Cover

98

“เอ่อ.... ฮะ?”

การแสดงออกทางอารมณ์ที่พังพินาศชะมัด!

แต่นี่ไม่ใช่เวลาจะมาด่าว่าคนของ วิหารรากษส เป็นพวกสติฟั่นเฟือน

เพราะถ้าพูดถึงเรื่องสติสตางค์ไม่สมประกอบ ตัว คิมกิรยอ เองก็ใช่ว่าจะยอมเป็นที่สองรองใคร

‘อะไรกันเนี่ย?’

อาชญากรที่ใจกล้าบ้าบิ่นถึงขนาดวางแผนลอบสังหารฮันเตอร์ ระดับ S กลับหนีไปดื้อๆ แค่นี้ก็ฟังดูไม่สมเหตุสมผลแล้ว แต่นี่ยังมีผู้ชายตรงหน้าที่พูดถึงความตายของ พัคจุนแท ด้วยท่าทีประชดประชันแปลกๆ อีก...

ความสงสัยทวีความรุนแรงขึ้นในพริบตา

“ไม่รู้... คุณไม่รู้เรื่องจริงๆ เหรอคะ?”

ซอเอสเธอร์ ถามย้ำด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

“ถ้างั้นคุณกิรยอก็รู้อยู่แล้วว่าพัคจุนแทเป็นตัวอันตราย แต่กลับไม่ยอมบอกฉันล่วงหน้าเหรอคะ?”

“ตอนนั้นผมเองก็ไม่รู้จุดประสงค์ของอีกฝ่ายอย่างละเอียดครับ”

“คะ?”

“ผมไม่รู้ว่าคุณเอสเธอร์เป็นเป้าหมายด้วยซ้ำ”

แต่สิ่งที่ได้รับกลับมา มีเพียงปฏิกิริยาที่ไม่เข้าใจต้นสายปลายเหตุ

แม้กิรยอจะยืนยันด้วยท่าทีที่ดูจริงใจ แต่ความเข้าใจผิดของเอสเธอร์กลับยิ่งถลำลึก

“ไม่สิ ไม่เข้าใจเลยสักนิด... เฮ้อ งั้นลองอธิบายมาให้ละเอียดหน่อยสิคะว่าทำไมพัคจุนแทถึงหนีไป”

“นั่นสินะครับ เรื่องนั้นอธิบายยากเหมือนกัน”

“คะ?”

“เรื่องตอนนั้นมัน... ผมแทบไม่ได้ทำอะไรเลย แต่พัคจุนแทดันกลัวจนหัวหดแล้วถอยไปเอง ก็แค่นั้นแหละครับ”

จะว่าไป การใช้ฝูงนกตายสร้างมลภาวะทางเสียง ในมุมมองของจอมมหาเวทผู้ยิ่งใหญ่อย่างเขา มันก็แค่ ‘เรื่องขี้ปะติ๋วที่ไม่ได้ทำอะไรเลย’ จริงๆ นั่นแหละ

กิรยอคิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องอธิบายเวทมนตร์เล็กน้อยพรรค์นั้นให้ยืดยาว จึงจงใจละเว้นรายละเอียดบางส่วนไป

พูดง่ายๆ คือตัดบทนั่นเอง

“ว่าแต่เราเลิกคุยเรื่องคนตายกันได้หรือยังครับ? มันเสียเวลานะ”

และนี่ก็ถือเป็นความหวังดีในแบบของเขา ที่ช่วยตัดบทสนทนาไร้สาระให้กับหัวหน้ากิลด์ผู้มีงานรัดตัว

แต่สำหรับเอสเธอร์ สถานการณ์นี้ดูเหมือนเขากำลังบ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถาม

‘อะไรของเขาเนี่ย?’

สุดท้ายเอสเธอร์ก็ไม่อาจสลัดความรู้สึกตะขิดตะขวงใจออกไปได้

ความสงสัยที่ว่าฮันเตอร์ตรงหน้าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของพัคจุนแท ยังคงฝังแน่นอยู่ในใจ

“แหม ทำให้คนเขาสับสนเก่งจริงนะ...”

“ครับ?”

“ไม่มีอะไรค่ะ ฉันแค่พูดเพ้อเจ้อไปเอง”

แต่ก็ช่างเถอะ

หากข้อสงสัยนี้เป็นจริง เธอกลับยิ่งรู้สึกถูกใจฮันเตอร์ที่ชื่อคิมกิรยอคนนี้มากขึ้นไปอีก

‘ถ้าผู้ชายคนนี้ลงมือทำอะไรสักอย่างกับพัคจุนแทจริงๆ ทางนี้ก็มีแต่จะยินดีต้อนรับ’

เอสเธอร์ให้คำมั่นสัญญาพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน

“เอาเป็นว่า ฉันจะเอาคำขอของคุณไปแทรกในตารางงานให้เต็มที่เลยค่ะ”

ฮันเตอร์ ระดับ S ผู้นี้ จะยอมรอคอยเจ้า อีมูกิ ในฤดูหนาวตามคำขอ

---

โชคดีที่ยอมเสี่ยงดวงดู

มองในแง่หนึ่ง นี่มันก็เหมือนกับฮันเตอร์สวะคนหนึ่งกล้าไปชี้นิ้วสั่งฮันเตอร์ ระดับ S ผู้สูงส่งราวกับท้องนภาเลยไม่ใช่หรือไง

‘คงเป็นผลบุญจากการขยันประจบสอพลอไว้ก่อนหน้านี้สินะ?’

ในเมื่อได้รับคำสัญญาจาก ระดับ S แล้ว ทีนี้ก็กลับมาโฟกัสเรื่องการตามหา อีมูกิ กันต่อดีไหมนะ

แต่เดี๋ยวก่อน

ไอ้คนที่บอกว่าจะตามหา อีมูกิ ทำไมจู่ๆ ถึงโผล่มาที่สมาคมฮันเตอร์?

