Cover

97

ภายในถ้ำที่เต็มไปด้วยอากาศอับชื้น

เสียงหยดน้ำร่วงหล่นจากหินงอกหินย้อยบนเพดานสูงดังก้องสะท้อน

ติ๋ง

ในจังหวะที่หยดน้ำร่วงลงมาอีกครั้ง สิ่งมีชีวิตที่ขดตัวอยู่เบื้องล่างก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาอย่างแผ่วเบา

-ฟ่ออออ......

มันคืองูยักษ์ที่มีเกล็ดสีดำทมิฬปกคลุมทั่วร่าง ทว่ายังมิอาจกลายเป็นมังกร

เจ้างูแลบลิ้นสีน้ำเงินแผล็บๆ สูดอากาศภายในถ้ำ ก่อนจะผล็อยหลับไปในทันที

“เวลานอนใกล้เคียงกับมนุษย์เลยแฮะ”

แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

จู่ๆ ก็มีเสียงภาษามนุษย์ดังออกมาจากทางเดินมืดสลัวที่ดูเหมือนจะไร้ผู้คน

นั่นคือเสียงของใครบางคนที่สวมเสื้อกันฝนสีเทา

“ถ้าไม่ใช่เพราะมันนอนวันละตั้ง 6 ชั่วโมง ป่านนี้คงโตเร็วกว่านี้ไปแล้ว”

ซูเยฮวี แห่งวิหารรากษส เดินออกมาจากมุมมืดอย่างเชื่องช้า ตรงเข้าหาแสงสว่าง

เพื่อเลี้ยงดูงูตัวนี้เพียงตัวเดียว เขาต้องทุ่มเทความพยายามอย่างมากมาจนถึงตอนนี้

ด่านแรกคือการหาสถานที่สำหรับซ่อนบอส

และสิ่งที่ค้นพบในระหว่างนั้นก็คือกลวิธีในการลบทางเดินของดันเจี้ยน

‘ข้างในนี้กว้างขวางดีจริงๆ’

เดิมทีที่นี่คือเกต ระดับ E แห่งหนึ่ง ซึ่งมีบอสรูปร่างคล้ายสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกปรากฏตัว

แต่ในตอนนี้ เจ้าหัวหน้าตัวนั้นได้สูญเสียคุณสมบัติในการเป็นเจ้าของดันเจี้ยน และถูกมัดไว้อย่างน่าสังเวชในห้องเล็กๆ แห่งนี้

“อ๊บ! อ๊บ!”

วันที่การเติบโตของ ‘อีมูกิ’ สิ้นสุดลง

ซูเยฮวี ตั้งใจจะฆ่าบอสตัวจริงตัวนั้นเพื่อเปิดทางออกสู่ใจกลางเมือง

‘ต้องปกป้องมันไม่ให้ตายจนกว่าจะถึงตอนนั้น’

แถมเรื่องที่ต้องใส่ใจก็ไม่ได้มีแค่เรื่องเดียว

เขาต้องคอยดูแลบอสจำนวนมากที่จับมาเป็นเหยื่ออย่างเคร่งครัด

และที่สำคัญที่สุด ตัวเขาเองก็ต้องเอาชีวิตรอดในรังปีศาจแห่งนี้ให้ได้......

“ฮัดชิ้ว!”

ซูเยฮวี โรยผงสีเหลืองลงบนศีรษะของตัวเองอีกครั้ง

มันคือไอเทมพรางตัวสำหรับใช้กับสัตว์ประหลาด ช่วยลบกลิ่นกายและเสียง

“แค่กๆ”

ว่าแต่งานนี้จะทันเวลาจริงๆ หรือเปล่านะ?

สิ่งที่สัญญากับ ส.ส.คิม เอาไว้คือการก่อการร้ายให้สำเร็จก่อนจะถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า

แต่ในระหว่างที่เตรียมการเรื่องนู้นเรื่องนี้ ข้างนอกก็เข้าสู่ฤดูหนาวเสียแล้ว

แถมเจ้าอีมูกิก็ยังไม่แสดงผลลัพธ์ที่เขาต้องการออกมาสักที

“หึๆๆ”

มิหนำซ้ำ ยังมี ‘ไอ้สวะ’ ที่เหมือนภูตผีปีศาจมาคอยขัดขวาง จนตอนนี้เขาต้องกลายเป็นผู้ต้องหาหลบหนี

‘ถ้าสมาคมฮันเตอร์ ไม่จับหางฉันได้กะทันหันแบบนั้น ฉันคงเตรียมตัวมาดีกว่านี้แท้ๆ เป็นเพราะมันแท้ๆ เสบียงอาหารเลยไม่พอ’

ชัดเจน

ครั้งนี้ไอ้หมอนั่นต้องวางแผนอะไรบางอย่างไว้อีกแน่ๆ

เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เขาคิดว่าเป็นตัวเกะกะขวางทางอย่างแท้จริง

“คิมกิรยอ ”

ซูเยฮวี พึมพำชื่อของชายคนนั้นแล้วจมอยู่ในห้วงความคิดครู่หนึ่ง

ชายผมทองที่มีความสามารถโดดเด่นชนิดหาตัวจับยากขนาดนั้น ทำไมถึงไม่มีชื่อเสียงมาก่อนหน้านี้เลย

และทำไมเขาถึงเพิ่งมาปรากฏตัวเอาในปีนี้ ปีที่เขาเริ่มดำเนินการตามแผน......

“น่าสงสัยจริงๆ”

ความสนใจและความรังเกียจ

อารมณ์ทั้งสองปะทุขึ้นในใจของซูเยฮวี ชั่ววูบ แต่คลื่นอารมณ์นั้นก็สงบลงอย่างรวดเร็ว

เพราะในใจของเขามีความศรัทธาอันแรงกล้าสถิตอยู่เสมอ ซึ่งมันช่วยในการรักษาความเยือกเย็นได้เป็นอย่างดี

“ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ผมจะทำให้สังคมนี้ตาสว่างให้ได้”

ซูเยฮวี ประสานมือราวกับกำลังสวดภาวนา แล้วเปิดใช้งานเครื่องวิเคราะห์ของ PIXY ที่สวมอยู่บนข้อมือ

และค่าที่เครื่องแสดงออกมาหลังจากส่องไปที่อีมูกิก็คือ......

[???]

[ระดับ : ??]

[คำอธิบาย : ไม่มีข้อมูลที่ลงทะเบียนไว้]

ซูเยฮวี ตรวจสอบหน้าจอที่ข้อมือแล้วยิ้มกว้างออกมา

“อาฮะ!”

