ในเมื่อกล่อมอันยุนซึงสำเร็จแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องลังเลอีก
‘ไหนๆ ก็พูดแล้ว เริ่มเลยดีกว่า’
ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดโทรหาบุคคลที่อยู่ในรายชื่อบนสุด
เพราะมีเรื่องต้องถามซอนอูยอนน่ะสิ
---
วันนี้คือวันที่ 10 พฤศจิกายน
สองวันหลังจากเข้าสู่วันเริ่มฤดูหนาว
คนอื่นพากันตื่นตูมว่าเริ่มสัมผัสได้ถึงลมหนาวแล้ว แต่ฉันไม่มีเวลามาดื่มด่ำกับสภาพอากาศหรอกนะ
ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องของลมฟ้าอากาศ แต่เทศกาลนองเลือดกำลังจ่อคอหอยอยู่ต่างหาก
“ฮัลโหล? คุณซอนอูยอนครับ ตอนนี้คุยได้ไหม?”
เวลาล่วงเลยมาตั้ง 3 เดือนแล้วนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์บอสหายตัวไปอย่างปริศนา
เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เกิดเรื่องขึ้นเมื่อไหร่ก็ไม่แปลก ฉันเลยตัดสินใจลองใช้วิธีตามรอยอีมูกิที่เพิ่งปิ๊งขึ้นมาในหัวเดี๋ยวนี้เลย
คราวนี้ฉันจะเข้าหาด้วยมุมมองที่เป็นตรรกะและเหตุผลมากกว่าเดิม
“คุณซอนอูยอนครับ ไม่ทราบว่าพนักงานสมาคมสามารถเข้าถึงบันทึกการประมูลเกตได้ไหมครับ?”
-แน่นอนค่ะ การซื้อขายเกตเป็นข้อมูลเปิดเผยอยู่แล้ว ถ้าค้นหาก็เจอค่ะ คุณกิรยอก็ดูได้เหมือนกัน
“งั้นเหรอครับ? พอดีตอนนี้ผมอยู่ข้างนอก ขอโทษนะครับช่วยค้นหาแทนผมหน่อยได้ไหม?”
-ตอนนี้เลยเหรอคะ?
“ครับ ตอนนี้เลย”
พอลองมาคิดดูแล้ว
วิหารรากษสน่าจะเลือกสถานที่ซ่อนอีมูกิไว้อย่างรอบคอบมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้
ต่อให้เป็นพวกมันก็เถอะ คงไม่เอามอนสเตอร์หายากอย่างบอสที่เติบโตได้ไปยัดไว้มั่วซั่วหรอก
แต่ต่อให้มีเกตที่ต้องการ การจะเข้าไปยึดครองตามใจชอบก็คงทำได้ยาก ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ตั้งด้วย.......
สุดท้ายพวกมันน่าจะเลือกใช้วิธีนี้เพื่อให้ได้กรรมสิทธิ์ครอบครองเกตแบบเบ็ดเสร็จและมั่นคง
‘การโอนกรรมสิทธิ์อย่างเป็นทางการผ่านสมาคม’
ถ้าอย่างนั้นเงื่อนไขของเกตที่พวกมันเฟ้นหาคืออะไรล่ะ?
ฉันเก็งข้อกำหนดไว้ 4 ข้อ ดังนี้
◆ การซื้อขายก่อนเดือนสิงหาคม
ก่อนอื่นเลย อีมูกิหายไปตอนเกิดเหตุก่อการร้ายช่วงเดือนสิงหาคม ดังนั้นสถานที่ต้องถูกเตรียมไว้ก่อนหน้านั้น
◆ การประมูลในนามบุคคล
ตัดการซื้อขายของบริษัทออกทั้งหมด การหาเกตเพื่อใช้ก่อการร้าย ไม่มีประโยชน์ที่จะใช้ชื่อนิติบุคคลให้สาวมาถึงตัว
◆ สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อธาตุน้ำ
แน่นอนว่าเมื่อพิจารณาถึงประเภทของมอนสเตอร์ที่จะเลี้ยงดู เงื่อนไขนี้ขาดไม่ได้เด็ดขาด
◆ ขนาดใหญ่พอที่จะซ่อนบอส
ข้อนี้คงไม่ต้องอธิบายให้มากความ
“อืม”
เอาเป็นว่า ฉันลองอนุมานความคิดของพวกวิหารรากษส แล้วคัดเลือกเกตที่พวกมันน่าจะกว้านซื้อไป
-ผลการค้นหาเจอ 13 รายการค่ะ
เกตที่ตรงตามเงื่อนไขทุกข้อมีทั้งหมด 13 แห่ง
แต่ถ้าตัดที่ที่ปากทางเข้ายังเปิดอยู่ออกไป....