ผมก้าวยาวๆ เดินผ่านสมาคมฯ ไป แล้วเลี้ยวเข้าตึกฝั่งตรงข้ามแทน

วันนี้เป็นวันที่ หินมานา ระดับหายากที่ได้จาก บารอนสวนดอกไม้ ขายออกพอดี

‘แค่รอรับเงินจากการประเมินราคาก็ปาเข้าไปตั้งนาน’

ด้วยอานิสงส์จากการขายของรอบนี้ ตัวเลขในบัญชีของผมก็เปลี่ยนหลักอีกครั้ง

แต่ก็ไม่ได้รู้สึกดีใจอะไรเป็นพิเศษ เพราะเงินที่หามาได้วันนี้ มีกำหนดการต้องระเหยกลายเป็นค่าครองชีพเพื่อความอยู่รอดจนหมดเกลี้ยงอยู่แล้ว

‘คนอ่อนแออย่างฉัน ถ้าคิดจะเอาชีวิตรอดจาก ดันเจี้ยนเบรก ก็ต้องใช้เงินแก้ปัญหา... เอ้ย ต้องพึ่งพาอานุภาพของไอเทมสวมใส่เท่านั้น’

คนเราจะใช้ชีวิตโดยมองโลกในแง่ดีตลอดเวลาได้อย่างไร

ผมย่อมต้องสมมติกรณีที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้ นั่นคือกรณีที่ล้มเหลวในการตามหา อีมูกิ ที่หายไป จนสุดท้ายเกิดเหตุก่อการร้ายขึ้นจริงๆ

พูดง่ายๆ คือ ผมมาเพื่อซื้อไอเทมเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์หายนะนั่นเอง

“อืม”

ในที่สุดก็มาถึง ฮันเตอร์มาร์เก็ต

ผมเดินเข้ามาในตึกแล้วไปเดินเตร็ดเตร่อยู่หน้าร้านขายโพชั่น ไม่นานนักเสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น

“ลูกพี่!”

นั่นปะไร บัตรผ่านทางของฉัน... ไม่สิ เพื่อนบ้านต่างดาวผู้แสนมีค่าอยู่ที่นี่เอง

“รอนานไหม?”

“ไม่ครับ! ไม่นานเลยครับ!”

ผมโบกมือทักทาย อันยุนซึง ที่โค้งคำนับอย่างนอบน้อม

ไม่ได้เจอกับเขาตั้งนาน

นี่เป็นการเจอกันครั้งแรกนับตั้งแต่เหตุการณ์ ปรากฏการณ์กลายพันธุ์ผิดปกติ คราวนั้น

“ยังไงก็ขอบใจนะที่สละเวลามา นายเองช่วงนี้ก็น่าจะยุ่ง”

“ฮ่าๆๆ ยุ่งอะไรกันครับ เทียบกับลูกพี่แล้ว น้องใหม่อย่างผมก็แทบไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันหรอกครับ! แหะๆ!”

รู้สึกผิดนิดหน่อยแฮะ ที่เรียกมันมาเฉพาะตอนมีธุระ...

วันนี้ผมตั้งใจจะใช้บริการชั้น 5 ของ ฮันเตอร์มาร์เก็ต เลยจำเป็นต้องเรียกตัวฮันเตอร์ระดับ A คนนี้มาด้วย

เพราะชั้น 5 ที่รวบรวมสินค้าจาก เกต ระดับ A ขึ้นไปนั้น ถ้าไม่มีสถานะ VIP ก็หมดสิทธิ์เข้า

แต่ถ้ามีคนที่มีลำดับฮันเตอร์สูงๆ อย่างอันยุนซึงไปด้วย ก็สามารถพาคนรู้จักเข้าไปในฐานะผู้ติดตามได้

“งั้นขึ้นไปกันเลยไหมครับ?”

“อ่อ เออ ไปสิ”

และแล้วพวกเราก็ขึ้นลิฟต์มาถึงชั้น 5

ว่าแต่ แค่ชั้นมันต่างกันนิดหน่อย ทำไมถึงได้ทำตัวมีราคานักนะ...

‘โอ้โห’

ทันทีที่มาถึงชั้น 5 ก็สัมผัสได้ถึงความแตกต่างจากชั้นปกติอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่ทางเข้า

มีล็อบบี้ขนาดใหญ่เขียนว่า VIP Lounge แถมพนักงานยังประกบลูกค้าแบบตัวต่อตัวเพื่อต้อนรับอย่างสุภาพตั้งแต่หน้าประตู

“ยินดีต้อนรับค่ะ”

พวกเราถูกพาไปนั่งบนโซฟานุ่มนิ่มในพริบตาตามการนำทางของพนักงาน

“รับเครื่องดื่มเป็นชาร้อนไหมคะ?”

“คิดเงินไหมครับ?”

“ไม่ค่ะ บริการฟรีค่ะ”

“งั้นขอที่หนึ่ง”

แต่ความใจดีแบบนี้มักมีต้นทุนเสมอ

และก็เป็นไปตามคาด แคตตาล็อกสินค้าชั้น 5 ที่ได้เปิดดูหลังจากนั้นไม่นาน มีราคาเริ่มต้นที่หลักร้อยล้านวอน

เศรษฐีที่มาช้อปปิ้งทีละหลายร้อยล้านวอนเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นคุณภาพการบริการก็ย่อมต้องสูงตามไปด้วย

‘อ๊ากกก!’

โพชั่นขวดละ 200 ล้าน หมวกใบละ 300 ล้าน

แค่คิดว่าทรัพย์สินที่อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาจะต้องละลายหายไป น้ำตาแทบจะไหลออกมาเป็นสายเลือด...

‘เงินฉัน!’

