Cover

99

ในเมื่อกล่อมอันยุนซึงสำเร็จแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องลังเลอีก

‘ไหนๆ ก็พูดแล้ว เริ่มเลยดีกว่า’

ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดโทรหาบุคคลที่อยู่ในรายชื่อบนสุด

เพราะมีเรื่องต้องถามซอนอูยอนน่ะสิ

---

วันนี้คือวันที่ 10 พฤศจิกายน

สองวันหลังจากเข้าสู่วันเริ่มฤดูหนาว

คนอื่นพากันตื่นตูมว่าเริ่มสัมผัสได้ถึงลมหนาวแล้ว แต่ฉันไม่มีเวลามาดื่มด่ำกับสภาพอากาศหรอกนะ

ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องของลมฟ้าอากาศ แต่เทศกาลนองเลือดกำลังจ่อคอหอยอยู่ต่างหาก

“ฮัลโหล? คุณซอนอูยอนครับ ตอนนี้คุยได้ไหม?”

เวลาล่วงเลยมาตั้ง 3 เดือนแล้วนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์บอสหายตัวไปอย่างปริศนา

เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เกิดเรื่องขึ้นเมื่อไหร่ก็ไม่แปลก ฉันเลยตัดสินใจลองใช้วิธีตามรอยอีมูกิที่เพิ่งปิ๊งขึ้นมาในหัวเดี๋ยวนี้เลย

คราวนี้ฉันจะเข้าหาด้วยมุมมองที่เป็นตรรกะและเหตุผลมากกว่าเดิม

“คุณซอนอูยอนครับ ไม่ทราบว่าพนักงานสมาคมสามารถเข้าถึงบันทึกการประมูลเกตได้ไหมครับ?”

-แน่นอนค่ะ การซื้อขายเกตเป็นข้อมูลเปิดเผยอยู่แล้ว ถ้าค้นหาก็เจอค่ะ คุณกิรยอก็ดูได้เหมือนกัน

“งั้นเหรอครับ? พอดีตอนนี้ผมอยู่ข้างนอก ขอโทษนะครับช่วยค้นหาแทนผมหน่อยได้ไหม?”

-ตอนนี้เลยเหรอคะ?

“ครับ ตอนนี้เลย”

พอลองมาคิดดูแล้ว

วิหารรากษสน่าจะเลือกสถานที่ซ่อนอีมูกิไว้อย่างรอบคอบมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้

ต่อให้เป็นพวกมันก็เถอะ คงไม่เอามอนสเตอร์หายากอย่างบอสที่เติบโตได้ไปยัดไว้มั่วซั่วหรอก

แต่ต่อให้มีเกตที่ต้องการ การจะเข้าไปยึดครองตามใจชอบก็คงทำได้ยาก ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ตั้งด้วย.......

สุดท้ายพวกมันน่าจะเลือกใช้วิธีนี้เพื่อให้ได้กรรมสิทธิ์ครอบครองเกตแบบเบ็ดเสร็จและมั่นคง

‘การโอนกรรมสิทธิ์อย่างเป็นทางการผ่านสมาคม’

ถ้าอย่างนั้นเงื่อนไขของเกตที่พวกมันเฟ้นหาคืออะไรล่ะ?

ฉันเก็งข้อกำหนดไว้ 4 ข้อ ดังนี้

◆ การซื้อขายก่อนเดือนสิงหาคม

ก่อนอื่นเลย อีมูกิหายไปตอนเกิดเหตุก่อการร้ายช่วงเดือนสิงหาคม ดังนั้นสถานที่ต้องถูกเตรียมไว้ก่อนหน้านั้น

◆ การประมูลในนามบุคคล

ตัดการซื้อขายของบริษัทออกทั้งหมด การหาเกตเพื่อใช้ก่อการร้าย ไม่มีประโยชน์ที่จะใช้ชื่อนิติบุคคลให้สาวมาถึงตัว

◆ สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อธาตุน้ำ

แน่นอนว่าเมื่อพิจารณาถึงประเภทของมอนสเตอร์ที่จะเลี้ยงดู เงื่อนไขนี้ขาดไม่ได้เด็ดขาด

◆ ขนาดใหญ่พอที่จะซ่อนบอส

ข้อนี้คงไม่ต้องอธิบายให้มากความ

“อืม”

เอาเป็นว่า ฉันลองอนุมานความคิดของพวกวิหารรากษส แล้วคัดเลือกเกตที่พวกมันน่าจะกว้านซื้อไป

-ผลการค้นหาเจอ 13 รายการค่ะ

เกตที่ตรงตามเงื่อนไขทุกข้อมีทั้งหมด 13 แห่ง

แต่ถ้าตัดที่ที่ปากทางเข้ายังเปิดอยู่ออกไป....

-ผลลัพธ์แคบลงมาเยอะเลยค่ะ เหลือ 5 แห่ง

ใช่ 5 แห่ง

ในบรรดาเกต 5 แห่งที่ถูกขายให้บุคคลธรรมดาและรายงานสมาคมว่าดันเจี้ยนถูกเคลียร์ไปแล้ว อาจจะมี ‘เกตที่ปิดตาย’ ของวิหารรากษสปะปนอยู่

นี่เป็นเพียงความน่าจะเป็นเท่านั้น

“....”