-ผลลัพธ์แคบลงมาเยอะเลยค่ะ เหลือ 5 แห่ง
ใช่ 5 แห่ง
ในบรรดาเกต 5 แห่งที่ถูกขายให้บุคคลธรรมดาและรายงานสมาคมว่าดันเจี้ยนถูกเคลียร์ไปแล้ว อาจจะมี ‘เกตที่ปิดตาย’ ของวิหารรากษสปะปนอยู่
นี่เป็นเพียงความน่าจะเป็นเท่านั้น
“....”
แต่ฉันขอลดความเป็นไปได้ลงอีกขั้น
ถ้าหากฉันเป็นซูเยฮวี
คนที่มองว่าดันเจี้ยนช็อกคือทัณฑ์สวรรค์
และมนุษย์สมควรตายด้วยน้ำมือมอนสเตอร์เพื่อชดใช้บาป
ในการเลือกเปลสำหรับเลี้ยงดูอีมูกิ เขาอาจจะพิจารณาเงื่อนไขสุดท้ายนี้ด้วยก็ได้
◆เขตที่มีประชากรหนาแน่น
เมืองที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศนี้คือโซล
[ผลการค้นหา 1 รายการ]
และในบรรดาเกตที่เหมาะแก่การเลี้ยงอีมูกิ มีเพียงแห่งเดียวที่ตั้งอยู่ในโซล
[ถ้ำอับชื้น]
[ระดับ : E]
[คำอธิบาย : พอยซั่นฟรอกที่ใช้พิษร้ายแรงจะปรากฏตัวในฐานะบอส]
แน่นอนว่าข้อสันนิษฐานของฉันอาจจะผิดตั้งแต่ต้น ฉันเลยฟันธงไม่ได้ว่าอีมูกิอยู่ที่นี่หรือเปล่า.......
“เดี๋ยวผมวางสายก่อนนะครับ”
ถ้าสับสนนัก ก็ไปดูให้เห็นกับตาก็สิ้นเรื่อง
ฉันวางสายจากซอนอูยอนแล้วรีบจ้ำอ้าวออกไปทันที
---
วิหารรากษสอาจจะหลงคิดว่าตัวเองรู้จักเกตดีที่สุดในโลกใบนี้
แต่ความคิดแบบนั้นมันอันตรายนะ
เพราะมีมนุษย์ต่างดาวคนหนึ่งที่มองกฎเกณฑ์พวกนั้นทะลุปรุโปร่งไปหมดแล้ว
‘ดันเจี้ยนจะพยายามคายชาวโลกออกมาถ้ายังมีคนหลงเหลืออยู่ข้างใน’
ผู้สร้างเกตไม่ต้องการให้ฮันเตอร์ติดแหง็กอยู่ในโลกต่างมิตินั้นอย่างไร้ความหมาย
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมทางออกถึงปรากฏขึ้นเสมอเมื่อบอสถูกฆ่า
มันส่งแสงสว่างจ้าออกมาอย่างเป็นมิตรเพื่อนำทางฮันเตอร์ ราวกับจะเชิญชวนให้รีบกลับโลกไปซะ
“หึ”
แต่ทว่า ‘ทางออกที่เกิดจากการฆ่าบอส’ นั้นมีคุณสมบัติที่ต่างจากทางเข้าออกทั่วไป
ต้านทานการทำลาย
มันถูกออกแบบมาให้เปิดค้างไว้อย่างนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จนกว่าผู้รอดชีวิตข้างในจะกลับออกไปจนหมด
‘ช่างแสนดีเหลือเกินนะพ่อคุณ’
ในเกตที่ถูกปิดตายของพวกลัทธิมาร หัวหน้าของดันเจี้ยนน่าจะยังมีชีวิตอยู่
มันต้องเป็นแบบนั้น
เมื่อแทนค่าด้วยคุณสมบัติพิเศษนี้ วินาทีที่บอสตาย รูที่ไม่สามารถลบออกได้จะเปิดขึ้นในพื้นที่ลับของพวกมัน และกลายเป็นช่องทางเชื่อมต่อกับโลก ซึ่งต่อให้เป็นพวกมันก็คงหนีการติดตามของตำรวจไม่พ้นแน่
“ถ้าตามพิกัดที่คุณซอนอูยอนส่งมา ก็แถวๆ นี้นี่นา.......”