แต่ตอนนี้ไม่มีทางเลือก

ขืนตายจากอุบัติเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา ปอดใหม่ที่ได้มาจะมีตวามหมายอะไร

“สินค้าในแคตตาล็อกเป็นเพียงสินค้าแนะนำ หากท่านต้องการอุปกรณ์ประเภทไหนเป็นพิเศษ สามารถแจ้งได้เลยนะคะ”

อย่างที่พนักงานบอก ในเล่มนี้มีไอเทมให้ดูไม่มากนัก

แต่สมกับที่เป็นแหล่งรวมสินค้าระดับสุดยอดที่พบได้เฉพาะใน เกต ระดับ A ขึ้นไป ใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที ผมก็เจอของที่ถูกใจ

[รองเท้าแห่งเฮอร์มีส]

“ขอดูของจริงของชิ้นนี้ได้ไหมครับ?”

“ได้ค่ะ กรุณารอสักครู่นะคะ”

แถมประสิทธิภาพของอุปกรณ์เวทมนตร์ที่เจอในแคตตาล็อก ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว

[รองเท้าแห่งเฮอร์มีส]

[ระดับ : ยูนิค]

[คำอธิบาย : รองเท้าที่มีพลังเวทธาตุลมสถิตอยู่ เมื่อสวมใส่จะช่วยเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่อย่างมหาศาล]

ที่ผ่านมา เวลาเจอมอนสเตอร์ระดับสูง ถึงพวกมันจะเก่งแต่การเคลื่อนไหวก็ยังเชื่องช้า ทำให้ผมเอาตัวรอดมาได้แบบถูๆ ไถๆ...

แต่โชคร้ายที่บอสอย่าง อีมูกิ เป็นมอนสเตอร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความว่องไวมาแต่ไหนแต่ไร

ถึงขนาดมีคำร่ำลือว่าในที่มืด แทบจะมองไม่เห็นตอนที่มันพุ่งเข้ามาโจมตีด้วยซ้ำ

‘ใช่ ต้องจำคำสอนของรุ่นพี่ฮันเตอร์ไว้ให้ขึ้นใจ’

การวิ่งหนีที่รวดเร็ว

สำหรับ ระดับ F ที่ต้องการเอาชีวิตรอด ไม่มีปัจจัยไหนสำคัญไปกว่านี้อีกแล้ว

ผมจัดการรูดบัตรจ่ายค่า [รองเท้าแห่งเฮอร์มีส] ทันที

ส่งผลให้ยอดเงินในบัญชีร่วงกราวรูดเหลือแค่ 100 ล้านในพริบตา...

ช่างเถอะ เรื่องเศร้าเอาไว้ที่หลัง

“ขอบพระคุณที่ใช้บริการค่ะ!”

ในขณะที่พนักงานส่งยิ้มหวานอำลาลูกค้าผู้ทรงเกียรติที่เพิ่งจ่ายเงินไปเกือบ 300 ล้าน

อันยุนซึงที่คอยสังเกตสีหน้าอยู่นาน ก็รวบรวมความกล้าเอ่ยปากถามคำแรก

“พี่มาเพื่อซื้อรองเท้าเหรอครับ?”

ดูเหมือนเจ้ามนุษย์โลกคนนี้จะจงใจเงียบปากไว้เพื่อไม่ให้รบกวนการช้อปปิ้งสินะ

“อื้ม”

พอลองมาคิดดูตอนนี้ เจ้า ระดับ A ตรงหน้านี่ยังไม่รู้เรื่องเลยด้วยซ้ำว่าตัวเองโดนลากมาทำไม

ก็แหงล่ะ ยังไม่ทันที่ผมจะอธิบายอะไร แค่บอกว่าเป็นเรื่องของลูกพี่ หมอนี่ก็เสนอหน้าพุ่งตัวออกมาช่วยทันที

“อืมม”

ผมตัดสินใจที่จะอธิบายเรื่องราวที่ละเว้นไว้ให้เขาฟังตอนนี้เลยละกัน

“ยุนซึงอ่า ฉันมีเรื่องจะบอกหน่อย...”

แต่ปฏิกิริยาที่ตอบกลับมา รุนแรงกว่าที่คิดแฮะ

“ครับ? กะ... ก่อการร้ายเหรอครับ?”

วิหารรากษส

อีมูกิ ที่กำลังวิวัฒนาการ

และเมื่อได้ฟังเรื่องอุดมการณ์บิดเบี้ยวของ ซูเยฮวี ตามลำดับ อันยุนซึงก็ถึงกับกระโดดโหยง

“ในขณะที่ผมมัวแต่กลุ้มใจเรื่องทำมาหากินงี่เง่า ในเงามืดกลับมีเรื่องใหญ่ขนาดนี้เกิดขึ้นงั้นเหรอ! สมแล้วที่เป็นลูกพี่ สเกลของเรื่องที่พี่กังวลมันช่าง...!”

“อืม”

“แล้วไอ้เจ้า อีมูกิ ที่ว่านั่น ตอนนี้อยู่ที่ไหนครับ? ถ้าเป็น ดันเจี้ยนเบรก ระดับนั้น ผมจะขอไปช่วยหยุดมันด้วยครับ!”

อีมูกิ อยู่ที่ไหนงั้นรึ

นั่นสินะ ถ้ารู้ก็คงดี แต่เสียดายที่พวกเราตอนนี้...

“ไม่รู้”

“ครับ?”

ผมอธิบายสถานการณ์ปัจจุบันให้ยุนซึงฟังอย่างละเอียดยิ่งขึ้น

“บอกว่าไม่รู้น่ะสิ ทั้งตำแหน่งที่บอสซ่อนตัวอยู่ ทั้งวันที่ที่จะเกิดเหตุก่อการร้าย ไม่รู้สักอย่าง”

“....”

“เพราะงั้นฉันถึงไปร้องเรียนที่ไหนไม่ได้ไงล่ะ ในเมื่อไม่มีข้อมูลที่แน่ชัด จะไปพูดกับสมาคมฯ ก็กระอักกระอ่วน”

“อา...”