แต่ฉันขอลดความเป็นไปได้ลงอีกขั้น

ถ้าหากฉันเป็นซูเยฮวี

คนที่มองว่าดันเจี้ยนช็อกคือทัณฑ์สวรรค์

และมนุษย์สมควรตายด้วยน้ำมือมอนสเตอร์เพื่อชดใช้บาป

ในการเลือกเปลสำหรับเลี้ยงดูอีมูกิ เขาอาจจะพิจารณาเงื่อนไขสุดท้ายนี้ด้วยก็ได้

◆เขตที่มีประชากรหนาแน่น

เมืองที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศนี้คือโซล

[ผลการค้นหา 1 รายการ]

และในบรรดาเกตที่เหมาะแก่การเลี้ยงอีมูกิ มีเพียงแห่งเดียวที่ตั้งอยู่ในโซล

[ถ้ำอับชื้น]

[ระดับ : E]

[คำอธิบาย : พอยซั่นฟรอกที่ใช้พิษร้ายแรงจะปรากฏตัวในฐานะบอส]

แน่นอนว่าข้อสันนิษฐานของฉันอาจจะผิดตั้งแต่ต้น ฉันเลยฟันธงไม่ได้ว่าอีมูกิอยู่ที่นี่หรือเปล่า.......

“เดี๋ยวผมวางสายก่อนนะครับ”

ถ้าสับสนนัก ก็ไปดูให้เห็นกับตาก็สิ้นเรื่อง

ฉันวางสายจากซอนอูยอนแล้วรีบจ้ำอ้าวออกไปทันที

---

วิหารรากษสอาจจะหลงคิดว่าตัวเองรู้จักเกตดีที่สุดในโลกใบนี้

แต่ความคิดแบบนั้นมันอันตรายนะ

เพราะมีมนุษย์ต่างดาวคนหนึ่งที่มองกฎเกณฑ์พวกนั้นทะลุปรุโปร่งไปหมดแล้ว

‘ดันเจี้ยนจะพยายามคายชาวโลกออกมาถ้ายังมีคนหลงเหลืออยู่ข้างใน’

ผู้สร้างเกตไม่ต้องการให้ฮันเตอร์ติดแหง็กอยู่ในโลกต่างมิตินั้นอย่างไร้ความหมาย

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมทางออกถึงปรากฏขึ้นเสมอเมื่อบอสถูกฆ่า

มันส่งแสงสว่างจ้าออกมาอย่างเป็นมิตรเพื่อนำทางฮันเตอร์ ราวกับจะเชิญชวนให้รีบกลับโลกไปซะ

“หึ”

แต่ทว่า ‘ทางออกที่เกิดจากการฆ่าบอส’ นั้นมีคุณสมบัติที่ต่างจากทางเข้าออกทั่วไป

ต้านทานการทำลาย

มันถูกออกแบบมาให้เปิดค้างไว้อย่างนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จนกว่าผู้รอดชีวิตข้างในจะกลับออกไปจนหมด

‘ช่างแสนดีเหลือเกินนะพ่อคุณ’

ในเกตที่ถูกปิดตายของพวกลัทธิมาร หัวหน้าของดันเจี้ยนน่าจะยังมีชีวิตอยู่

มันต้องเป็นแบบนั้น

เมื่อแทนค่าด้วยคุณสมบัติพิเศษนี้ วินาทีที่บอสตาย รูที่ไม่สามารถลบออกได้จะเปิดขึ้นในพื้นที่ลับของพวกมัน และกลายเป็นช่องทางเชื่อมต่อกับโลก ซึ่งต่อให้เป็นพวกมันก็คงหนีการติดตามของตำรวจไม่พ้นแน่

“ถ้าตามพิกัดที่คุณซอนอูยอนส่งมา ก็แถวๆ นี้นี่นา.......”

ในเมื่อจบการอนุมานแล้ว ต่อไปก็มาพิสูจน์กัน

“อ๊ะ! อยู่นี่เอง”

ฉันยืนอยู่ในตรอกแห่งหนึ่งของโซล

ตรงนี้คือจุดที่เกตชื่อ [ถ้ำอับชื้น] เคยปรากฏขึ้น

แต่ตอนนี้แทนที่จะเห็นเกตส่องแสงสีฟ้า กลับเห็นแต่พื้นยางมะตอยโล่งๆ

ตามรายงานระบุว่าดันเจี้ยนแห่งนี้ถูกพิชิตไปแล้วเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

‘อืม’

แน่นอนว่ายังไม่รู้ว่ารายงานของเจ้าของเป็นความจริงหรือเท็จ

ฉันเลยตัดสินใจตรวจสอบด้วยตัวเองว่ามีการดัดแปลงใดๆ กับถ้ำอับชื้นโดยฝีมือของวิหารรากษสหรือไม่

พูดให้ชัดคือ ใช้คุณสมบัติของเกตที่นึกขึ้นได้เมื่อกี้มาตรวจสอบนั่นแหละ

‘บอสของที่นี่.... สัตว์อสูรระดับ E ที่ชื่อพอยซั่นฟรอกสินะ?’

ขอย้ำอีกครั้งว่ากุญแจดอกสำคัญที่สุดที่เกี่ยวกับทางออกของดันเจี้ยนคือบอสมอนสเตอร์

บอสทุกตัวจะเชื่อมต่อกับพิกัดเฉพาะบนโลกเสมอ เพื่อให้สามารถสร้างทางออกได้ทุกเมื่อ

แม้ในสถานการณ์ที่ทางเข้าถูกทำลายและมิติถูกตัดขาด แต่จุดพิกัดเฉพาะนั้นจะไม่มีวันหลุดการเชื่อมต่อ

‘พูดในทางกลับกัน ก็หมายความว่าบอสที่ยังมีชีวิตอยู่จะมีร่องรอยเชื่อมต่อกับพิกัดนั้นเสมอ’

และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ดันเจี้ยนส่วนใหญ่มักจะมีทางออกเกิดขึ้นแนบชิดกับตำแหน่งที่เกตปรากฏ.......