ในเมื่อจบการอนุมานแล้ว ต่อไปก็มาพิสูจน์กัน
“อ๊ะ! อยู่นี่เอง”
ฉันยืนอยู่ในตรอกแห่งหนึ่งของโซล
ตรงนี้คือจุดที่เกตชื่อ [ถ้ำอับชื้น] เคยปรากฏขึ้น
แต่ตอนนี้แทนที่จะเห็นเกตส่องแสงสีฟ้า กลับเห็นแต่พื้นยางมะตอยโล่งๆ
ตามรายงานระบุว่าดันเจี้ยนแห่งนี้ถูกพิชิตไปแล้วเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา
‘อืม’
แน่นอนว่ายังไม่รู้ว่ารายงานของเจ้าของเป็นความจริงหรือเท็จ
ฉันเลยตัดสินใจตรวจสอบด้วยตัวเองว่ามีการดัดแปลงใดๆ กับถ้ำอับชื้นโดยฝีมือของวิหารรากษสหรือไม่
พูดให้ชัดคือ ใช้คุณสมบัติของเกตที่นึกขึ้นได้เมื่อกี้มาตรวจสอบนั่นแหละ
‘บอสของที่นี่.... สัตว์อสูรระดับ E ที่ชื่อพอยซั่นฟรอกสินะ?’
ขอย้ำอีกครั้งว่ากุญแจดอกสำคัญที่สุดที่เกี่ยวกับทางออกของดันเจี้ยนคือบอสมอนสเตอร์
บอสทุกตัวจะเชื่อมต่อกับพิกัดเฉพาะบนโลกเสมอ เพื่อให้สามารถสร้างทางออกได้ทุกเมื่อ
แม้ในสถานการณ์ที่ทางเข้าถูกทำลายและมิติถูกตัดขาด แต่จุดพิกัดเฉพาะนั้นจะไม่มีวันหลุดการเชื่อมต่อ
‘พูดในทางกลับกัน ก็หมายความว่าบอสที่ยังมีชีวิตอยู่จะมีร่องรอยเชื่อมต่อกับพิกัดนั้นเสมอ’
และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ดันเจี้ยนส่วนใหญ่มักจะมีทางออกเกิดขึ้นแนบชิดกับตำแหน่งที่เกตปรากฏ.......
การคิดย้อนกลับ
ฉันกะเก็งตำแหน่งที่ทางออกของ [ถ้ำอับชื้น] ควรจะเกิดขึ้น แล้วตั้งใจจะตรวจจับร่องรอยพลังเวทของพอยซั่นฟรอกที่เชื่อมกับพิกัดนี้ย้อนกลับไป
‘.......’
ก็นะ ในทางทฤษฎีมันก็ประมาณนั้นแหละ.......
‘ถ้าอธิบายคอนเซปต์นี้ให้ชาวโลกอย่างซอนอูยอนฟัง ยัยนั่นจะเข้าใจไหมนะ?’
ฉันกลอกตาไปมาแล้วเลิกคิดเรื่องนั้น
ยังไงก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายขั้นตอนทั้งหมดให้เธอฟังอยู่แล้ว
บอกตามตรง วิธีแกะรอยนี้มีโอกาสสำเร็จต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
มองในมุมหนึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับการงมหาหยดหมึกที่ผสมอยู่ในทะเลสาบ
‘ร่องรอยมันเบาบางเกินไป.......’
สถานการณ์ที่ต้องตรวจจับมานาอันเจือจางในระดับที่เทคโนโลยีของโลกจินตนาการไม่ถึง
แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ตัดสินใจจะลองดูสักตั้ง
-กึก
ความล้มเหลวคือมารดาแห่งความสำเร็จ.......
แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะเหตุผลโลกสวยพรรค์นั้นหรอก
การสัมผัสมานาคือพรสวรรค์ของวิญญาณ
แต่สำหรับฉัน ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน ก็เป็นวิญญาณที่ถูกมานาบนโลกใบนี้ลำเอียงรักใคร่มากที่สุด
‘เรื่องแค่นี้ ฉันไม่มีทางทำไม่ได้หรอก’
พรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิดนั้นมากพอที่จะทำให้คนเราหยิ่งผยองได้
---
24 ชั่วโมงต่อมา
ฉันนั่งอยู่ในห้องให้คำปรึกษาของสมาคมฮันเตอร์
ในสภาพดูไม่ได้ มีทิชชูชุ่มเลือดอุดจมูกอยู่
“ฮันเตอร์คิมกิรยอ”
“ครับ”
“เอ่อ.... บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ?”