ความจริงแล้วสัญญาที่ให้ไว้กับ ส.ส.คิม จะเป็นตายร้ายดียังไงก็ช่าง แต่ดูเหมือนว่าเบื้องบนคงไม่อยากให้บ่าวรับใช้อย่างเขาต้องกลายเป็นคนโกหกกระมัง

---

เรื่องราวตัดกลับมาที่สวนสาธารณะ

“สรุปก็คือ สถานการณ์ย่ำแย่มากสินะครับ”

พวกเรากำลังซวยแล้ว

ไม่ว่าการแย่งชิงผลประโยชน์ภายในลัทธิจะเป็นอย่างไร สุดท้ายวิหารรากษส ก็จะขับเคลื่อนไปตามอุดมการณ์บ้าคลั่งของนักสะกดจิตคนนั้นอยู่ดี

“ใช่ ถึงจะฟันธงไม่ได้ แต่โอกาสที่จะเกิดเหตุร้ายก็สูงมาก”

ให้ตายสิ การกลับชาติมาเกิดใหม่ บนโลกนี้นี่ไม่มีเรื่องดีเลยจริงๆ

กลุ่มลัทธิเทียมขนาดใหญ่ดันถูกนักสะกดจิตชักเชิดอยู่ไม่พอ

ดันแจ็คพอตแตกที่นักสะกดจิตคนนั้นเป็นคนบ้าที่อยากจะสังหารหมู่ฮันเตอร์ ซะด้วย

‘หนีออกจากเกาหลีดีไหมนะ?’

ฉันเอามือกุมขมับและเริ่มคิดพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง

การหนีไปกบดานต่างประเทศ... นี่เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในปีนี้

---

และหนึ่งวันถัดมา

ในขณะที่ผู้ประกาศข่าวพยากรณ์อากาศในทีวีกำลังรายงานเรื่องเช้าที่หนาวเย็น

ฉันลุกจากที่นอนและหยิบชุดไปข้างนอกมาใส่อย่างทุลักทุเล

“เฮ้อ”

ก่อนอื่น ขอพูดถึงข้อสรุปที่ได้เมื่อวานก่อนดีกว่าไหม?

ในเบื้องต้น ฉันกับซอนอูยอน ตกลงกันว่าจะพยายามสืบหาแผนการของวิหารรากษส ให้ได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

เพราะอุบัติเหตุใหญ่ระดับการก่อการร้ายนั้น การเตรียมรับมือจะส่งผลต่อจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตอย่างมหาศาล

‘ฮือๆ’

แน่นอนว่าใจจริงในตอนนี้อยากจะหนีไปต่างประเทศใจจะขาด......

แต่เพราะกฎระเบียบยุ่งยากของพวกชาวโลกอย่างวีซ่าบ้าบออะไรนั่น สุดท้ายเลยต้องจำใจอยู่ปกป้องเกาหลีทั้งน้ำตา

‘นี่มันเอามีดจ่อคอหอยบังคับให้รักชาติชัดๆ’

ถึงอย่างนั้น สิ่งเดียวที่พอจะเยียวยาจิตใจได้ในสถานการณ์นี้ ก็คือฤดูกาลใหม่ที่มาถึงซึ่งค่อนข้างถูกใจฉันทีเดียว

“อ่าห์”

ฉันที่เคยอาศัยอยู่ในทะเลลึกอันหนาวเหน็บ รู้สึกพึงพอใจกับอุณหภูมิในปัจจุบันที่คล้ายคลึงกับอุณหภูมิน้ำในบ้านเกิด จึงก้าวเท้าออกจากบ้านอย่างสบายใจ

นี่เป็นฤดูหนาวแรกที่ได้สัมผัสนับตั้งแต่มาเยือนโลก

แต่ทว่า เรื่องราวมันไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิดไว้น่ะสิ

“ขอโทษค่ะ”

“คุณซอนอูยอน มีอะไรต้องขอโทษด้วยเหรอครับ”

“ถึงอย่างนั้นก็ต้องขอโทษค่ะ.......”

ฉันกับซอนอูยอน เริ่มต้นแผนการด้วยความล้มเหลวอย่างยับเยิน

“ไม่นึกเลยว่าเบื้องบนจะทำเป็นหูทวนลมขนาดนี้......”

สมาคมฮันเตอร์ และตำรวจ

รู้ไหมว่าพอพวกเรารายงานไปว่าลัทธิไซไฟกำลังจะก่อเหตุ ‘ดันเจี้ยนเบรก ’ ขนาดใหญ่ พวกเขาตอบกลับมาว่ายังไง?

-แล้วไง?

-จะให้ทำอะไร?

...ซึ่งถูกตอบกลับมาด้วยถ้อยคำที่สุภาพกว่านี้นิดหน่อย

คำให้การของพลเมืองตาดำๆ เพียงคนเดียวนั้น ไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนหน่วยงานรัฐบาลได้เลย

“ดูเหมือนเราจะต้องรวบรวมหลักฐานให้มากกว่านี้แล้วค่อยแจ้งเบาะแสค่ะ ทางตำรวจดูเหมือนจะพร้อมขยับตัวถ้ามีหลักฐาน”

“หลักฐานในสถานการณ์แบบนี้เนี่ยนะ......”

“อย่างเช่น... การที่เราตามหาอีมูกิที่หายไปจนเจองั้นเหรอครับ?”

แถมยังมีเรื่องน่าปวดหัวอีกอย่าง

ตอนนี้คงต้องยอมรับความจริงแล้ว

ผลงานวิจัยของวิหารรากษส นั้นยอดเยี่ยมจริงๆ

‘เกต ที่ถูกปิดทางเข้า’ ที่พวกมันสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดตามเหนือกว่าที่จินตนาการไว้มาก

‘ด้วยการทำลายทางเข้าออก ดันเจี้ยนเลยกลายเป็นพื้นที่เอกเทศโดยสมบูรณ์งั้นรึ!’

สุดท้ายแล้ว ทั้งสกิลของซอนอูยอน และเวทตรวจจับของฉัน ก็ล้มเหลวในการระบุพิกัดของอีมูกิ

พวกเราจึงจบภารกิจวันนี้โดยไม่ได้อะไรติดมือกลับมาเลย

คงจะเป็นแบบนี้ไปถึงพรุ่งนี้ หรือมะรืนนี้แน่ๆ

‘ชิ!’

ถ้าอย่างนั้น จากนี้ไปควรทำยังไงดี?

ต้องรอให้เรื่องมันระเบิดขึ้นมาอย่างหมดหนทางแบบนี้จริงๆ หรือ?