การคิดย้อนกลับ

ฉันกะเก็งตำแหน่งที่ทางออกของ [ถ้ำอับชื้น] ควรจะเกิดขึ้น แล้วตั้งใจจะตรวจจับร่องรอยพลังเวทของพอยซั่นฟรอกที่เชื่อมกับพิกัดนี้ย้อนกลับไป

‘.......’

ก็นะ ในทางทฤษฎีมันก็ประมาณนั้นแหละ.......

‘ถ้าอธิบายคอนเซปต์นี้ให้ชาวโลกอย่างซอนอูยอนฟัง ยัยนั่นจะเข้าใจไหมนะ?’

ฉันกลอกตาไปมาแล้วเลิกคิดเรื่องนั้น

ยังไงก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายขั้นตอนทั้งหมดให้เธอฟังอยู่แล้ว

บอกตามตรง วิธีแกะรอยนี้มีโอกาสสำเร็จต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

มองในมุมหนึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับการงมหาหยดหมึกที่ผสมอยู่ในทะเลสาบ

‘ร่องรอยมันเบาบางเกินไป.......’

สถานการณ์ที่ต้องตรวจจับมานาอันเจือจางในระดับที่เทคโนโลยีของโลกจินตนาการไม่ถึง

แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ตัดสินใจจะลองดูสักตั้ง

-กึก

ความล้มเหลวคือมารดาแห่งความสำเร็จ.......

แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะเหตุผลโลกสวยพรรค์นั้นหรอก

การสัมผัสมานาคือพรสวรรค์ของวิญญาณ

แต่สำหรับฉัน ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน ก็เป็นวิญญาณที่ถูกมานาบนโลกใบนี้ลำเอียงรักใคร่มากที่สุด

‘เรื่องแค่นี้ ฉันไม่มีทางทำไม่ได้หรอก’

พรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิดนั้นมากพอที่จะทำให้คนเราหยิ่งผยองได้

---

24 ชั่วโมงต่อมา

ฉันนั่งอยู่ในห้องให้คำปรึกษาของสมาคมฮันเตอร์

ในสภาพดูไม่ได้ มีทิชชูชุ่มเลือดอุดจมูกอยู่

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ”

“ครับ”

“เอ่อ.... บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ?”

“เปล่าครับ”

ถ้าจะให้อธิบายว่าทำไมถึงมีสภาพแบบนี้ ต้องย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งวันก่อน

เพื่อที่จะทำแผนนี้ให้สำเร็จ ฉันต้องอดหลับอดนอนติดต่อกันถึง 24 ชั่วโมงเต็ม

“แค่หักโหมงานหนักจนกำเดาไหลเฉยๆ ครับ”

ขอสรุปก่อนเลยแล้วกัน

หลังจากแกะรอย [ถ้ำอับชื้น] จนถึงที่สุด ฉันก็ได้รู้ว่าพอยซั่นฟรอกที่เป็นบอสของที่นั่นยังมีชีวิตอยู่

เกตแห่งนั้นคือเปลลับที่วิหารรากษสยึดครองไว้นั่นเอง

“ห.. หักโหมงานเหรอครับ?”

แต่ถ้าบอกวิธีแกะรอยชั้นสูงแบบนี้ให้พวกชาวโลกฟัง ความสามารถของฉันจะโดดเด่นเกินไป

ตอนนี้ฉันเลยกำลังรวบรวมหลักฐานทั้งหมดที่มี เพื่อทำเอกสารรายงานตำรวจและสมาคมว่า ‘ถ้ำอับชื้นมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นอันตราย’.......

“ว่าแต่ น่าตกใจนิดหน่อยนะครับ สรุปคือทางสมาคมจะไม่ทำอะไรเลยงั้นเหรอ?”

“เอ่อ จะบอกว่าไม่ทำก็ไม่เชิง เรียกว่าทำไม่ได้จะใกล้เคียงกว่า.......”

“เฮอะ ไปมาทั้งตำรวจทั้งสมาคม แต่ทำได้แค่ติดตั้งกล้องวงจรปิดตัวเดียวเนี่ยนะ”

ก็นะ ผลลัพธ์ก็อย่างที่เห็น

ดูเหมือนพวกเบื้องบนของที่นี่คงต้องโดนอีมูกิกัดเข้าจริงๆ สักทีถึงจะตั้งสติกันได้

ต่อให้เอาข้อมูลใหม่ๆ มาประเคนให้แค่ไหน ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

‘ไอ้เวรเอ๊ย’

ไม่สิ รู้อยู่เต็มอกว่าพวกลัทธิมารนั่นเป็นผู้ก่อการร้าย แถมเรื่องบอสหายตัวไปก็เป็นความจริง แล้วทำไมถึงไม่มีใครเชื่อคำพูดฉันเลยวะว่าจะเกิดเรื่องอีมูกิขึ้น?

ป้อนข้อมูลให้ถึงปากขนาดนี้ มันควรจะจับกุมพวกวิหารรากษสตั้งแต่หัวหน้ายันลูกกระจ๊อกได้แล้วไม่ใช่หรือไง?

แต่เจ้าพวกนี้กลับเอาแต่พูดว่ายังไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ทางเราเลยยังไม่มีมาตรการจัดการอะไร บลาๆๆ

“คุณกิรยอ?”

ช่างหัวมัน

ไม่น่าไปเชื่อใจพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชั้นต่ำพวกนี้เลย

ฉันเดาะลิ้นแล้วลุกขึ้นจากที่นั่ง พร้อมกับหยิบมือถือขึ้นมาเปิดหน้าเว็บสายการบิน

กะว่าจะจองตั๋วเครื่องบินไปเกาะเชจูเดี๋ยวนี้เลย

‘ไหนดูซิ เที่ยวบินที่เร็วที่สุด.......’