“ขืนบีบคั้นให้เขาช่วยแล้วคว้าน้ำเหลวขึ้นมา จะซวยเอาเปล่าๆ”

พอได้ยินแบบนั้น อันยุนซึงก็คอตกด้วยสีหน้าห่อเหี่ยว

แต่ภาษาเกาหลีน่ะ ต้องฟังให้จบประโยค

“แต่ไม่ต้องห่วงหรอก”

ตึ้ง

ผมรอจนลิฟต์มาถึง แล้วพูดต่อจนจบ

“เดี๋ยวฉันจะรู้ทุกอย่างเอง”

ความมั่นใจของใครบางคนแผ่ซ่านไปทั่วโถงทางเดิน

เมื่อได้ยินดังนั้น ยุนซึงก็เริ่มมองมาทางนี้ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเคารพเลื่อมใส

“ลูกพี่....”

เอาจริงๆ เจ้ามนุษย์ต่างดาวอย่างผมก็ไม่ค่อยเก็ตเท่าไหร่ว่าไอ้คำพูดเมื่อกี้มันน่าประทับใจตรงไหน

‘อืม’

ช่างเถอะ ไม่ได้สำคัญอะไร

ทางนี้เองก็ไม่ได้พูดออกไปเล่นๆ เหมือนกัน

‘มาดูกันว่าใครจะชนะ’

ต่อจากนี้ผมจะงัดทุกวิถีทางเพื่ออนุมานสถานที่ที่จะเกิด ดันเจี้ยนเบรก ออกมาให้ได้

แถมในหัวตอนนี้ ก็เริ่มนึกวิธีใหม่ในการแกะรอยเจ้า เกต เฮงซวยที่ปิดตายอยู่นั่นได้แล้วด้วย

จากนี้ไปก็แค่เรื่องของเวลา

สำหรับผม ไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้

เพราะฉันคือพยานปากเอกแห่งประวัติศาสตร์ เวทมนตร์ศาสตร์ อันยาวนาน 6 หมื่นปี และยังเป็นจอมมหาเวทผู้เป็นตัวแทนแห่งยุคสมัยเชียวนะ

‘ไอ้ อีมูกิ ที่หายไป เดี๋ยวฉันจะตามหาให้เจอในเร็ววันเลยคอยดู’

ยุนซึงยังคงอ้าปากค้างแสดงความนับถืออยู่ไม่หยุด แต่ผมเมินสายตาของเจ้ามนุษย์โลกคนนั้น แล้วเริ่มคิดคำนวณอย่างจริงจัง

‘และทันทีที่รู้พิกัดของ อีมูกิ แน่ชัด ฉันก็จะจองตั๋วรถไฟหนีไปจังหวัดที่ไกลจากที่นั่นที่สุดในประเทศทันที...!”

ถูกต้องแล้ว

ความจริงตั้งแต่รู้เรื่องนี้ครั้งแรก ผมก็เคลื่อนไหวเพื่อตัวเองมาโดยตลอด

ชะตากรรมของประเทศนี้ที่เพิ่งมาอาศัยอยู่ได้แค่ไม่กี่เดือน จะเป็นตายร้ายดียังไงก็ช่างหัวมัน

แผ่นดินจะแยก!

ฟ้าจะถล่ม!

ขอแค่ความปลอดภัยของฉันได้รับการรับประกัน ก็พอแล้ว

แต่ถ้ารู้ว่ามันอันตรายแล้วชิ่งหนีไปคนเดียวมันก็ดูใจร้ายไปหน่อย งั้นเตือนไว้สักนิดดีไหมนะ?

“จริงสิ แล้วก็ยุนซึง... เมื่อกี้บอกว่าจะช่วยถ้าเกิดเหตุก่อการร้ายใช่ไหม?”

ผมเอ่ยชวนฮันเตอร์ ระดับ A คนนั้น

“แต่อย่าทำอย่างนั้นเลย ถ้าบอสโผล่มา นายก็หนีไปเถอะ ฉันดูทรงแล้ว อีมูกิ ที่วิวัฒนาการแล้วน่าจะอันตรายเกินมือแกไปหน่อย”

“หนีเหรอครับ?”

“ใช่ ถ้าฉันรู้ตำแหน่ง ดันเจี้ยนเบรก เมื่อไหร่จะรีบแชร์ให้ทันที นายก็หลบไปอยู่ที่อื่นสักพักเถอะ”

พอพูดจบ อันยุนซึงก็เริ่มโวยวายว่าจะให้ทิ้งลูกพี่ไปได้ยังไง...

แต่นั่นมันเป็นการตั้งสมมติฐานที่ผิดตั้งแต่ต้น

“ไม่ต้องห่วงทางนี้หรอก เพราะฉันเองก็จะหนีเหมือนกัน”

“ครับ? ว่าไงนะครับ?”

“อ้าว แล้วนายคิดว่า ฮันเตอร์ระดับ F จะทำอะไรในสถานการณ์พรรค์นั้นได้ล่ะ?”

ติ๊ง

ลิฟต์มาถึงพอดี ผมเดินเข้าไปข้างในแล้วพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงสบายๆ

“ยุนซึงอ่า ปกติพวกคนครึ่งๆ กลางๆ น่ะ รีบชิ่งหนีไปก่อนจะมีประโยชน์กว่านะ”

“.......”

“เพราะงั้นนายเองก็ไม่ต้องไปสนใจสายตาใคร รักษาชีวิตตัวเองไว้ก่อน เข้าใจไหม?”

อันยุนซึงทำหน้าบอกไม่ถูกกับคำพูดนั้น แต่ดูจากการที่เขาตอบรับว่าเข้าใจ ก็คงจะเก็ตในเจตนาของผมแล้วล่ะมั้ง

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

98

20px

“เอ่อ.... ฮะ?”