ไพ่ในมือที่ฉันมีก็แค่บอดี้การ์ดคนเดียว แถมยัยนี่ยังเป็นคนที่พร้อมจะหักหลังกันได้ทุกเมื่อถ้าเกิดดันเจี้ยนเบรก ที่ตัวเองรับมือไม่ไหวขึ้นมา

‘ไม่สิ บอสหายไปตั้ง 15 ชนิดทั่วประเทศนี่มันเรื่องใหญ่ชัดๆ พวกหัวหงอกหัวดำข้างบนใช้อะไรคิดถึงยังนิ่งดูดายอยู่ได้!’

เวลาและสถานที่ของการก่อการร้าย แม้กระทั่งความอันตรายของอีมูกิที่โตเต็มวัย

ตอนนี้ทุกอย่างมันไม่แน่นอนไปหมด เรียกได้ว่าไม่มีอะไรรับประกันได้เลยสักอย่าง

‘อึก’

ดังนั้น ฉันจึงตัดสินใจที่จะลดความไม่แน่นอนนี้ลงบ้าง แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ยังดี

ถึงจะดูน่าสมเพชไปหน่อย แต่อย่างน้อยถ้าได้ดิ้นรนจนถึงที่สุด วันข้างหน้าจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง

---

เช้าวันรุ่งขึ้น

ณ สำนักงานใหญ่ของหอคอยเวทมนตร์เกาหลี ได้มีแขกแปลกหน้ามาเยือน

อีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มซอมซ่อในชุดกางเกงยีนส์ย้วยๆ กับเสื้อสเวตเตอร์เก่าๆ แต่บรรยากาศรอบตัวกลับทำให้ไม่กล้าเข้าไปทักทายง่ายๆ

“อะ เชิญค่ะ มาติดต่อธุระอะไรคะ?”

ชายคนนั้นตอบคำถามของพนักงานต้อนรับด้วยแววตาเย็นยะเยือก

“ผมนัดสัมภาษณ์กับประธานที่นี่ไว้ครับ ว่าแต่รอบนี้ต้องปีนเขาวงกตขึ้นไปอีกหรือเปล่าครับ?”

ในน้ำเสียงของเขามีความกังวลเจือปนอยู่จางๆ

ก็แหงล่ะ ยังไงซะเขาก็ไม่อยากพังลิฟต์ของหอคอยเวทมนตร์เป็นรอบที่สองหรอกนะ

ครู่ต่อมา

“อ๊ะ คุณกิรยอ! มาแล้วเหรอคะ”

ในที่สุดก็มาถึงชั้นบนสุดของตึก

คิมกิรยอ ก้มหัวทักทายการต้อนรับของเอสเธอร์เล็กน้อยแล้วนั่งลง

“ขอโทษที่เช็กข้อความช้านะคะ พอดีเมื่อวานฉันอยู่ที่เกต ในนนซานจนดึกเลยน่ะค่ะ”

กึก

บนโต๊ะมีเครื่องดื่มสีดำร้อนๆ ที่พวกมนุษย์ต่างดาวเกลียดวางอยู่ แต่ก็ช่างมันเถอะ

เพราะคำพูดที่เขาจะเอ่ยต่อไปนี้ มันเสียมารยาทกว่านี้เยอะ

“ว่าแต่ จู่ๆ ทำไมถึงขอเวลาฉันล่ะคะ? หืม? คุณกิรยอคนเก่งของเรามีเรื่องอะไรรึเปล่าเอ่ย?”

คิมกิรยอ แสร้งทำเป็นจิบกาแฟเพื่อรวบรวมสมาธิ

การรับมือกับ ‘ผู้ใช้อาคมสาปแช่ง’ นั้นเป็นเรื่องยาก

โดยเฉพาะฝ่ายนี้ที่ใช้ชีวิตในฐานะจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ แทบไม่เคยต้องก้มหัวให้ใครมาก่อน

‘อยู่ที่บ้านเกิด นอกจากหัวหน้าแล้ว ข้าไม่เคยต้องก้มหัวให้ใครเลยแท้ๆ......’

แต่ทว่า

ถึงอย่างนั้นกิรยอก็ไม่ยอมแพ้

ต่อให้ต้องขัดใจผู้ใช้อาคมสาปแช่ง แต่ตอนนี้การรักษาชีวิตให้รอดสำคัญที่สุด

“ผมมีเรื่องอยากจะรบกวนครับ”

แล้วคำขอร้องที่ฮันเตอร์ระดับ F ผู้ต่ำต้อยจะเอ่ยเพื่อเอาชีวิตรอดคืออะไรกัน?

กิรยอเสนอความคิดเห็นออกไปทันที

“ก่อนอื่น นี่ไม่ใช่การบังคับนะครับ อย่าเพิ่งอารมณ์เสียแล้วลองฟังผมดูก่อน”

มาตรการป้องกันขั้นต่ำสุดเพื่อรับมือกับการก่อการร้ายของวิหารรากษส

“ช่วงนี้ช่วยงดเว้นการพิชิตเกต สักพักได้ไหมครับ?”

สิ้นคำพูดนั้น เอสเธอร์ก็เบิกตากว้าง

ไม่ใช่เรื่องอื่น แต่กลับมาบอกให้ฮันเตอร์ งดล่าเนี่ยนะ

“อะไรนะ......”

“ถ้าจะพูดให้ถูกคือ ไม่อยากให้เข้าไปในดันเจี้ยนที่ใช้เวลานานเกินไปน่ะครับ”

คิมกิรยอ วางแก้วกาแฟลงทันที

“ผมจะอธิบายเหตุผลครับ”

คิมกิรยอ เปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดทันทีว่ามีผู้ตื่นรู้ สายสะกดจิตบางคนขโมยมอนสเตอร์ระดับ A ไปเพื่อวางแผนชั่วร้าย

โดยไม่มีความลังเลแม้แต่นิดเดียว

“อีมูกิที่หายไปกับลัทธิเทียม......”

เมื่อได้ยินดังนั้น เอสเธอร์ก็หุบยิ้มและเริ่มสนทนาด้วยท่าทีจริงจัง

“สรุปคือคุณบอกให้ฉันลดการลงเกต เพราะกลัวว่าตอนเกิดเรื่องก่อการร้ายจะติดต่อฉันไม่ได้สินะคะ?”

“ครับ”

“แต่ที่บอกว่าสักพักนี่ มันถึงเมื่อไหร่กันคะ...”

“เดือนธันวาคมครับ”

“คะ?”