“เปล่าครับ”
ถ้าจะให้อธิบายว่าทำไมถึงมีสภาพแบบนี้ ต้องย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งวันก่อน
เพื่อที่จะทำแผนนี้ให้สำเร็จ ฉันต้องอดหลับอดนอนติดต่อกันถึง 24 ชั่วโมงเต็ม
“แค่หักโหมงานหนักจนกำเดาไหลเฉยๆ ครับ”
ขอสรุปก่อนเลยแล้วกัน
หลังจากแกะรอย [ถ้ำอับชื้น] จนถึงที่สุด ฉันก็ได้รู้ว่าพอยซั่นฟรอกที่เป็นบอสของที่นั่นยังมีชีวิตอยู่
เกตแห่งนั้นคือเปลลับที่วิหารรากษสยึดครองไว้นั่นเอง
“ห.. หักโหมงานเหรอครับ?”
แต่ถ้าบอกวิธีแกะรอยชั้นสูงแบบนี้ให้พวกชาวโลกฟัง ความสามารถของฉันจะโดดเด่นเกินไป
ตอนนี้ฉันเลยกำลังรวบรวมหลักฐานทั้งหมดที่มี เพื่อทำเอกสารรายงานตำรวจและสมาคมว่า ‘ถ้ำอับชื้นมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นอันตราย’.......
“ว่าแต่ น่าตกใจนิดหน่อยนะครับ สรุปคือทางสมาคมจะไม่ทำอะไรเลยงั้นเหรอ?”
“เอ่อ จะบอกว่าไม่ทำก็ไม่เชิง เรียกว่าทำไม่ได้จะใกล้เคียงกว่า.......”
“เฮอะ ไปมาทั้งตำรวจทั้งสมาคม แต่ทำได้แค่ติดตั้งกล้องวงจรปิดตัวเดียวเนี่ยนะ”
ก็นะ ผลลัพธ์ก็อย่างที่เห็น
ดูเหมือนพวกเบื้องบนของที่นี่คงต้องโดนอีมูกิกัดเข้าจริงๆ สักทีถึงจะตั้งสติกันได้
ต่อให้เอาข้อมูลใหม่ๆ มาประเคนให้แค่ไหน ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
‘ไอ้เวรเอ๊ย’
ไม่สิ รู้อยู่เต็มอกว่าพวกลัทธิมารนั่นเป็นผู้ก่อการร้าย แถมเรื่องบอสหายตัวไปก็เป็นความจริง แล้วทำไมถึงไม่มีใครเชื่อคำพูดฉันเลยวะว่าจะเกิดเรื่องอีมูกิขึ้น?
ป้อนข้อมูลให้ถึงปากขนาดนี้ มันควรจะจับกุมพวกวิหารรากษสตั้งแต่หัวหน้ายันลูกกระจ๊อกได้แล้วไม่ใช่หรือไง?
แต่เจ้าพวกนี้กลับเอาแต่พูดว่ายังไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ทางเราเลยยังไม่มีมาตรการจัดการอะไร บลาๆๆ
“คุณกิรยอ?”
ช่างหัวมัน
ไม่น่าไปเชื่อใจพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชั้นต่ำพวกนี้เลย
ฉันเดาะลิ้นแล้วลุกขึ้นจากที่นั่ง พร้อมกับหยิบมือถือขึ้นมาเปิดหน้าเว็บสายการบิน
กะว่าจะจองตั๋วเครื่องบินไปเกาะเชจูเดี๋ยวนี้เลย
‘ไหนดูซิ เที่ยวบินที่เร็วที่สุด.......’
ฉันตัดสินใจอย่างปุบปับว่าจะไปใช้ชีวิตช่วงฤดูหนาวปีนี้ที่เกาะนั่น
แต่ในตอนนั้นเอง
จู่ๆ ก็มีเสียงระเบิดดัง ตูม! สนั่นหวั่นไหวมาจากที่ไกลๆ
“หืม?”
เสียงกัมปนาทราวกับโรงงานระเบิด
ฉันกับซอนอูยอนเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน
“เสียงดังมาจากข้างนอกใช่ไหมครับ?”
“นั่นสิคะ”
พอออกไปดูสถานการณ์ที่ระเบียงทางเดิน ก็เห็นคนอื่นๆ ทำหน้าตื่นตระหนกมองซ้ายมองขวากันเลิ่กลั่ก
“อะไรน่ะ?”
“อุบัติเหตุเหรอ?”
“ดันเจี้ยนเบรกหรือเปล่า?”
“เฮ้ย! ตรงนั้นมีควันโขมงเลย!”
ทันใดนั้นชายคนหนึ่งก็ชี้ไปที่ริมหน้าต่าง
สิ้นเสียงนั้น ผู้คนก็หันขวับไปมองเป็นตาเดียว ทันทีที่เห็นทิศทางที่เขาชี้ เลือดในกายฉันก็เย็นเฉียบขึ้นมาทันที
ก็ตรงนั้นมัน....