ฉันตัดสินใจอย่างปุบปับว่าจะไปใช้ชีวิตช่วงฤดูหนาวปีนี้ที่เกาะนั่น

แต่ในตอนนั้นเอง

จู่ๆ ก็มีเสียงระเบิดดัง ตูม! สนั่นหวั่นไหวมาจากที่ไกลๆ

“หืม?”

เสียงกัมปนาทราวกับโรงงานระเบิด

ฉันกับซอนอูยอนเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน

“เสียงดังมาจากข้างนอกใช่ไหมครับ?”

“นั่นสิคะ”

พอออกไปดูสถานการณ์ที่ระเบียงทางเดิน ก็เห็นคนอื่นๆ ทำหน้าตื่นตระหนกมองซ้ายมองขวากันเลิ่กลั่ก

“อะไรน่ะ?”

“อุบัติเหตุเหรอ?”

“ดันเจี้ยนเบรกหรือเปล่า?”

“เฮ้ย! ตรงนั้นมีควันโขมงเลย!”

ทันใดนั้นชายคนหนึ่งก็ชี้ไปที่ริมหน้าต่าง

สิ้นเสียงนั้น ผู้คนก็หันขวับไปมองเป็นตาเดียว ทันทีที่เห็นทิศทางที่เขาชี้ เลือดในกายฉันก็เย็นเฉียบขึ้นมาทันที

ก็ตรงนั้นมัน....

สถานที่ที่ฉันเพิ่งจะใช้เวลาขลุกอยู่ทั้งวันเมื่อวานนี้นี่นา

“เวรละ”

“อย่าบอกนะว่า.......”

ซอนอูยอนเองก็คงจะคิดเหมือนฉันในวินาทีนี้

ใช่ พวกเราหาตำแหน่งที่จะเกิดดันเจี้ยนเบรกเจอแล้ว แต่ดันไม่รู้ข้อมูลที่สำคัญที่สุด

“อย่าบอกนะว่าตอนนี้?”

เวลาที่แน่นอนของการก่อการร้าย!

พอตระหนักได้ ในหัวก็อดคิดถึงสมมติฐานข้อหนึ่งขึ้นมาไม่ได้

‘บัดซบ!’

ฉันรีบพุ่งไปดูที่หน้าต่างระเบียงทันที

“เฮ้ย!”

สิ่งที่เห็นไกลออกไป คือภาพเหลือเชื่อที่กำลังเกิดขึ้นบนตึกระฟ้า

สิ่งมีชีวิตสีดำทมิฬขนาดมหึมากำลังเลื้อยรัดพันตึกสูง 70 ชั้น ไต่ระดับขึ้นไปเสียดฟ้า

‘อ๊าก!’

สับสนไปหมดแล้ว

อีมูกิที่เป็นบอสระดับ A เดิมทีมันควรจะเป็นมอนสเตอร์ปราดเปรียวที่มีความยาวแค่ 12 เมตรไม่ใช่เรอะ แต่ไอ้ตัวนั่นมันไม่ใช่หลักเมตรแล้ว นั่นมันยาวเป็นกิโลเมตรชัดๆ!

“เฮ้ยๆ เปิดเครื่องวิเคราะห์ดูดิ๊!”

“มอนสเตอร์บ้าอะไรตัวใหญ่ขนาดนั้น?”

แวบหนึ่งฉันคิดว่านั่นไม่ใช่อีมูกิหรือเปล่า

และการตัดสินใจนี้ เครื่องวิเคราะห์ของ PIXY ก็คงคิดคล้ายกัน เครื่องจักรของชาวโลกจึงแสดงผลของสิ่งมีชีวิตนั้นออกมาแบบนี้

[ ? ? ? ]

[ระดับ : ?]

[คำอธิบาย : ไม่มีคำอธิบายที่ลงทะเบียนไว้]

ผู้คนตรงระเบียงเริ่มหวาดกลัวต่อตัวตนปริศนานั้น

ความไม่รู้ มักจะสร้างความหวาดกลัวให้กับสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาเสมอ

แต่ในตอนนั้นเอง ฟังก์ชันลับของเครื่องวิเคราะห์ก็ทำงาน

หากความไม่รู้ทำให้ผู้คนหวาดกลัว ในทางกลับกัน เพียงแค่จำแนกประเภทของตัวตนนั้นได้ ความกลัวก็จะลดลงส่วนหนึ่ง

สมาพันธ์ฮันเตอร์นานาชาติที่ดูแลการอัปโหลดข้อมูลของเครื่องวิเคราะห์ ได้สร้างระบบหนึ่งเตรียมไว้สำหรับกรณีที่มีมอนสเตอร์ชนิดใหม่ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน

นั่นคือ การตั้งชื่อชั่วคราวให้กับมอนสเตอร์ชนิดใหม่

และเพื่อความรวดเร็วในการจำแนก ระบบนี้จะทำการสุ่มคำมาผสมกัน.......

[ม□□□□□□]

ครืดดดดด

ช่องชื่อของมอนสเตอร์เริ่มถูกกำหนดขึ้นทีละช่อง

[ความชั่วร้ายที่ไม่□□□]

ช่องว่างเหล่านั้นกลายเป็นคำศัพท์เฉพาะเจาะจงเพื่อขนานนามสัตว์ประหลาดในที่สุด

[ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง]

ใช่แล้ว

นี่คือชื่อใหม่ของหายนะสีดำทมิฬนั้น

[ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง]

[ระดับ : S]

[คำอธิบาย : (*อัปเดตแบบเรียลไทม์) ผลการตรวจวัดพลังเวทประเมินว่าระดับเกินขอบเขตระดับ A]

“กรี๊ดดดดด!”

“อะไรน่ะ ตัวบ้าอะไร!”

