบ้าอะไรอยู่
"เป็นอะไรไปคะ?"
สัตว์ประหลาดที่จะเติบโตภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ จู่ๆ ก็หายตัวไป
แถมยังหายไปพร้อมกับสัตว์ประหลาดอีกตัวที่สามารถตอบสนองเงื่อนไขนั้นได้เป็นระยะๆ
และตัวการของเรื่องทั้งหมดอย่างวิหารรากษส ก็มีเทคโนโลยีที่ลบทางเข้าออกดันเจี้ยนได้......
'เวรเอ๊ย'
ในที่สุดผมก็ตระหนักถึงเป้าหมายของผู้ก่อการร้าย
"อย่าบอกนะว่าไอ้พวกนี้กำลังเลี้ยงมอนสเตอร์ในเกต?"
ใช่แล้ว มิน่าล่ะที่ผ่านมาถึงได้ทดลองเกี่ยวกับเกตซ้ำแล้วซ้ำเล่า
'คิดจะใช้เกตที่ถูกปิดตาย เป็นอู่ฟักตัวสัตว์ประหลาดงั้นเหรอ......?'
แถมผมยังคาดการณ์ได้ด้วยว่าอีมูกีที่เติบโตเต็มที่แล้วจะถูกเอาไปใช้ทำอะไร
"มอนสเตอร์ที่ชื่ออีมูกีนี่ โดยพื้นฐานก็ระดับ A อยู่แล้ว ถ้าเริ่มเลี้ยงมาตั้งแต่เดือนสิงหาฯ...... เผลอๆ ตอนนี้มันอาจจะพัฒนาจนเกือบถึงระดับ S แล้วก็ได้"
"คะ?"
"ไอ้พวกนั้นกำลังเตรียมก่อการร้ายที่เทียบไม่ได้เลยกับเมื่อเดือนสิงหาคมอยู่นะครับ"
แต่สำหรับซอนอูยอน ข้อสันนิษฐานนี้ดูจะเหลือเชื่อเกินไปหน่อย เธอถามกลับด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
"วิหารรากษสจะทำแบบนั้นไปทำไมคะ?"
"อ่า"
"ระ หรือว่าเจ้าลัทธินั่นจะเป็นสายลับที่ต่างชาติส่งมาเหมือนที่คนเขาพูดกันจริงๆ......?"
ทำไมวิหารรากษสถึงต้องก่อการร้าย
นี่เป็นข้อสงสัยที่ถูกถกเถียงมาตลอด
คงถึงเวลาต้องเปิดเผยเหตุผลนั้นสักที
"นั่นอาจจะเป็นเพราะ......."
ผมเอามือป้องปากพลางส่งเสียงครางในลำคอ
"คุณเคยเดินๆ อยู่แล้วได้รับใบปลิวของพวกงมงายนั่นบ้างไหมครับ?"
"อะไรนะคะ?"
"ลองดูดีๆ สิครับ ในนั้นมีหลักคำสอนของวิหารรากษสเขียนไว้อยู่"
"หลักคำสอน?"
"ดันเจี้ยนช็อกคือบทลงโทษจากสวรรค์ที่มีต่อมนุษยชาติ ส่วนสิ่งมีชีวิตในเกตคือเหล่าสาวกที่จะมาทำให้เราตาสว่าง อะไรทำนองนั้น"
"อ้อ"
"ดังนั้นเหล่าฮันเตอร์ที่กดขี่มอนสเตอร์ก็คือซาตานที่สมควรตาย อะไรประมาณนี้แหละครับ......."
บางทีสมาชิกส่วนหนึ่งของวิหารรากษส อาจจะคิดว่าหลักคำสอนนี้เป็นแค่สโลแกนแรงๆ ไว้เรียกร้องความสนใจเพื่อหาคนเข้าลัทธิก็ได้
ใช่ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงดี
ถ้ากลุ่มลัทธิเทียมนั่นแค่หน้ามืดตามัวเพราะเงินและผลประโยชน์อย่างที่ซอนอูยอนว่า ผมคงดีใจกว่านี้
แต่น่าเสียดาย ที่จุดจบของวิหารรากษสมีแต่จะต้องพุ่งชนความพินาศเท่านั้น
เพราะคนที่ควบคุมกลุ่มนั้นอยู่เบื้องหลังคือหมอนั่น
ตราบใดที่มันยังเป็นหัวเรือใหญ่ ไม่ว่าตอนนี้จะกอบโกยเงินทองหรือไขว่คว้าอำนาจ ทั้งหมดก็เป็นแค่ขั้นตอนระหว่างทางของความคิดวิปลาสนั่น
"ตอนที่ตรวจสอบพวกขี้เมาคราวก่อน ทำให้ผมรู้ว่าซูเยฮวีแห่งวิหารรากษสเป็นพวกร่างทรง 'สายส่งถ่ายอุดมการณ์' 100% เลยครับ"
"สายส่งถ่าย... คะ?"
"ใช้การล้างสมองแบบ Copy & Paste ความคิดของตัวเองใส่คนอื่นน่ะครับ"
เวทมนตร์ล้างสมองแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ
อย่างแรกคือ 'สายสั่งการอิสระ' ที่ป้อนคำสั่งได้ตามใจชอบ
และอีกอย่างคือ 'สายส่งถ่ายอุดมการณ์' ที่ว่านี้
โดยเฉพาะอย่างหลัง ใช้มานาน้อยมาก จึงเหมาะกับการล้างสมองคนจำนวนมาก
เพียงแต่มีข้อจำกัดคือ จะใช้ได้เฉพาะกับความคิดที่เจ้าตัวเชื่อว่าเป็นความจริงจากใจเท่านั้น
"ยังนึกภาพไม่ออกเหรอครับ? เอาเป็นว่า ซูเยฮวีคือผู้ตื่นรู้ที่แพร่เชื้อความคิดของตัวเองใส่คนอื่นครับ"
และข้อจำกัดนั้นแหละ ที่กลายเป็นปัจจัยแห่งความสยองขวัญในตอนนี้
"ทีนี้มาลองทายปัญหาดู"
"...."
"สาวกที่ถูกล้างสมองที่ผมเคยเจอ ทุกคนเชื่อในหลักคำสอนนี้อย่างบ้าคลั่ง นั่นหมายความว่ายังไงเอ่ย?"
"...."
"และข้อสอง บทบาทของซูเยฮวีในวิหารรากษสคืออะไร......?"