การแสดงออกทางอารมณ์ที่พังพินาศชะมัด!

แต่นี่ไม่ใช่เวลาจะมาด่าว่าคนของ วิหารรากษส เป็นพวกสติฟั่นเฟือน

เพราะถ้าพูดถึงเรื่องสติสตางค์ไม่สมประกอบ ตัว คิมกิรยอ เองก็ใช่ว่าจะยอมเป็นที่สองรองใคร

‘อะไรกันเนี่ย?’

อาชญากรที่ใจกล้าบ้าบิ่นถึงขนาดวางแผนลอบสังหารฮันเตอร์ ระดับ S กลับหนีไปดื้อๆ แค่นี้ก็ฟังดูไม่สมเหตุสมผลแล้ว แต่นี่ยังมีผู้ชายตรงหน้าที่พูดถึงความตายของ พัคจุนแท ด้วยท่าทีประชดประชันแปลกๆ อีก...

ความสงสัยทวีความรุนแรงขึ้นในพริบตา

“ไม่รู้... คุณไม่รู้เรื่องจริงๆ เหรอคะ?”

ซอเอสเธอร์ ถามย้ำด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

“ถ้างั้นคุณกิรยอก็รู้อยู่แล้วว่าพัคจุนแทเป็นตัวอันตราย แต่กลับไม่ยอมบอกฉันล่วงหน้าเหรอคะ?”

“ตอนนั้นผมเองก็ไม่รู้จุดประสงค์ของอีกฝ่ายอย่างละเอียดครับ”

“คะ?”

“ผมไม่รู้ว่าคุณเอสเธอร์เป็นเป้าหมายด้วยซ้ำ”

แต่สิ่งที่ได้รับกลับมา มีเพียงปฏิกิริยาที่ไม่เข้าใจต้นสายปลายเหตุ

แม้กิรยอจะยืนยันด้วยท่าทีที่ดูจริงใจ แต่ความเข้าใจผิดของเอสเธอร์กลับยิ่งถลำลึก

“ไม่สิ ไม่เข้าใจเลยสักนิด... เฮ้อ งั้นลองอธิบายมาให้ละเอียดหน่อยสิคะว่าทำไมพัคจุนแทถึงหนีไป”

“นั่นสินะครับ เรื่องนั้นอธิบายยากเหมือนกัน”

“คะ?”

“เรื่องตอนนั้นมัน... ผมแทบไม่ได้ทำอะไรเลย แต่พัคจุนแทดันกลัวจนหัวหดแล้วถอยไปเอง ก็แค่นั้นแหละครับ”

จะว่าไป การใช้ฝูงนกตายสร้างมลภาวะทางเสียง ในมุมมองของจอมมหาเวทผู้ยิ่งใหญ่อย่างเขา มันก็แค่ ‘เรื่องขี้ปะติ๋วที่ไม่ได้ทำอะไรเลย’ จริงๆ นั่นแหละ

กิรยอคิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องอธิบายเวทมนตร์เล็กน้อยพรรค์นั้นให้ยืดยาว จึงจงใจละเว้นรายละเอียดบางส่วนไป

พูดง่ายๆ คือตัดบทนั่นเอง

“ว่าแต่เราเลิกคุยเรื่องคนตายกันได้หรือยังครับ? มันเสียเวลานะ”

และนี่ก็ถือเป็นความหวังดีในแบบของเขา ที่ช่วยตัดบทสนทนาไร้สาระให้กับหัวหน้ากิลด์ผู้มีงานรัดตัว

แต่สำหรับเอสเธอร์ สถานการณ์นี้ดูเหมือนเขากำลังบ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถาม

‘อะไรของเขาเนี่ย?’

สุดท้ายเอสเธอร์ก็ไม่อาจสลัดความรู้สึกตะขิดตะขวงใจออกไปได้

ความสงสัยที่ว่าฮันเตอร์ตรงหน้าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของพัคจุนแท ยังคงฝังแน่นอยู่ในใจ

“แหม ทำให้คนเขาสับสนเก่งจริงนะ...”

“ครับ?”

“ไม่มีอะไรค่ะ ฉันแค่พูดเพ้อเจ้อไปเอง”

แต่ก็ช่างเถอะ

หากข้อสงสัยนี้เป็นจริง เธอกลับยิ่งรู้สึกถูกใจฮันเตอร์ที่ชื่อคิมกิรยอคนนี้มากขึ้นไปอีก

‘ถ้าผู้ชายคนนี้ลงมือทำอะไรสักอย่างกับพัคจุนแทจริงๆ ทางนี้ก็มีแต่จะยินดีต้อนรับ’

เอสเธอร์ให้คำมั่นสัญญาพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน

“เอาเป็นว่า ฉันจะเอาคำขอของคุณไปแทรกในตารางงานให้เต็มที่เลยค่ะ”

ฮันเตอร์ ระดับ S ผู้นี้ จะยอมรอคอยเจ้า อีมูกิ ในฤดูหนาวตามคำขอ

---

โชคดีที่ยอมเสี่ยงดวงดู

มองในแง่หนึ่ง นี่มันก็เหมือนกับฮันเตอร์สวะคนหนึ่งกล้าไปชี้นิ้วสั่งฮันเตอร์ ระดับ S ผู้สูงส่งราวกับท้องนภาเลยไม่ใช่หรือไง

‘คงเป็นผลบุญจากการขยันประจบสอพลอไว้ก่อนหน้านี้สินะ?’

ในเมื่อได้รับคำสัญญาจาก ระดับ S แล้ว ทีนี้ก็กลับมาโฟกัสเรื่องการตามหา อีมูกิ กันต่อดีไหมนะ

แต่เดี๋ยวก่อน

ไอ้คนที่บอกว่าจะตามหา อีมูกิ ทำไมจู่ๆ ถึงโผล่มาที่สมาคมฮันเตอร์?