“เจ้าลัทธินั่นเคยประกาศคำทำนายไว้เมื่อนานมาแล้วครับ ว่าปลายปีนี้จะเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ ผมเองก็เพิ่งได้ข้อมูลมาเมื่อเช้านี้”

ไหนดูซิ เดือนธันวาคมเหรอ

การที่เจ้าลัทธิเทียมพยายามทำให้คำทำนายเป็นจริงด้วยมือตัวเองเพื่อพิสูจน์พลัง เป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วแม้แต่ในยุคก่อน ‘ดันเจี้ยนช็อก ’

เอสเธอร์พยักหน้าอย่างเข้าใจในทันที

“ตกลงค่ะ งั้นฉันจะลองปรับตารางงานดูแล้วกัน ก็แค่นั้นเอง”

พูดตามตรง ทางนี้เตรียมใจมาถึงขั้นจะคุกเข่าต่อหน้าคลาส S แล้วแท้ๆ ไม่นึกเลยว่าคำขอจะสำเร็จง่ายดายขนาดนี้......!

“จริงเหรอครับ?”

กิรยอลิงโลดด้วยความดีใจก่อนจะรีบดึงสติกลับมา เพราะยังมีเรื่องที่ต้องตรวจสอบเหลืออยู่

“อุ๊ย แล้วก็มีอีกเรื่องที่อยากจะบอกครับ”

“เรื่องอะไรคะ?”

“ทางวิหารรากษส น่าจะเพ่งเล็งฮันเตอร์ระดับ S อยู่ครับ เพราะมอนสเตอร์ที่พวกมันอุตส่าห์เลี้ยงมา อาจจะตายเอาดื้อๆ ถ้าเจอกับพวกคุณ”

เขานึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อเดือนสิงหาคม

ซอนอูยอน บอกว่า คนที่ก่อเหตุระเบิดพลีชีพในตอนนั้น พอตรวจสอบรูปพรรณสัณฐานแล้ว สันนิษฐานว่าเป็นสาวกของลัทธินั้น

“เพราะฉะนั้น คุณเอสเธอร์ควรระวังตัวแม้แต่ในเวลาใช้ชีวิตประจำวัน......”

แต่พอลองคิดดูดีๆ แล้ว ก็รู้สึกสังหรณ์ใจว่าพวกลัทธินั่นคงไม่ได้จ้องเล่นงานแค่จองฮาซอง คนเดียวแน่

กิรยอจึงถามออกไปเพื่อความแน่ใจ

“เอ่อ... อาจจะถามเผื่อไว้เฉยๆ นะครับ แต่ช่วงนี้คุณเคยพัวพันกับแผนลอบสังหารอะไรพวกนี้บ้างไหมครับ?”

และคำตอบที่ได้ก็เป็นไปตามคาด

“น่าตกใจที่มีค่ะ! คือเรื่องมันเป็นงี้ค่ะ อยู่ๆ ตำรวจก็ติดต่อมา บอกว่าตอนที่กำลังไล่ล่าองค์กรอาชญากรรมกลุ่มหนึ่งแล้วไปถล่มพวกปลายแถว จู่ๆ ก็มีชื่อฉันโผล่มาเฉยเลย?”

“ชื่อเหรอครับ?”

“ทางตำรวจบอกว่าให้ระวังตัว เพราะมีผู้ใช้สกิลสายลอบสังหารวางแผนจะฆ่าฉันอยู่น่ะค่ะ”

“อ้า!”

“เอ่อ... รู้สึกจะชื่อ พัค... พัคอะไรสักอย่างเนี่ยแหละ”

“ลอบสังหารกับองค์กรอาชญากรรม... เอ๊ะ? หรือว่า พัคจุนแท?”

เอสเธอร์ปรบมือด้วยความตกใจ

“อุ๊ยตาย! ใช่เลยค่ะ!”

พัคจุนแท

เจ้านักเลงเถื่อนไร้ใบอนุญาตคนนั้น เคยใช้พรรคพวกในองค์กรอาชญากรรมสืบข้อมูลส่วนตัวของเอสเธอร์จนถูกจับได้

ทว่า

“แต่ได้ยินมาทีหลังว่า หมอนั่นตายไปก่อนที่จะโดนจับซะอีกนะคะ?”

เจ้าตัวกลับไม่เคยเห็นหน้าคู่กรณีเลย

พัคจุนแทล้มเหลวในการลอบสังหารไปถึง 2 ครั้งโดยที่เธอไม่รู้ตัว และถูกซูเยฮวี กำจัดทิ้งไปเรียบร้อยแล้ว

“งั้นเหรอครับ?”

กิรยอเองก็เพิ่งเคยได้ยินข่าวนี้เป็นครั้งแรก แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรให้ต้องเสียใจ

“ยังไงซะ ถ้าช่วงที่ผ่านมาไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็......”

กิรยอแสดงปฏิกิริยาตอบรับอย่างจืดชืด

“......เดี๋ยวนะคะ”

แต่ในตอนนั้นเอง

เอสเธอร์เอียงคอเหมือนรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง

“ว่าแต่ทำไมคุณกิรยอถึงรู้จักพัคจุนแทได้ล่ะคะ?”

คำถามที่ตามมาเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล

แน่นอนว่าคิมกิรยอ รู้จักพัคจุนแทด้วยความบังเอิญที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ แต่โดยปกติแล้วความจริงกับคำโกหกมันมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นหรอก

“เมื่อก่อนเคยเจอกันแป๊บนึงน่ะครับ”

“ทำไมคะ?”

“ไม่ใช่เรื่องดีอะไรหรอกครับ แค่อยู่ๆ พัคจุนแทก็จะมาฆ่าผม......”

“ละ แล้วไงต่อคะ?”

“หือ?”

“ก็หมอนั่นจะฆ่าคุณกิรยอไม่ใช่เหรอคะ! แล้วหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น?”

คิมกิรยอ ตอบคำถามของเอสเธอร์ด้วยความสัตย์จริง

“จะเกิดอะไรขึ้นได้ล่ะครับ ก็ไม่มีอะไร ในตอนท้ายจู่ๆ พัคจุนแทก็หนีไปน่ะครับ”

“คะ?”

“ผมก็เลยสงสัยมาตลอดว่ามนุษย์คนนี้หายหัวไปทำอะไรอยู่”

ปัญหาคือ

มนุษย์ต่างดาวตนหนึ่งดันขยับกล้ามเนื้อใบหน้าโดยไม่จำเป็น ด้วยความตั้งใจจะแสดงความเป็นกันเองกับเอสเธอร์

คิมกิรยอ แสยะยิ้มที่มุมปากขึ้น

“นึกไม่ถึงเลยนะครับว่าจะตายไปแล้ว”

ทว่า การพูดประโยคพรรค์นี้ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ในสายตาคนอื่นย่อมมองว่ามัน......