ดันเจี้ยนเบรกระดับ S ครั้งแรกของเกาหลี ได้เปิดฉากขึ้นแล้ว

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

99

20px

ในเมื่อกล่อมอันยุนซึงสำเร็จแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องลังเลอีก

‘ไหนๆ ก็พูดแล้ว เริ่มเลยดีกว่า’

ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดโทรหาบุคคลที่อยู่ในรายชื่อบนสุด

เพราะมีเรื่องต้องถามซอนอูยอนน่ะสิ

---

วันนี้คือวันที่ 10 พฤศจิกายน

สองวันหลังจากเข้าสู่วันเริ่มฤดูหนาว

คนอื่นพากันตื่นตูมว่าเริ่มสัมผัสได้ถึงลมหนาวแล้ว แต่ฉันไม่มีเวลามาดื่มด่ำกับสภาพอากาศหรอกนะ

ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องของลมฟ้าอากาศ แต่เทศกาลนองเลือดกำลังจ่อคอหอยอยู่ต่างหาก

“ฮัลโหล? คุณซอนอูยอนครับ ตอนนี้คุยได้ไหม?”

เวลาล่วงเลยมาตั้ง 3 เดือนแล้วนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์บอสหายตัวไปอย่างปริศนา

เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เกิดเรื่องขึ้นเมื่อไหร่ก็ไม่แปลก ฉันเลยตัดสินใจลองใช้วิธีตามรอยอีมูกิที่เพิ่งปิ๊งขึ้นมาในหัวเดี๋ยวนี้เลย

คราวนี้ฉันจะเข้าหาด้วยมุมมองที่เป็นตรรกะและเหตุผลมากกว่าเดิม

“คุณซอนอูยอนครับ ไม่ทราบว่าพนักงานสมาคมสามารถเข้าถึงบันทึกการประมูลเกตได้ไหมครับ?”

-แน่นอนค่ะ การซื้อขายเกตเป็นข้อมูลเปิดเผยอยู่แล้ว ถ้าค้นหาก็เจอค่ะ คุณกิรยอก็ดูได้เหมือนกัน

“งั้นเหรอครับ? พอดีตอนนี้ผมอยู่ข้างนอก ขอโทษนะครับช่วยค้นหาแทนผมหน่อยได้ไหม?”

-ตอนนี้เลยเหรอคะ?

“ครับ ตอนนี้เลย”

พอลองมาคิดดูแล้ว

วิหารรากษสน่าจะเลือกสถานที่ซ่อนอีมูกิไว้อย่างรอบคอบมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้

ต่อให้เป็นพวกมันก็เถอะ คงไม่เอามอนสเตอร์หายากอย่างบอสที่เติบโตได้ไปยัดไว้มั่วซั่วหรอก

แต่ต่อให้มีเกตที่ต้องการ การจะเข้าไปยึดครองตามใจชอบก็คงทำได้ยาก ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ตั้งด้วย.......

สุดท้ายพวกมันน่าจะเลือกใช้วิธีนี้เพื่อให้ได้กรรมสิทธิ์ครอบครองเกตแบบเบ็ดเสร็จและมั่นคง

‘การโอนกรรมสิทธิ์อย่างเป็นทางการผ่านสมาคม’

ถ้าอย่างนั้นเงื่อนไขของเกตที่พวกมันเฟ้นหาคืออะไรล่ะ?

ฉันเก็งข้อกำหนดไว้ 4 ข้อ ดังนี้

◆ การซื้อขายก่อนเดือนสิงหาคม

ก่อนอื่นเลย อีมูกิหายไปตอนเกิดเหตุก่อการร้ายช่วงเดือนสิงหาคม ดังนั้นสถานที่ต้องถูกเตรียมไว้ก่อนหน้านั้น

◆ การประมูลในนามบุคคล

ตัดการซื้อขายของบริษัทออกทั้งหมด การหาเกตเพื่อใช้ก่อการร้าย ไม่มีประโยชน์ที่จะใช้ชื่อนิติบุคคลให้สาวมาถึงตัว

◆ สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อธาตุน้ำ

แน่นอนว่าเมื่อพิจารณาถึงประเภทของมอนสเตอร์ที่จะเลี้ยงดู เงื่อนไขนี้ขาดไม่ได้เด็ดขาด

◆ ขนาดใหญ่พอที่จะซ่อนบอส

ข้อนี้คงไม่ต้องอธิบายให้มากความ

“อืม”

เอาเป็นว่า ฉันลองอนุมานความคิดของพวกวิหารรากษส แล้วคัดเลือกเกตที่พวกมันน่าจะกว้านซื้อไป

-ผลการค้นหาเจอ 13 รายการค่ะ

เกตที่ตรงตามเงื่อนไขทุกข้อมีทั้งหมด 13 แห่ง

แต่ถ้าตัดที่ที่ปากทางเข้ายังเปิดอยู่ออกไป....

-ผลลัพธ์แคบลงมาเยอะเลยค่ะ เหลือ 5 แห่ง

ใช่ 5 แห่ง

ในบรรดาเกต 5 แห่งที่ถูกขายให้บุคคลธรรมดาและรายงานสมาคมว่าดันเจี้ยนถูกเคลียร์ไปแล้ว อาจจะมี ‘เกตที่ปิดตาย’ ของวิหารรากษสปะปนอยู่

นี่เป็นเพียงความน่าจะเป็นเท่านั้น

“....”