ผมก้าวยาวๆ เดินผ่านสมาคมฯ ไป แล้วเลี้ยวเข้าตึกฝั่งตรงข้ามแทน

วันนี้เป็นวันที่ หินมานา ระดับหายากที่ได้จาก บารอนสวนดอกไม้ ขายออกพอดี

‘แค่รอรับเงินจากการประเมินราคาก็ปาเข้าไปตั้งนาน’

ด้วยอานิสงส์จากการขายของรอบนี้ ตัวเลขในบัญชีของผมก็เปลี่ยนหลักอีกครั้ง

แต่ก็ไม่ได้รู้สึกดีใจอะไรเป็นพิเศษ เพราะเงินที่หามาได้วันนี้ มีกำหนดการต้องระเหยกลายเป็นค่าครองชีพเพื่อความอยู่รอดจนหมดเกลี้ยงอยู่แล้ว

‘คนอ่อนแออย่างฉัน ถ้าคิดจะเอาชีวิตรอดจาก ดันเจี้ยนเบรก ก็ต้องใช้เงินแก้ปัญหา... เอ้ย ต้องพึ่งพาอานุภาพของไอเทมสวมใส่เท่านั้น’

คนเราจะใช้ชีวิตโดยมองโลกในแง่ดีตลอดเวลาได้อย่างไร

ผมย่อมต้องสมมติกรณีที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้ นั่นคือกรณีที่ล้มเหลวในการตามหา อีมูกิ ที่หายไป จนสุดท้ายเกิดเหตุก่อการร้ายขึ้นจริงๆ

พูดง่ายๆ คือ ผมมาเพื่อซื้อไอเทมเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์หายนะนั่นเอง

“อืม”

ในที่สุดก็มาถึง ฮันเตอร์มาร์เก็ต

ผมเดินเข้ามาในตึกแล้วไปเดินเตร็ดเตร่อยู่หน้าร้านขายโพชั่น ไม่นานนักเสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น

“ลูกพี่!”

นั่นปะไร บัตรผ่านทางของฉัน... ไม่สิ เพื่อนบ้านต่างดาวผู้แสนมีค่าอยู่ที่นี่เอง

“รอนานไหม?”

“ไม่ครับ! ไม่นานเลยครับ!”

ผมโบกมือทักทาย อันยุนซึง ที่โค้งคำนับอย่างนอบน้อม

ไม่ได้เจอกับเขาตั้งนาน

นี่เป็นการเจอกันครั้งแรกนับตั้งแต่เหตุการณ์ ปรากฏการณ์กลายพันธุ์ผิดปกติ คราวนั้น

“ยังไงก็ขอบใจนะที่สละเวลามา นายเองช่วงนี้ก็น่าจะยุ่ง”

“ฮ่าๆๆ ยุ่งอะไรกันครับ เทียบกับลูกพี่แล้ว น้องใหม่อย่างผมก็แทบไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันหรอกครับ! แหะๆ!”

รู้สึกผิดนิดหน่อยแฮะ ที่เรียกมันมาเฉพาะตอนมีธุระ...

วันนี้ผมตั้งใจจะใช้บริการชั้น 5 ของ ฮันเตอร์มาร์เก็ต เลยจำเป็นต้องเรียกตัวฮันเตอร์ระดับ A คนนี้มาด้วย

เพราะชั้น 5 ที่รวบรวมสินค้าจาก เกต ระดับ A ขึ้นไปนั้น ถ้าไม่มีสถานะ VIP ก็หมดสิทธิ์เข้า

แต่ถ้ามีคนที่มีลำดับฮันเตอร์สูงๆ อย่างอันยุนซึงไปด้วย ก็สามารถพาคนรู้จักเข้าไปในฐานะผู้ติดตามได้

“งั้นขึ้นไปกันเลยไหมครับ?”

“อ่อ เออ ไปสิ”

และแล้วพวกเราก็ขึ้นลิฟต์มาถึงชั้น 5

ว่าแต่ แค่ชั้นมันต่างกันนิดหน่อย ทำไมถึงได้ทำตัวมีราคานักนะ...

‘โอ้โห’

ทันทีที่มาถึงชั้น 5 ก็สัมผัสได้ถึงความแตกต่างจากชั้นปกติอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่ทางเข้า

มีล็อบบี้ขนาดใหญ่เขียนว่า VIP Lounge แถมพนักงานยังประกบลูกค้าแบบตัวต่อตัวเพื่อต้อนรับอย่างสุภาพตั้งแต่หน้าประตู

“ยินดีต้อนรับค่ะ”

พวกเราถูกพาไปนั่งบนโซฟานุ่มนิ่มในพริบตาตามการนำทางของพนักงาน

“รับเครื่องดื่มเป็นชาร้อนไหมคะ?”

“คิดเงินไหมครับ?”

“ไม่ค่ะ บริการฟรีค่ะ”

“งั้นขอที่หนึ่ง”

แต่ความใจดีแบบนี้มักมีต้นทุนเสมอ

และก็เป็นไปตามคาด แคตตาล็อกสินค้าชั้น 5 ที่ได้เปิดดูหลังจากนั้นไม่นาน มีราคาเริ่มต้นที่หลักร้อยล้านวอน

เศรษฐีที่มาช้อปปิ้งทีละหลายร้อยล้านวอนเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นคุณภาพการบริการก็ย่อมต้องสูงตามไปด้วย

‘อ๊ากกก!’

โพชั่นขวดละ 200 ล้าน หมวกใบละ 300 ล้าน

แค่คิดว่าทรัพย์สินที่อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาจะต้องละลายหายไป น้ำตาแทบจะไหลออกมาเป็นสายเลือด...

‘เงินฉัน!’