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

97

20px

ภายในถ้ำที่เต็มไปด้วยอากาศอับชื้น

เสียงหยดน้ำร่วงหล่นจากหินงอกหินย้อยบนเพดานสูงดังก้องสะท้อน

ติ๋ง

ในจังหวะที่หยดน้ำร่วงลงมาอีกครั้ง สิ่งมีชีวิตที่ขดตัวอยู่เบื้องล่างก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาอย่างแผ่วเบา

-ฟ่ออออ......

มันคืองูยักษ์ที่มีเกล็ดสีดำทมิฬปกคลุมทั่วร่าง ทว่ายังมิอาจกลายเป็นมังกร

เจ้างูแลบลิ้นสีน้ำเงินแผล็บๆ สูดอากาศภายในถ้ำ ก่อนจะผล็อยหลับไปในทันที

“เวลานอนใกล้เคียงกับมนุษย์เลยแฮะ”

แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

จู่ๆ ก็มีเสียงภาษามนุษย์ดังออกมาจากทางเดินมืดสลัวที่ดูเหมือนจะไร้ผู้คน

นั่นคือเสียงของใครบางคนที่สวมเสื้อกันฝนสีเทา

“ถ้าไม่ใช่เพราะมันนอนวันละตั้ง 6 ชั่วโมง ป่านนี้คงโตเร็วกว่านี้ไปแล้ว”

ซูเยฮวี แห่งวิหารรากษส เดินออกมาจากมุมมืดอย่างเชื่องช้า ตรงเข้าหาแสงสว่าง

เพื่อเลี้ยงดูงูตัวนี้เพียงตัวเดียว เขาต้องทุ่มเทความพยายามอย่างมากมาจนถึงตอนนี้

ด่านแรกคือการหาสถานที่สำหรับซ่อนบอส

และสิ่งที่ค้นพบในระหว่างนั้นก็คือกลวิธีในการลบทางเดินของดันเจี้ยน

‘ข้างในนี้กว้างขวางดีจริงๆ’

เดิมทีที่นี่คือเกต ระดับ E แห่งหนึ่ง ซึ่งมีบอสรูปร่างคล้ายสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกปรากฏตัว

แต่ในตอนนี้ เจ้าหัวหน้าตัวนั้นได้สูญเสียคุณสมบัติในการเป็นเจ้าของดันเจี้ยน และถูกมัดไว้อย่างน่าสังเวชในห้องเล็กๆ แห่งนี้

“อ๊บ! อ๊บ!”

วันที่การเติบโตของ ‘อีมูกิ’ สิ้นสุดลง

ซูเยฮวี ตั้งใจจะฆ่าบอสตัวจริงตัวนั้นเพื่อเปิดทางออกสู่ใจกลางเมือง

‘ต้องปกป้องมันไม่ให้ตายจนกว่าจะถึงตอนนั้น’

แถมเรื่องที่ต้องใส่ใจก็ไม่ได้มีแค่เรื่องเดียว

เขาต้องคอยดูแลบอสจำนวนมากที่จับมาเป็นเหยื่ออย่างเคร่งครัด

และที่สำคัญที่สุด ตัวเขาเองก็ต้องเอาชีวิตรอดในรังปีศาจแห่งนี้ให้ได้......

“ฮัดชิ้ว!”

ซูเยฮวี โรยผงสีเหลืองลงบนศีรษะของตัวเองอีกครั้ง

มันคือไอเทมพรางตัวสำหรับใช้กับสัตว์ประหลาด ช่วยลบกลิ่นกายและเสียง

“แค่กๆ”

ว่าแต่งานนี้จะทันเวลาจริงๆ หรือเปล่านะ?

สิ่งที่สัญญากับ ส.ส.คิม เอาไว้คือการก่อการร้ายให้สำเร็จก่อนจะถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า

แต่ในระหว่างที่เตรียมการเรื่องนู้นเรื่องนี้ ข้างนอกก็เข้าสู่ฤดูหนาวเสียแล้ว

แถมเจ้าอีมูกิก็ยังไม่แสดงผลลัพธ์ที่เขาต้องการออกมาสักที

“หึๆๆ”

มิหนำซ้ำ ยังมี ‘ไอ้สวะ’ ที่เหมือนภูตผีปีศาจมาคอยขัดขวาง จนตอนนี้เขาต้องกลายเป็นผู้ต้องหาหลบหนี

‘ถ้าสมาคมฮันเตอร์ ไม่จับหางฉันได้กะทันหันแบบนั้น ฉันคงเตรียมตัวมาดีกว่านี้แท้ๆ เป็นเพราะมันแท้ๆ เสบียงอาหารเลยไม่พอ’

ชัดเจน

ครั้งนี้ไอ้หมอนั่นต้องวางแผนอะไรบางอย่างไว้อีกแน่ๆ

เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เขาคิดว่าเป็นตัวเกะกะขวางทางอย่างแท้จริง

“คิมกิรยอ ”

ซูเยฮวี พึมพำชื่อของชายคนนั้นแล้วจมอยู่ในห้วงความคิดครู่หนึ่ง

ชายผมทองที่มีความสามารถโดดเด่นชนิดหาตัวจับยากขนาดนั้น ทำไมถึงไม่มีชื่อเสียงมาก่อนหน้านี้เลย

และทำไมเขาถึงเพิ่งมาปรากฏตัวเอาในปีนี้ ปีที่เขาเริ่มดำเนินการตามแผน......

“น่าสงสัยจริงๆ”

ความสนใจและความรังเกียจ

อารมณ์ทั้งสองปะทุขึ้นในใจของซูเยฮวี ชั่ววูบ แต่คลื่นอารมณ์นั้นก็สงบลงอย่างรวดเร็ว

เพราะในใจของเขามีความศรัทธาอันแรงกล้าสถิตอยู่เสมอ ซึ่งมันช่วยในการรักษาความเยือกเย็นได้เป็นอย่างดี

“ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ผมจะทำให้สังคมนี้ตาสว่างให้ได้”

ซูเยฮวี ประสานมือราวกับกำลังสวดภาวนา แล้วเปิดใช้งานเครื่องวิเคราะห์ของ PIXY ที่สวมอยู่บนข้อมือ

และค่าที่เครื่องแสดงออกมาหลังจากส่องไปที่อีมูกิก็คือ......

[???]

[ระดับ : ??]

[คำอธิบาย : ไม่มีข้อมูลที่ลงทะเบียนไว้]

ซูเยฮวี ตรวจสอบหน้าจอที่ข้อมือแล้วยิ้มกว้างออกมา

“อาฮะ!”