แต่ฉันขอลดความเป็นไปได้ลงอีกขั้น

ถ้าหากฉันเป็นซูเยฮวี

คนที่มองว่าดันเจี้ยนช็อกคือทัณฑ์สวรรค์

และมนุษย์สมควรตายด้วยน้ำมือมอนสเตอร์เพื่อชดใช้บาป

ในการเลือกเปลสำหรับเลี้ยงดูอีมูกิ เขาอาจจะพิจารณาเงื่อนไขสุดท้ายนี้ด้วยก็ได้

◆เขตที่มีประชากรหนาแน่น

เมืองที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศนี้คือโซล

[ผลการค้นหา 1 รายการ]

และในบรรดาเกตที่เหมาะแก่การเลี้ยงอีมูกิ มีเพียงแห่งเดียวที่ตั้งอยู่ในโซล

[ถ้ำอับชื้น]

[ระดับ : E]

[คำอธิบาย : พอยซั่นฟรอกที่ใช้พิษร้ายแรงจะปรากฏตัวในฐานะบอส]

แน่นอนว่าข้อสันนิษฐานของฉันอาจจะผิดตั้งแต่ต้น ฉันเลยฟันธงไม่ได้ว่าอีมูกิอยู่ที่นี่หรือเปล่า.......

“เดี๋ยวผมวางสายก่อนนะครับ”

ถ้าสับสนนัก ก็ไปดูให้เห็นกับตาก็สิ้นเรื่อง

ฉันวางสายจากซอนอูยอนแล้วรีบจ้ำอ้าวออกไปทันที

---

วิหารรากษสอาจจะหลงคิดว่าตัวเองรู้จักเกตดีที่สุดในโลกใบนี้

แต่ความคิดแบบนั้นมันอันตรายนะ

เพราะมีมนุษย์ต่างดาวคนหนึ่งที่มองกฎเกณฑ์พวกนั้นทะลุปรุโปร่งไปหมดแล้ว

‘ดันเจี้ยนจะพยายามคายชาวโลกออกมาถ้ายังมีคนหลงเหลืออยู่ข้างใน’

ผู้สร้างเกตไม่ต้องการให้ฮันเตอร์ติดแหง็กอยู่ในโลกต่างมิตินั้นอย่างไร้ความหมาย

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมทางออกถึงปรากฏขึ้นเสมอเมื่อบอสถูกฆ่า

มันส่งแสงสว่างจ้าออกมาอย่างเป็นมิตรเพื่อนำทางฮันเตอร์ ราวกับจะเชิญชวนให้รีบกลับโลกไปซะ

“หึ”

แต่ทว่า ‘ทางออกที่เกิดจากการฆ่าบอส’ นั้นมีคุณสมบัติที่ต่างจากทางเข้าออกทั่วไป

ต้านทานการทำลาย

มันถูกออกแบบมาให้เปิดค้างไว้อย่างนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จนกว่าผู้รอดชีวิตข้างในจะกลับออกไปจนหมด

‘ช่างแสนดีเหลือเกินนะพ่อคุณ’

ในเกตที่ถูกปิดตายของพวกลัทธิมาร หัวหน้าของดันเจี้ยนน่าจะยังมีชีวิตอยู่

มันต้องเป็นแบบนั้น

เมื่อแทนค่าด้วยคุณสมบัติพิเศษนี้ วินาทีที่บอสตาย รูที่ไม่สามารถลบออกได้จะเปิดขึ้นในพื้นที่ลับของพวกมัน และกลายเป็นช่องทางเชื่อมต่อกับโลก ซึ่งต่อให้เป็นพวกมันก็คงหนีการติดตามของตำรวจไม่พ้นแน่

“ถ้าตามพิกัดที่คุณซอนอูยอนส่งมา ก็แถวๆ นี้นี่นา.......”

ในเมื่อจบการอนุมานแล้ว ต่อไปก็มาพิสูจน์กัน

“อ๊ะ! อยู่นี่เอง”

ฉันยืนอยู่ในตรอกแห่งหนึ่งของโซล

ตรงนี้คือจุดที่เกตชื่อ [ถ้ำอับชื้น] เคยปรากฏขึ้น

แต่ตอนนี้แทนที่จะเห็นเกตส่องแสงสีฟ้า กลับเห็นแต่พื้นยางมะตอยโล่งๆ

ตามรายงานระบุว่าดันเจี้ยนแห่งนี้ถูกพิชิตไปแล้วเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

‘อืม’

แน่นอนว่ายังไม่รู้ว่ารายงานของเจ้าของเป็นความจริงหรือเท็จ

ฉันเลยตัดสินใจตรวจสอบด้วยตัวเองว่ามีการดัดแปลงใดๆ กับถ้ำอับชื้นโดยฝีมือของวิหารรากษสหรือไม่

พูดให้ชัดคือ ใช้คุณสมบัติของเกตที่นึกขึ้นได้เมื่อกี้มาตรวจสอบนั่นแหละ

‘บอสของที่นี่.... สัตว์อสูรระดับ E ที่ชื่อพอยซั่นฟรอกสินะ?’

ขอย้ำอีกครั้งว่ากุญแจดอกสำคัญที่สุดที่เกี่ยวกับทางออกของดันเจี้ยนคือบอสมอนสเตอร์

บอสทุกตัวจะเชื่อมต่อกับพิกัดเฉพาะบนโลกเสมอ เพื่อให้สามารถสร้างทางออกได้ทุกเมื่อ

แม้ในสถานการณ์ที่ทางเข้าถูกทำลายและมิติถูกตัดขาด แต่จุดพิกัดเฉพาะนั้นจะไม่มีวันหลุดการเชื่อมต่อ

‘พูดในทางกลับกัน ก็หมายความว่าบอสที่ยังมีชีวิตอยู่จะมีร่องรอยเชื่อมต่อกับพิกัดนั้นเสมอ’

และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ดันเจี้ยนส่วนใหญ่มักจะมีทางออกเกิดขึ้นแนบชิดกับตำแหน่งที่เกตปรากฏ.......