แต่ตอนนี้ไม่มีทางเลือก

ขืนตายจากอุบัติเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา ปอดใหม่ที่ได้มาจะมีตวามหมายอะไร

“สินค้าในแคตตาล็อกเป็นเพียงสินค้าแนะนำ หากท่านต้องการอุปกรณ์ประเภทไหนเป็นพิเศษ สามารถแจ้งได้เลยนะคะ”

อย่างที่พนักงานบอก ในเล่มนี้มีไอเทมให้ดูไม่มากนัก

แต่สมกับที่เป็นแหล่งรวมสินค้าระดับสุดยอดที่พบได้เฉพาะใน เกต ระดับ A ขึ้นไป ใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที ผมก็เจอของที่ถูกใจ

[รองเท้าแห่งเฮอร์มีส]

“ขอดูของจริงของชิ้นนี้ได้ไหมครับ?”

“ได้ค่ะ กรุณารอสักครู่นะคะ”

แถมประสิทธิภาพของอุปกรณ์เวทมนตร์ที่เจอในแคตตาล็อก ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว

[รองเท้าแห่งเฮอร์มีส]

[ระดับ : ยูนิค]

[คำอธิบาย : รองเท้าที่มีพลังเวทธาตุลมสถิตอยู่ เมื่อสวมใส่จะช่วยเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่อย่างมหาศาล]

ที่ผ่านมา เวลาเจอมอนสเตอร์ระดับสูง ถึงพวกมันจะเก่งแต่การเคลื่อนไหวก็ยังเชื่องช้า ทำให้ผมเอาตัวรอดมาได้แบบถูๆ ไถๆ...

แต่โชคร้ายที่บอสอย่าง อีมูกิ เป็นมอนสเตอร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความว่องไวมาแต่ไหนแต่ไร

ถึงขนาดมีคำร่ำลือว่าในที่มืด แทบจะมองไม่เห็นตอนที่มันพุ่งเข้ามาโจมตีด้วยซ้ำ

‘ใช่ ต้องจำคำสอนของรุ่นพี่ฮันเตอร์ไว้ให้ขึ้นใจ’

การวิ่งหนีที่รวดเร็ว

สำหรับ ระดับ F ที่ต้องการเอาชีวิตรอด ไม่มีปัจจัยไหนสำคัญไปกว่านี้อีกแล้ว

ผมจัดการรูดบัตรจ่ายค่า [รองเท้าแห่งเฮอร์มีส] ทันที

ส่งผลให้ยอดเงินในบัญชีร่วงกราวรูดเหลือแค่ 100 ล้านในพริบตา...

ช่างเถอะ เรื่องเศร้าเอาไว้ที่หลัง

“ขอบพระคุณที่ใช้บริการค่ะ!”

ในขณะที่พนักงานส่งยิ้มหวานอำลาลูกค้าผู้ทรงเกียรติที่เพิ่งจ่ายเงินไปเกือบ 300 ล้าน

อันยุนซึงที่คอยสังเกตสีหน้าอยู่นาน ก็รวบรวมความกล้าเอ่ยปากถามคำแรก

“พี่มาเพื่อซื้อรองเท้าเหรอครับ?”

ดูเหมือนเจ้ามนุษย์โลกคนนี้จะจงใจเงียบปากไว้เพื่อไม่ให้รบกวนการช้อปปิ้งสินะ

“อื้ม”

พอลองมาคิดดูตอนนี้ เจ้า ระดับ A ตรงหน้านี่ยังไม่รู้เรื่องเลยด้วยซ้ำว่าตัวเองโดนลากมาทำไม

ก็แหงล่ะ ยังไม่ทันที่ผมจะอธิบายอะไร แค่บอกว่าเป็นเรื่องของลูกพี่ หมอนี่ก็เสนอหน้าพุ่งตัวออกมาช่วยทันที

“อืมม”

ผมตัดสินใจที่จะอธิบายเรื่องราวที่ละเว้นไว้ให้เขาฟังตอนนี้เลยละกัน

“ยุนซึงอ่า ฉันมีเรื่องจะบอกหน่อย...”

แต่ปฏิกิริยาที่ตอบกลับมา รุนแรงกว่าที่คิดแฮะ

“ครับ? กะ... ก่อการร้ายเหรอครับ?”

วิหารรากษส

อีมูกิ ที่กำลังวิวัฒนาการ

และเมื่อได้ฟังเรื่องอุดมการณ์บิดเบี้ยวของ ซูเยฮวี ตามลำดับ อันยุนซึงก็ถึงกับกระโดดโหยง

“ในขณะที่ผมมัวแต่กลุ้มใจเรื่องทำมาหากินงี่เง่า ในเงามืดกลับมีเรื่องใหญ่ขนาดนี้เกิดขึ้นงั้นเหรอ! สมแล้วที่เป็นลูกพี่ สเกลของเรื่องที่พี่กังวลมันช่าง...!”

“อืม”

“แล้วไอ้เจ้า อีมูกิ ที่ว่านั่น ตอนนี้อยู่ที่ไหนครับ? ถ้าเป็น ดันเจี้ยนเบรก ระดับนั้น ผมจะขอไปช่วยหยุดมันด้วยครับ!”

อีมูกิ อยู่ที่ไหนงั้นรึ

นั่นสินะ ถ้ารู้ก็คงดี แต่เสียดายที่พวกเราตอนนี้...

“ไม่รู้”

“ครับ?”

ผมอธิบายสถานการณ์ปัจจุบันให้ยุนซึงฟังอย่างละเอียดยิ่งขึ้น

“บอกว่าไม่รู้น่ะสิ ทั้งตำแหน่งที่บอสซ่อนตัวอยู่ ทั้งวันที่ที่จะเกิดเหตุก่อการร้าย ไม่รู้สักอย่าง”

“....”

“เพราะงั้นฉันถึงไปร้องเรียนที่ไหนไม่ได้ไงล่ะ ในเมื่อไม่มีข้อมูลที่แน่ชัด จะไปพูดกับสมาคมฯ ก็กระอักกระอ่วน”

“อา...”