ความจริงแล้วสัญญาที่ให้ไว้กับ ส.ส.คิม จะเป็นตายร้ายดียังไงก็ช่าง แต่ดูเหมือนว่าเบื้องบนคงไม่อยากให้บ่าวรับใช้อย่างเขาต้องกลายเป็นคนโกหกกระมัง

---

เรื่องราวตัดกลับมาที่สวนสาธารณะ

“สรุปก็คือ สถานการณ์ย่ำแย่มากสินะครับ”

พวกเรากำลังซวยแล้ว

ไม่ว่าการแย่งชิงผลประโยชน์ภายในลัทธิจะเป็นอย่างไร สุดท้ายวิหารรากษส ก็จะขับเคลื่อนไปตามอุดมการณ์บ้าคลั่งของนักสะกดจิตคนนั้นอยู่ดี

“ใช่ ถึงจะฟันธงไม่ได้ แต่โอกาสที่จะเกิดเหตุร้ายก็สูงมาก”

ให้ตายสิ การกลับชาติมาเกิดใหม่ บนโลกนี้นี่ไม่มีเรื่องดีเลยจริงๆ

กลุ่มลัทธิเทียมขนาดใหญ่ดันถูกนักสะกดจิตชักเชิดอยู่ไม่พอ

ดันแจ็คพอตแตกที่นักสะกดจิตคนนั้นเป็นคนบ้าที่อยากจะสังหารหมู่ฮันเตอร์ ซะด้วย

‘หนีออกจากเกาหลีดีไหมนะ?’

ฉันเอามือกุมขมับและเริ่มคิดพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง

การหนีไปกบดานต่างประเทศ... นี่เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในปีนี้

---

และหนึ่งวันถัดมา

ในขณะที่ผู้ประกาศข่าวพยากรณ์อากาศในทีวีกำลังรายงานเรื่องเช้าที่หนาวเย็น

ฉันลุกจากที่นอนและหยิบชุดไปข้างนอกมาใส่อย่างทุลักทุเล

“เฮ้อ”

ก่อนอื่น ขอพูดถึงข้อสรุปที่ได้เมื่อวานก่อนดีกว่าไหม?

ในเบื้องต้น ฉันกับซอนอูยอน ตกลงกันว่าจะพยายามสืบหาแผนการของวิหารรากษส ให้ได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

เพราะอุบัติเหตุใหญ่ระดับการก่อการร้ายนั้น การเตรียมรับมือจะส่งผลต่อจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตอย่างมหาศาล

‘ฮือๆ’

แน่นอนว่าใจจริงในตอนนี้อยากจะหนีไปต่างประเทศใจจะขาด......

แต่เพราะกฎระเบียบยุ่งยากของพวกชาวโลกอย่างวีซ่าบ้าบออะไรนั่น สุดท้ายเลยต้องจำใจอยู่ปกป้องเกาหลีทั้งน้ำตา

‘นี่มันเอามีดจ่อคอหอยบังคับให้รักชาติชัดๆ’

ถึงอย่างนั้น สิ่งเดียวที่พอจะเยียวยาจิตใจได้ในสถานการณ์นี้ ก็คือฤดูกาลใหม่ที่มาถึงซึ่งค่อนข้างถูกใจฉันทีเดียว

“อ่าห์”

ฉันที่เคยอาศัยอยู่ในทะเลลึกอันหนาวเหน็บ รู้สึกพึงพอใจกับอุณหภูมิในปัจจุบันที่คล้ายคลึงกับอุณหภูมิน้ำในบ้านเกิด จึงก้าวเท้าออกจากบ้านอย่างสบายใจ

นี่เป็นฤดูหนาวแรกที่ได้สัมผัสนับตั้งแต่มาเยือนโลก

แต่ทว่า เรื่องราวมันไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิดไว้น่ะสิ

“ขอโทษค่ะ”

“คุณซอนอูยอน มีอะไรต้องขอโทษด้วยเหรอครับ”

“ถึงอย่างนั้นก็ต้องขอโทษค่ะ.......”

ฉันกับซอนอูยอน เริ่มต้นแผนการด้วยความล้มเหลวอย่างยับเยิน

“ไม่นึกเลยว่าเบื้องบนจะทำเป็นหูทวนลมขนาดนี้......”

สมาคมฮันเตอร์ และตำรวจ

รู้ไหมว่าพอพวกเรารายงานไปว่าลัทธิไซไฟกำลังจะก่อเหตุ ‘ดันเจี้ยนเบรก ’ ขนาดใหญ่ พวกเขาตอบกลับมาว่ายังไง?

-แล้วไง?

-จะให้ทำอะไร?

...ซึ่งถูกตอบกลับมาด้วยถ้อยคำที่สุภาพกว่านี้นิดหน่อย

คำให้การของพลเมืองตาดำๆ เพียงคนเดียวนั้น ไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนหน่วยงานรัฐบาลได้เลย

“ดูเหมือนเราจะต้องรวบรวมหลักฐานให้มากกว่านี้แล้วค่อยแจ้งเบาะแสค่ะ ทางตำรวจดูเหมือนจะพร้อมขยับตัวถ้ามีหลักฐาน”

“หลักฐานในสถานการณ์แบบนี้เนี่ยนะ......”

“อย่างเช่น... การที่เราตามหาอีมูกิที่หายไปจนเจองั้นเหรอครับ?”

แถมยังมีเรื่องน่าปวดหัวอีกอย่าง

ตอนนี้คงต้องยอมรับความจริงแล้ว

ผลงานวิจัยของวิหารรากษส นั้นยอดเยี่ยมจริงๆ

‘เกต ที่ถูกปิดทางเข้า’ ที่พวกมันสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดตามเหนือกว่าที่จินตนาการไว้มาก

‘ด้วยการทำลายทางเข้าออก ดันเจี้ยนเลยกลายเป็นพื้นที่เอกเทศโดยสมบูรณ์งั้นรึ!’

สุดท้ายแล้ว ทั้งสกิลของซอนอูยอน และเวทตรวจจับของฉัน ก็ล้มเหลวในการระบุพิกัดของอีมูกิ

พวกเราจึงจบภารกิจวันนี้โดยไม่ได้อะไรติดมือกลับมาเลย

คงจะเป็นแบบนี้ไปถึงพรุ่งนี้ หรือมะรืนนี้แน่ๆ

‘ชิ!’

ถ้าอย่างนั้น จากนี้ไปควรทำยังไงดี?

ต้องรอให้เรื่องมันระเบิดขึ้นมาอย่างหมดหนทางแบบนี้จริงๆ หรือ?