การคิดย้อนกลับ

ฉันกะเก็งตำแหน่งที่ทางออกของ [ถ้ำอับชื้น] ควรจะเกิดขึ้น แล้วตั้งใจจะตรวจจับร่องรอยพลังเวทของพอยซั่นฟรอกที่เชื่อมกับพิกัดนี้ย้อนกลับไป

‘.......’

ก็นะ ในทางทฤษฎีมันก็ประมาณนั้นแหละ.......

‘ถ้าอธิบายคอนเซปต์นี้ให้ชาวโลกอย่างซอนอูยอนฟัง ยัยนั่นจะเข้าใจไหมนะ?’

ฉันกลอกตาไปมาแล้วเลิกคิดเรื่องนั้น

ยังไงก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายขั้นตอนทั้งหมดให้เธอฟังอยู่แล้ว

บอกตามตรง วิธีแกะรอยนี้มีโอกาสสำเร็จต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

มองในมุมหนึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับการงมหาหยดหมึกที่ผสมอยู่ในทะเลสาบ

‘ร่องรอยมันเบาบางเกินไป.......’

สถานการณ์ที่ต้องตรวจจับมานาอันเจือจางในระดับที่เทคโนโลยีของโลกจินตนาการไม่ถึง

แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ตัดสินใจจะลองดูสักตั้ง

-กึก

ความล้มเหลวคือมารดาแห่งความสำเร็จ.......

แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะเหตุผลโลกสวยพรรค์นั้นหรอก

การสัมผัสมานาคือพรสวรรค์ของวิญญาณ

แต่สำหรับฉัน ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน ก็เป็นวิญญาณที่ถูกมานาบนโลกใบนี้ลำเอียงรักใคร่มากที่สุด

‘เรื่องแค่นี้ ฉันไม่มีทางทำไม่ได้หรอก’

พรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิดนั้นมากพอที่จะทำให้คนเราหยิ่งผยองได้

---

24 ชั่วโมงต่อมา

ฉันนั่งอยู่ในห้องให้คำปรึกษาของสมาคมฮันเตอร์

ในสภาพดูไม่ได้ มีทิชชูชุ่มเลือดอุดจมูกอยู่

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ”

“ครับ”

“เอ่อ.... บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ?”

“เปล่าครับ”

ถ้าจะให้อธิบายว่าทำไมถึงมีสภาพแบบนี้ ต้องย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งวันก่อน

เพื่อที่จะทำแผนนี้ให้สำเร็จ ฉันต้องอดหลับอดนอนติดต่อกันถึง 24 ชั่วโมงเต็ม

“แค่หักโหมงานหนักจนกำเดาไหลเฉยๆ ครับ”

ขอสรุปก่อนเลยแล้วกัน

หลังจากแกะรอย [ถ้ำอับชื้น] จนถึงที่สุด ฉันก็ได้รู้ว่าพอยซั่นฟรอกที่เป็นบอสของที่นั่นยังมีชีวิตอยู่

เกตแห่งนั้นคือเปลลับที่วิหารรากษสยึดครองไว้นั่นเอง

“ห.. หักโหมงานเหรอครับ?”

แต่ถ้าบอกวิธีแกะรอยชั้นสูงแบบนี้ให้พวกชาวโลกฟัง ความสามารถของฉันจะโดดเด่นเกินไป

ตอนนี้ฉันเลยกำลังรวบรวมหลักฐานทั้งหมดที่มี เพื่อทำเอกสารรายงานตำรวจและสมาคมว่า ‘ถ้ำอับชื้นมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นอันตราย’.......

“ว่าแต่ น่าตกใจนิดหน่อยนะครับ สรุปคือทางสมาคมจะไม่ทำอะไรเลยงั้นเหรอ?”

“เอ่อ จะบอกว่าไม่ทำก็ไม่เชิง เรียกว่าทำไม่ได้จะใกล้เคียงกว่า.......”

“เฮอะ ไปมาทั้งตำรวจทั้งสมาคม แต่ทำได้แค่ติดตั้งกล้องวงจรปิดตัวเดียวเนี่ยนะ”

ก็นะ ผลลัพธ์ก็อย่างที่เห็น

ดูเหมือนพวกเบื้องบนของที่นี่คงต้องโดนอีมูกิกัดเข้าจริงๆ สักทีถึงจะตั้งสติกันได้

ต่อให้เอาข้อมูลใหม่ๆ มาประเคนให้แค่ไหน ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

‘ไอ้เวรเอ๊ย’

ไม่สิ รู้อยู่เต็มอกว่าพวกลัทธิมารนั่นเป็นผู้ก่อการร้าย แถมเรื่องบอสหายตัวไปก็เป็นความจริง แล้วทำไมถึงไม่มีใครเชื่อคำพูดฉันเลยวะว่าจะเกิดเรื่องอีมูกิขึ้น?

ป้อนข้อมูลให้ถึงปากขนาดนี้ มันควรจะจับกุมพวกวิหารรากษสตั้งแต่หัวหน้ายันลูกกระจ๊อกได้แล้วไม่ใช่หรือไง?

แต่เจ้าพวกนี้กลับเอาแต่พูดว่ายังไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ทางเราเลยยังไม่มีมาตรการจัดการอะไร บลาๆๆ

“คุณกิรยอ?”

ช่างหัวมัน

ไม่น่าไปเชื่อใจพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชั้นต่ำพวกนี้เลย

ฉันเดาะลิ้นแล้วลุกขึ้นจากที่นั่ง พร้อมกับหยิบมือถือขึ้นมาเปิดหน้าเว็บสายการบิน

กะว่าจะจองตั๋วเครื่องบินไปเกาะเชจูเดี๋ยวนี้เลย

‘ไหนดูซิ เที่ยวบินที่เร็วที่สุด.......’