“ขืนบีบคั้นให้เขาช่วยแล้วคว้าน้ำเหลวขึ้นมา จะซวยเอาเปล่าๆ”

พอได้ยินแบบนั้น อันยุนซึงก็คอตกด้วยสีหน้าห่อเหี่ยว

แต่ภาษาเกาหลีน่ะ ต้องฟังให้จบประโยค

“แต่ไม่ต้องห่วงหรอก”

ตึ้ง

ผมรอจนลิฟต์มาถึง แล้วพูดต่อจนจบ

“เดี๋ยวฉันจะรู้ทุกอย่างเอง”

ความมั่นใจของใครบางคนแผ่ซ่านไปทั่วโถงทางเดิน

เมื่อได้ยินดังนั้น ยุนซึงก็เริ่มมองมาทางนี้ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเคารพเลื่อมใส

“ลูกพี่....”

เอาจริงๆ เจ้ามนุษย์ต่างดาวอย่างผมก็ไม่ค่อยเก็ตเท่าไหร่ว่าไอ้คำพูดเมื่อกี้มันน่าประทับใจตรงไหน

‘อืม’

ช่างเถอะ ไม่ได้สำคัญอะไร

ทางนี้เองก็ไม่ได้พูดออกไปเล่นๆ เหมือนกัน

‘มาดูกันว่าใครจะชนะ’

ต่อจากนี้ผมจะงัดทุกวิถีทางเพื่ออนุมานสถานที่ที่จะเกิด ดันเจี้ยนเบรก ออกมาให้ได้

แถมในหัวตอนนี้ ก็เริ่มนึกวิธีใหม่ในการแกะรอยเจ้า เกต เฮงซวยที่ปิดตายอยู่นั่นได้แล้วด้วย

จากนี้ไปก็แค่เรื่องของเวลา

สำหรับผม ไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้

เพราะฉันคือพยานปากเอกแห่งประวัติศาสตร์ เวทมนตร์ศาสตร์ อันยาวนาน 6 หมื่นปี และยังเป็นจอมมหาเวทผู้เป็นตัวแทนแห่งยุคสมัยเชียวนะ

‘ไอ้ อีมูกิ ที่หายไป เดี๋ยวฉันจะตามหาให้เจอในเร็ววันเลยคอยดู’

ยุนซึงยังคงอ้าปากค้างแสดงความนับถืออยู่ไม่หยุด แต่ผมเมินสายตาของเจ้ามนุษย์โลกคนนั้น แล้วเริ่มคิดคำนวณอย่างจริงจัง

‘และทันทีที่รู้พิกัดของ อีมูกิ แน่ชัด ฉันก็จะจองตั๋วรถไฟหนีไปจังหวัดที่ไกลจากที่นั่นที่สุดในประเทศทันที...!”

ถูกต้องแล้ว

ความจริงตั้งแต่รู้เรื่องนี้ครั้งแรก ผมก็เคลื่อนไหวเพื่อตัวเองมาโดยตลอด

ชะตากรรมของประเทศนี้ที่เพิ่งมาอาศัยอยู่ได้แค่ไม่กี่เดือน จะเป็นตายร้ายดียังไงก็ช่างหัวมัน

แผ่นดินจะแยก!

ฟ้าจะถล่ม!

ขอแค่ความปลอดภัยของฉันได้รับการรับประกัน ก็พอแล้ว

แต่ถ้ารู้ว่ามันอันตรายแล้วชิ่งหนีไปคนเดียวมันก็ดูใจร้ายไปหน่อย งั้นเตือนไว้สักนิดดีไหมนะ?

“จริงสิ แล้วก็ยุนซึง... เมื่อกี้บอกว่าจะช่วยถ้าเกิดเหตุก่อการร้ายใช่ไหม?”

ผมเอ่ยชวนฮันเตอร์ ระดับ A คนนั้น

“แต่อย่าทำอย่างนั้นเลย ถ้าบอสโผล่มา นายก็หนีไปเถอะ ฉันดูทรงแล้ว อีมูกิ ที่วิวัฒนาการแล้วน่าจะอันตรายเกินมือแกไปหน่อย”

“หนีเหรอครับ?”

“ใช่ ถ้าฉันรู้ตำแหน่ง ดันเจี้ยนเบรก เมื่อไหร่จะรีบแชร์ให้ทันที นายก็หลบไปอยู่ที่อื่นสักพักเถอะ”

พอพูดจบ อันยุนซึงก็เริ่มโวยวายว่าจะให้ทิ้งลูกพี่ไปได้ยังไง...

แต่นั่นมันเป็นการตั้งสมมติฐานที่ผิดตั้งแต่ต้น

“ไม่ต้องห่วงทางนี้หรอก เพราะฉันเองก็จะหนีเหมือนกัน”

“ครับ? ว่าไงนะครับ?”

“อ้าว แล้วนายคิดว่า ฮันเตอร์ระดับ F จะทำอะไรในสถานการณ์พรรค์นั้นได้ล่ะ?”

ติ๊ง

ลิฟต์มาถึงพอดี ผมเดินเข้าไปข้างในแล้วพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงสบายๆ

“ยุนซึงอ่า ปกติพวกคนครึ่งๆ กลางๆ น่ะ รีบชิ่งหนีไปก่อนจะมีประโยชน์กว่านะ”

“.......”

“เพราะงั้นนายเองก็ไม่ต้องไปสนใจสายตาใคร รักษาชีวิตตัวเองไว้ก่อน เข้าใจไหม?”

อันยุนซึงทำหน้าบอกไม่ถูกกับคำพูดนั้น แต่ดูจากการที่เขาตอบรับว่าเข้าใจ ก็คงจะเก็ตในเจตนาของผมแล้วล่ะมั้ง