ไพ่ในมือที่ฉันมีก็แค่บอดี้การ์ดคนเดียว แถมยัยนี่ยังเป็นคนที่พร้อมจะหักหลังกันได้ทุกเมื่อถ้าเกิดดันเจี้ยนเบรก ที่ตัวเองรับมือไม่ไหวขึ้นมา

‘ไม่สิ บอสหายไปตั้ง 15 ชนิดทั่วประเทศนี่มันเรื่องใหญ่ชัดๆ พวกหัวหงอกหัวดำข้างบนใช้อะไรคิดถึงยังนิ่งดูดายอยู่ได้!’

เวลาและสถานที่ของการก่อการร้าย แม้กระทั่งความอันตรายของอีมูกิที่โตเต็มวัย

ตอนนี้ทุกอย่างมันไม่แน่นอนไปหมด เรียกได้ว่าไม่มีอะไรรับประกันได้เลยสักอย่าง

‘อึก’

ดังนั้น ฉันจึงตัดสินใจที่จะลดความไม่แน่นอนนี้ลงบ้าง แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ยังดี

ถึงจะดูน่าสมเพชไปหน่อย แต่อย่างน้อยถ้าได้ดิ้นรนจนถึงที่สุด วันข้างหน้าจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง

---

เช้าวันรุ่งขึ้น

ณ สำนักงานใหญ่ของหอคอยเวทมนตร์เกาหลี ได้มีแขกแปลกหน้ามาเยือน

อีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มซอมซ่อในชุดกางเกงยีนส์ย้วยๆ กับเสื้อสเวตเตอร์เก่าๆ แต่บรรยากาศรอบตัวกลับทำให้ไม่กล้าเข้าไปทักทายง่ายๆ

“อะ เชิญค่ะ มาติดต่อธุระอะไรคะ?”

ชายคนนั้นตอบคำถามของพนักงานต้อนรับด้วยแววตาเย็นยะเยือก

“ผมนัดสัมภาษณ์กับประธานที่นี่ไว้ครับ ว่าแต่รอบนี้ต้องปีนเขาวงกตขึ้นไปอีกหรือเปล่าครับ?”

ในน้ำเสียงของเขามีความกังวลเจือปนอยู่จางๆ

ก็แหงล่ะ ยังไงซะเขาก็ไม่อยากพังลิฟต์ของหอคอยเวทมนตร์เป็นรอบที่สองหรอกนะ

ครู่ต่อมา

“อ๊ะ คุณกิรยอ! มาแล้วเหรอคะ”

ในที่สุดก็มาถึงชั้นบนสุดของตึก

คิมกิรยอ ก้มหัวทักทายการต้อนรับของเอสเธอร์เล็กน้อยแล้วนั่งลง

“ขอโทษที่เช็กข้อความช้านะคะ พอดีเมื่อวานฉันอยู่ที่เกต ในนนซานจนดึกเลยน่ะค่ะ”

กึก

บนโต๊ะมีเครื่องดื่มสีดำร้อนๆ ที่พวกมนุษย์ต่างดาวเกลียดวางอยู่ แต่ก็ช่างมันเถอะ

เพราะคำพูดที่เขาจะเอ่ยต่อไปนี้ มันเสียมารยาทกว่านี้เยอะ

“ว่าแต่ จู่ๆ ทำไมถึงขอเวลาฉันล่ะคะ? หืม? คุณกิรยอคนเก่งของเรามีเรื่องอะไรรึเปล่าเอ่ย?”

คิมกิรยอ แสร้งทำเป็นจิบกาแฟเพื่อรวบรวมสมาธิ

การรับมือกับ ‘ผู้ใช้อาคมสาปแช่ง’ นั้นเป็นเรื่องยาก

โดยเฉพาะฝ่ายนี้ที่ใช้ชีวิตในฐานะจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ แทบไม่เคยต้องก้มหัวให้ใครมาก่อน

‘อยู่ที่บ้านเกิด นอกจากหัวหน้าแล้ว ข้าไม่เคยต้องก้มหัวให้ใครเลยแท้ๆ......’

แต่ทว่า

ถึงอย่างนั้นกิรยอก็ไม่ยอมแพ้

ต่อให้ต้องขัดใจผู้ใช้อาคมสาปแช่ง แต่ตอนนี้การรักษาชีวิตให้รอดสำคัญที่สุด

“ผมมีเรื่องอยากจะรบกวนครับ”

แล้วคำขอร้องที่ฮันเตอร์ระดับ F ผู้ต่ำต้อยจะเอ่ยเพื่อเอาชีวิตรอดคืออะไรกัน?

กิรยอเสนอความคิดเห็นออกไปทันที

“ก่อนอื่น นี่ไม่ใช่การบังคับนะครับ อย่าเพิ่งอารมณ์เสียแล้วลองฟังผมดูก่อน”

มาตรการป้องกันขั้นต่ำสุดเพื่อรับมือกับการก่อการร้ายของวิหารรากษส

“ช่วงนี้ช่วยงดเว้นการพิชิตเกต สักพักได้ไหมครับ?”

สิ้นคำพูดนั้น เอสเธอร์ก็เบิกตากว้าง

ไม่ใช่เรื่องอื่น แต่กลับมาบอกให้ฮันเตอร์ งดล่าเนี่ยนะ

“อะไรนะ......”

“ถ้าจะพูดให้ถูกคือ ไม่อยากให้เข้าไปในดันเจี้ยนที่ใช้เวลานานเกินไปน่ะครับ”

คิมกิรยอ วางแก้วกาแฟลงทันที

“ผมจะอธิบายเหตุผลครับ”

คิมกิรยอ เปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดทันทีว่ามีผู้ตื่นรู้ สายสะกดจิตบางคนขโมยมอนสเตอร์ระดับ A ไปเพื่อวางแผนชั่วร้าย

โดยไม่มีความลังเลแม้แต่นิดเดียว

“อีมูกิที่หายไปกับลัทธิเทียม......”

เมื่อได้ยินดังนั้น เอสเธอร์ก็หุบยิ้มและเริ่มสนทนาด้วยท่าทีจริงจัง

“สรุปคือคุณบอกให้ฉันลดการลงเกต เพราะกลัวว่าตอนเกิดเรื่องก่อการร้ายจะติดต่อฉันไม่ได้สินะคะ?”

“ครับ”

“แต่ที่บอกว่าสักพักนี่ มันถึงเมื่อไหร่กันคะ...”

“เดือนธันวาคมครับ”

“คะ?”