สถานที่ที่ฉันเพิ่งจะใช้เวลาขลุกอยู่ทั้งวันเมื่อวานนี้นี่นา
“เวรละ”
“อย่าบอกนะว่า.......”
ซอนอูยอนเองก็คงจะคิดเหมือนฉันในวินาทีนี้
ใช่ พวกเราหาตำแหน่งที่จะเกิดดันเจี้ยนเบรกเจอแล้ว แต่ดันไม่รู้ข้อมูลที่สำคัญที่สุด
“อย่าบอกนะว่าตอนนี้?”
เวลาที่แน่นอนของการก่อการร้าย!
พอตระหนักได้ ในหัวก็อดคิดถึงสมมติฐานข้อหนึ่งขึ้นมาไม่ได้
‘บัดซบ!’
ฉันรีบพุ่งไปดูที่หน้าต่างระเบียงทันที
“เฮ้ย!”
สิ่งที่เห็นไกลออกไป คือภาพเหลือเชื่อที่กำลังเกิดขึ้นบนตึกระฟ้า
สิ่งมีชีวิตสีดำทมิฬขนาดมหึมากำลังเลื้อยรัดพันตึกสูง 70 ชั้น ไต่ระดับขึ้นไปเสียดฟ้า
‘อ๊าก!’
สับสนไปหมดแล้ว
อีมูกิที่เป็นบอสระดับ A เดิมทีมันควรจะเป็นมอนสเตอร์ปราดเปรียวที่มีความยาวแค่ 12 เมตรไม่ใช่เรอะ แต่ไอ้ตัวนั่นมันไม่ใช่หลักเมตรแล้ว นั่นมันยาวเป็นกิโลเมตรชัดๆ!
“เฮ้ยๆ เปิดเครื่องวิเคราะห์ดูดิ๊!”
“มอนสเตอร์บ้าอะไรตัวใหญ่ขนาดนั้น?”
แวบหนึ่งฉันคิดว่านั่นไม่ใช่อีมูกิหรือเปล่า
และการตัดสินใจนี้ เครื่องวิเคราะห์ของ PIXY ก็คงคิดคล้ายกัน เครื่องจักรของชาวโลกจึงแสดงผลของสิ่งมีชีวิตนั้นออกมาแบบนี้
[ ? ? ? ]
[ระดับ : ?]
[คำอธิบาย : ไม่มีคำอธิบายที่ลงทะเบียนไว้]
ผู้คนตรงระเบียงเริ่มหวาดกลัวต่อตัวตนปริศนานั้น
ความไม่รู้ มักจะสร้างความหวาดกลัวให้กับสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาเสมอ
แต่ในตอนนั้นเอง ฟังก์ชันลับของเครื่องวิเคราะห์ก็ทำงาน
หากความไม่รู้ทำให้ผู้คนหวาดกลัว ในทางกลับกัน เพียงแค่จำแนกประเภทของตัวตนนั้นได้ ความกลัวก็จะลดลงส่วนหนึ่ง
สมาพันธ์ฮันเตอร์นานาชาติที่ดูแลการอัปโหลดข้อมูลของเครื่องวิเคราะห์ ได้สร้างระบบหนึ่งเตรียมไว้สำหรับกรณีที่มีมอนสเตอร์ชนิดใหม่ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน
นั่นคือ การตั้งชื่อชั่วคราวให้กับมอนสเตอร์ชนิดใหม่
และเพื่อความรวดเร็วในการจำแนก ระบบนี้จะทำการสุ่มคำมาผสมกัน.......
[ม□□□□□□]
ครืดดดดด
ช่องชื่อของมอนสเตอร์เริ่มถูกกำหนดขึ้นทีละช่อง
[ความชั่วร้ายที่ไม่□□□]
ช่องว่างเหล่านั้นกลายเป็นคำศัพท์เฉพาะเจาะจงเพื่อขนานนามสัตว์ประหลาดในที่สุด
[ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง]
ใช่แล้ว
นี่คือชื่อใหม่ของหายนะสีดำทมิฬนั้น
[ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง]
[ระดับ : S]
[คำอธิบาย : (*อัปเดตแบบเรียลไทม์) ผลการตรวจวัดพลังเวทประเมินว่าระดับเกินขอบเขตระดับ A]
“กรี๊ดดดดด!”
“อะไรน่ะ ตัวบ้าอะไร!”
ดันเจี้ยนเบรกระดับ S ครั้งแรกของเกาหลี ได้เปิดฉากขึ้นแล้ว