ฉันตัดสินใจอย่างปุบปับว่าจะไปใช้ชีวิตช่วงฤดูหนาวปีนี้ที่เกาะนั่น

แต่ในตอนนั้นเอง

จู่ๆ ก็มีเสียงระเบิดดัง ตูม! สนั่นหวั่นไหวมาจากที่ไกลๆ

“หืม?”

เสียงกัมปนาทราวกับโรงงานระเบิด

ฉันกับซอนอูยอนเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน

“เสียงดังมาจากข้างนอกใช่ไหมครับ?”

“นั่นสิคะ”

พอออกไปดูสถานการณ์ที่ระเบียงทางเดิน ก็เห็นคนอื่นๆ ทำหน้าตื่นตระหนกมองซ้ายมองขวากันเลิ่กลั่ก

“อะไรน่ะ?”

“อุบัติเหตุเหรอ?”

“ดันเจี้ยนเบรกหรือเปล่า?”

“เฮ้ย! ตรงนั้นมีควันโขมงเลย!”

ทันใดนั้นชายคนหนึ่งก็ชี้ไปที่ริมหน้าต่าง

สิ้นเสียงนั้น ผู้คนก็หันขวับไปมองเป็นตาเดียว ทันทีที่เห็นทิศทางที่เขาชี้ เลือดในกายฉันก็เย็นเฉียบขึ้นมาทันที

ก็ตรงนั้นมัน....

สถานที่ที่ฉันเพิ่งจะใช้เวลาขลุกอยู่ทั้งวันเมื่อวานนี้นี่นา

“เวรละ”

“อย่าบอกนะว่า.......”

ซอนอูยอนเองก็คงจะคิดเหมือนฉันในวินาทีนี้

ใช่ พวกเราหาตำแหน่งที่จะเกิดดันเจี้ยนเบรกเจอแล้ว แต่ดันไม่รู้ข้อมูลที่สำคัญที่สุด

“อย่าบอกนะว่าตอนนี้?”

เวลาที่แน่นอนของการก่อการร้าย!

พอตระหนักได้ ในหัวก็อดคิดถึงสมมติฐานข้อหนึ่งขึ้นมาไม่ได้

‘บัดซบ!’

ฉันรีบพุ่งไปดูที่หน้าต่างระเบียงทันที

“เฮ้ย!”

สิ่งที่เห็นไกลออกไป คือภาพเหลือเชื่อที่กำลังเกิดขึ้นบนตึกระฟ้า

สิ่งมีชีวิตสีดำทมิฬขนาดมหึมากำลังเลื้อยรัดพันตึกสูง 70 ชั้น ไต่ระดับขึ้นไปเสียดฟ้า

‘อ๊าก!’

สับสนไปหมดแล้ว

อีมูกิที่เป็นบอสระดับ A เดิมทีมันควรจะเป็นมอนสเตอร์ปราดเปรียวที่มีความยาวแค่ 12 เมตรไม่ใช่เรอะ แต่ไอ้ตัวนั่นมันไม่ใช่หลักเมตรแล้ว นั่นมันยาวเป็นกิโลเมตรชัดๆ!

“เฮ้ยๆ เปิดเครื่องวิเคราะห์ดูดิ๊!”

“มอนสเตอร์บ้าอะไรตัวใหญ่ขนาดนั้น?”

แวบหนึ่งฉันคิดว่านั่นไม่ใช่อีมูกิหรือเปล่า

และการตัดสินใจนี้ เครื่องวิเคราะห์ของ PIXY ก็คงคิดคล้ายกัน เครื่องจักรของชาวโลกจึงแสดงผลของสิ่งมีชีวิตนั้นออกมาแบบนี้

[ ? ? ? ]

[ระดับ : ?]

[คำอธิบาย : ไม่มีคำอธิบายที่ลงทะเบียนไว้]

ผู้คนตรงระเบียงเริ่มหวาดกลัวต่อตัวตนปริศนานั้น

ความไม่รู้ มักจะสร้างความหวาดกลัวให้กับสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาเสมอ

แต่ในตอนนั้นเอง ฟังก์ชันลับของเครื่องวิเคราะห์ก็ทำงาน

หากความไม่รู้ทำให้ผู้คนหวาดกลัว ในทางกลับกัน เพียงแค่จำแนกประเภทของตัวตนนั้นได้ ความกลัวก็จะลดลงส่วนหนึ่ง

สมาพันธ์ฮันเตอร์นานาชาติที่ดูแลการอัปโหลดข้อมูลของเครื่องวิเคราะห์ ได้สร้างระบบหนึ่งเตรียมไว้สำหรับกรณีที่มีมอนสเตอร์ชนิดใหม่ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน

นั่นคือ การตั้งชื่อชั่วคราวให้กับมอนสเตอร์ชนิดใหม่

และเพื่อความรวดเร็วในการจำแนก ระบบนี้จะทำการสุ่มคำมาผสมกัน.......

[ม□□□□□□]

ครืดดดดด

ช่องชื่อของมอนสเตอร์เริ่มถูกกำหนดขึ้นทีละช่อง

[ความชั่วร้ายที่ไม่□□□]

ช่องว่างเหล่านั้นกลายเป็นคำศัพท์เฉพาะเจาะจงเพื่อขนานนามสัตว์ประหลาดในที่สุด

[ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง]

ใช่แล้ว

นี่คือชื่อใหม่ของหายนะสีดำทมิฬนั้น

[ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง]

[ระดับ : S]

[คำอธิบาย : (*อัปเดตแบบเรียลไทม์) ผลการตรวจวัดพลังเวทประเมินว่าระดับเกินขอบเขตระดับ A]

“กรี๊ดดดดด!”

“อะไรน่ะ ตัวบ้าอะไร!”

ดันเจี้ยนเบรกระดับ S ครั้งแรกของเกาหลี ได้เปิดฉากขึ้นแล้ว