“เจ้าลัทธินั่นเคยประกาศคำทำนายไว้เมื่อนานมาแล้วครับ ว่าปลายปีนี้จะเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ ผมเองก็เพิ่งได้ข้อมูลมาเมื่อเช้านี้”

ไหนดูซิ เดือนธันวาคมเหรอ

การที่เจ้าลัทธิเทียมพยายามทำให้คำทำนายเป็นจริงด้วยมือตัวเองเพื่อพิสูจน์พลัง เป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วแม้แต่ในยุคก่อน ‘ดันเจี้ยนช็อก ’

เอสเธอร์พยักหน้าอย่างเข้าใจในทันที

“ตกลงค่ะ งั้นฉันจะลองปรับตารางงานดูแล้วกัน ก็แค่นั้นเอง”

พูดตามตรง ทางนี้เตรียมใจมาถึงขั้นจะคุกเข่าต่อหน้าคลาส S แล้วแท้ๆ ไม่นึกเลยว่าคำขอจะสำเร็จง่ายดายขนาดนี้......!

“จริงเหรอครับ?”

กิรยอลิงโลดด้วยความดีใจก่อนจะรีบดึงสติกลับมา เพราะยังมีเรื่องที่ต้องตรวจสอบเหลืออยู่

“อุ๊ย แล้วก็มีอีกเรื่องที่อยากจะบอกครับ”

“เรื่องอะไรคะ?”

“ทางวิหารรากษส น่าจะเพ่งเล็งฮันเตอร์ระดับ S อยู่ครับ เพราะมอนสเตอร์ที่พวกมันอุตส่าห์เลี้ยงมา อาจจะตายเอาดื้อๆ ถ้าเจอกับพวกคุณ”

เขานึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อเดือนสิงหาคม

ซอนอูยอน บอกว่า คนที่ก่อเหตุระเบิดพลีชีพในตอนนั้น พอตรวจสอบรูปพรรณสัณฐานแล้ว สันนิษฐานว่าเป็นสาวกของลัทธินั้น

“เพราะฉะนั้น คุณเอสเธอร์ควรระวังตัวแม้แต่ในเวลาใช้ชีวิตประจำวัน......”

แต่พอลองคิดดูดีๆ แล้ว ก็รู้สึกสังหรณ์ใจว่าพวกลัทธินั่นคงไม่ได้จ้องเล่นงานแค่จองฮาซอง คนเดียวแน่

กิรยอจึงถามออกไปเพื่อความแน่ใจ

“เอ่อ... อาจจะถามเผื่อไว้เฉยๆ นะครับ แต่ช่วงนี้คุณเคยพัวพันกับแผนลอบสังหารอะไรพวกนี้บ้างไหมครับ?”

และคำตอบที่ได้ก็เป็นไปตามคาด

“น่าตกใจที่มีค่ะ! คือเรื่องมันเป็นงี้ค่ะ อยู่ๆ ตำรวจก็ติดต่อมา บอกว่าตอนที่กำลังไล่ล่าองค์กรอาชญากรรมกลุ่มหนึ่งแล้วไปถล่มพวกปลายแถว จู่ๆ ก็มีชื่อฉันโผล่มาเฉยเลย?”

“ชื่อเหรอครับ?”

“ทางตำรวจบอกว่าให้ระวังตัว เพราะมีผู้ใช้สกิลสายลอบสังหารวางแผนจะฆ่าฉันอยู่น่ะค่ะ”

“อ้า!”

“เอ่อ... รู้สึกจะชื่อ พัค... พัคอะไรสักอย่างเนี่ยแหละ”

“ลอบสังหารกับองค์กรอาชญากรรม... เอ๊ะ? หรือว่า พัคจุนแท?”

เอสเธอร์ปรบมือด้วยความตกใจ

“อุ๊ยตาย! ใช่เลยค่ะ!”

พัคจุนแท

เจ้านักเลงเถื่อนไร้ใบอนุญาตคนนั้น เคยใช้พรรคพวกในองค์กรอาชญากรรมสืบข้อมูลส่วนตัวของเอสเธอร์จนถูกจับได้

ทว่า

“แต่ได้ยินมาทีหลังว่า หมอนั่นตายไปก่อนที่จะโดนจับซะอีกนะคะ?”

เจ้าตัวกลับไม่เคยเห็นหน้าคู่กรณีเลย

พัคจุนแทล้มเหลวในการลอบสังหารไปถึง 2 ครั้งโดยที่เธอไม่รู้ตัว และถูกซูเยฮวี กำจัดทิ้งไปเรียบร้อยแล้ว

“งั้นเหรอครับ?”

กิรยอเองก็เพิ่งเคยได้ยินข่าวนี้เป็นครั้งแรก แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรให้ต้องเสียใจ

“ยังไงซะ ถ้าช่วงที่ผ่านมาไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็......”

กิรยอแสดงปฏิกิริยาตอบรับอย่างจืดชืด

“......เดี๋ยวนะคะ”

แต่ในตอนนั้นเอง

เอสเธอร์เอียงคอเหมือนรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง

“ว่าแต่ทำไมคุณกิรยอถึงรู้จักพัคจุนแทได้ล่ะคะ?”

คำถามที่ตามมาเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล

แน่นอนว่าคิมกิรยอ รู้จักพัคจุนแทด้วยความบังเอิญที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ แต่โดยปกติแล้วความจริงกับคำโกหกมันมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นหรอก

“เมื่อก่อนเคยเจอกันแป๊บนึงน่ะครับ”

“ทำไมคะ?”

“ไม่ใช่เรื่องดีอะไรหรอกครับ แค่อยู่ๆ พัคจุนแทก็จะมาฆ่าผม......”

“ละ แล้วไงต่อคะ?”

“หือ?”

“ก็หมอนั่นจะฆ่าคุณกิรยอไม่ใช่เหรอคะ! แล้วหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น?”

คิมกิรยอ ตอบคำถามของเอสเธอร์ด้วยความสัตย์จริง

“จะเกิดอะไรขึ้นได้ล่ะครับ ก็ไม่มีอะไร ในตอนท้ายจู่ๆ พัคจุนแทก็หนีไปน่ะครับ”

“คะ?”

“ผมก็เลยสงสัยมาตลอดว่ามนุษย์คนนี้หายหัวไปทำอะไรอยู่”

ปัญหาคือ

มนุษย์ต่างดาวตนหนึ่งดันขยับกล้ามเนื้อใบหน้าโดยไม่จำเป็น ด้วยความตั้งใจจะแสดงความเป็นกันเองกับเอสเธอร์

คิมกิรยอ แสยะยิ้มที่มุมปากขึ้น

“นึกไม่ถึงเลยนะครับว่าจะตายไปแล้ว”

ทว่า การพูดประโยคพรรค์นี้ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ในสายตาคนอื่นย่อมมองว่ามัน......